แฟรนไชส์ไก่ทอด KFC ในไทย ใหญ่แค่ไหนบนเวทีโลก
อุตสาหกรรมอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant: QSR) ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันของแบรนด์ข้ามชาติที่ต่างเร่งขยายสาขาเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของร้านอาหารบริการด่วนทั่วโลกจะสูงถึง 1,930.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032
โดยแฟรนไชส์ไก่ทอด KFC นับเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่สามารถประสบความสำเร็จได้สูงสุด จากจุดเริ่มต้นในรัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา สู่การสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ร้านอาหารบริการด่วนครอบคลุมมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
ท่ามกลางภาพการแข่งขันในระดับนานาชาติ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ KFC อย่างมีนัยสำคัญ
โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2569 ระบุว่า ไทยมีจำนวนสาขาสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในประเทศ และความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเติบโตดังกล่าวไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของแบรนด์ไก่ทอด KFC ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์หลักของ KFC ในภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดทั่วโลกสูงที่สุดในปัจจุบัน คำถามที่ว่าตลาดไก่ทอด KFC ในไทยเทียบกับทั่วโลก ใหญ่แค่ไหน มาดูกัน
ภาพรวมตลาด KFC ระดับโลก

ในระดับโลกไก่ทอด KFC ยังคงรักษาสถานะหนึ่งในเครือข่ายร้านอาหารบริการด่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีสาขากระจายอยู่ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงความสามารถของแบรนด์ในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคที่หลากหลาย
ข้อมูลล่าสุดในปี 2569 ระบุว่า ประเทศจีน ครองอันดับ 1 ของโลกในด้านจำนวนสาขาอย่างทิ้งห่าง
ด้วยตัวเลขเกือบ 13,000 แห่ง ภายใต้การบริหารของ Yum China ซึ่งเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องขณะที่สหรัฐอเมริกา ประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ รั้งอันดับ 2 ด้วยจำนวนราว 3,900 แห่ง แม้จะเป็นตลาดที่อิ่มตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
ขณะเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของแฟรนไชส์ไก่ทอด KFC อย่างชัดเจน โดยหลายประเทศในเอเชียติดอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งในแง่จำนวนสาขาและอัตราการขยายตัว
ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไทย และ อินเดีย สะท้อนถึง ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เติบโตต่อเนื่อง
แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้ KFC จะถือกำเนิดในโลกตะวันตก แต่การดติบโตและการขยายตัวของธุรกิจหลักในปัจจุบัน กลับอยู่ในฝั่งเอเชีย ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ
Top 10 ประเทศที่มีสาขา KFC มากที่สุดในโลก ปี 2569

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 การจัดอันดับประเทศที่มีจำนวนสาขา KFC มากที่สุดในโลก มีดังนี้
- จีน — ประมาณ 13,000 สาขา
- สหรัฐอเมริกา — ประมาณ 3,986 สาขา
- ญี่ปุ่น — ประมาณ 1,277 สาขา
- ไทย — ประมาณ 1,226 สาขา
- แอฟริกาใต้ — ประมาณ 1,052 สาขา
- สหราชอาณาจักร — ประมาณ 1,001 สาขา
- อินเดีย — ประมาณ 950 สาขา
- มาเลเซีย — ประมาณ 770 สาขา
- ออสเตรเลีย — ประมาณ 759 สาขา
- อินโดนีเซีย — ประมาณ 749 สาขา
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็น “จุดพีค” ของการจัดอันดับในปี 2569 โดยสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
เจาะลึกความสำเร็จ KFC ในประเทศไทย

การที่จำนวนสาขา KFC ในประเทศไทยก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 4 ของโลก ไม่ได้เป็นเพียงผลจากการขยายสาขาเชิงปริมาณเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของตลาดไก่ทอดในประเทศอย่างรอบด้าน
ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า KFC ในประเทศไทย มีจำนวนสาขาประมาณ 1,226 สาขาครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ
ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจ ส่งผลให้ไทยกลายเป็นตลาดที่มีสาขา KFC ความครอบคลุมในเชิงพื้นที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และครองอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านจำนวนสาขา
เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว มาจากการดำเนินกลยุทธ์ Hyper-Localization หรือการปรับตัวเชิงลึกให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์รสนิยมของคนไทย เช่น เมนูข้าว ไก่แซ่บ หรืออาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน รวมถึงการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสนใจของผู้บริโภคในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การขยายช่องทางการเข้าถึงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย KFC ได้กระจายสาขาไปยังทำเลหลากหลาย ทั้งศูนย์การค้า สถานีบริการน้ำมัน และพื้นที่ชุมชนต่างๆ ตลอดจนการเติบโตของแพลตฟอร์มบริการจัดส่งอาหาร (เดลิเวอรี่) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้นในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ การเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 41 ปีในประเทศไทย ยังสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายแฟรนไชส์ ซัพพลายเชน และการตลาดในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ KFC สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมกับขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน KFC อยู่ภายใต้การบริหารแบรนด์และแฟรนไชส์ โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และมีการบริหารร้าน KFC โดยแฟรนไชส์ซี จำนวน 3 ราย
- บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)
- บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD)
- บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)
ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว จึงทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดไก่ทอด KFC ขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของ KFC ในระดับโลกอย่างชัดเจน
KFC ในไทย “ต่าง” เวทีโลกอย่างไร

เมื่อพิจารณาโมเดลการดำเนินธุรกิจของ KFC ในแต่ละประเทศ จะพบว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากสูตรความสำเร็จแบบเดียวกัน หากแต่เกิดจากการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละตลาด
ญี่ปุ่น
ในญี่ปุ่น KFC ถูกยกระดับเป็นวัฒนธรรมตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผู้บริโภคจำนวนมากนิยมสั่งชุดไก่ทอดล่วงหน้า จนกลายเป็นธรรมเนียมประจำปี ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากกลยุทธ์ Seasonal Marketing ที่มีประสิทธิภาพจีน
ขณะที่ จีน เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ KFC ใช้กลยุทธ์ขยายขนาด (Scale) เป็นหัวใจสำคัญ ด้วยจำนวนสาขาหลายหมื่นแห่งกระจายอยู่ในเมืองขนาดใหญ่และเมืองรอง รองรับฐานผู้บริโภคจำนวนมหาศาล พร้อมทั้งพัฒนาเมนูและรูปแบบร้านให้มีความหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละเมือง
ไทย

ส่วน ไทย โดดเด่นด้วยโมเดล “การเข้าถึง” ที่ครอบคลุมและกระจายตัวครอบคลุมทุกจังหวัด โดยเน้นการขยายสาขาให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกระดับพื้นที่ ตั้งแต่ศูนย์การค้าในเขตเมือง ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมันและชุมชนในต่างจังหวัด ผสานกับระบบเดลิเวอรี่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
ประเทศที่ยังไม่มี KFC
แม้ KFC จะขยายสาขาครอบคลุมมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่มีแม้แต่สาขาเดียว สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของ KFC ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ และต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลากหลายด้าน
เกาหลีเหนือ
ในมิติทางการเมือง เกาหลีเหนือ เป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่ไม่มี KFC เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศและนโยบายปิดประเทศ ส่งผลให้แบรนด์ต่างชาติไม่สามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจได้
อัฟกานิสถาน
ด้านความไม่มั่นคงและความปลอดภัย อัฟกานิสถาน ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้การลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงธุรกิจร้านอาหารข้ามชาติ มีความเสี่ยงสูงและไม่เอื้อต่อการขยายสาขา
ภูฏาน
ในแง่นโยบายและวัฒนธรรม ภูฏาน เลือกจำกัดการเข้ามาของแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดต่างชาติ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและส่งเสริมอาหารท้องถิ่น
ขณะที่บางประเทศมีมาตรการควบคุมด้านโภชนาการและต้นทุนที่เข้มงวด เช่น นอร์เวย์ ซึ่งมีค่าครองชีพและค่าแรงสูง ส่งผลต่อความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา เช่น แอลจีเรีย เอริเทรีย เอธิโอเปีย มาลี ไนเจอร์ โซมาเลีย ซูดาน และ ซูดานใต้ ยังคงมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค ระบบซัพพลายเชน และโครงสร้างโลจิสติกส์ที่ไม่รองรับมาตรฐานของแบรนด์ระดับโลก
ขณะเดียวกัน ในบางกรณีปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน หรือระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) ที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ไม่สามารถขยายเข้าสู่ตลาดนั้นได้
ในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและอเมริกา แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงและเปิดรับแบรนด์ต่างชาติ แต่ก็ยังมีบางประเทศที่ KFC ไม่สามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจได้ หรือไม่สามารถรักษาการดำเนินงานไว้ได้ในระยะยาว
ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ นครรัฐวาติกัน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และนโยบายผังเมือง ทำให้ไม่เอื้อต่อการเปิดร้านอาหารเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่
ไอซ์แลนด์ ยังเป็นอีกกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงความท้าทายของการดำเนินธุรกิจในบางตลาด โดยแม้เคยมีสาขา KFC ให้บริการในอดีต แต่ได้ยุติการดำเนินงานไปในเวลาต่อมา อันเป็นผลจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น
เบื้องหลังการเติบโตของ KFC

1.ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีประสิทธิภาพ แฟรนไชส์กี่ทอด KFC ให้ความสำคัญกับมาตรฐานวัตถุดิบ โดยเฉพาะคุณภาพของเนื้อไก่และกระบวนการจัดเก็บรักษา
ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมและมีเสถียรภาพ ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พร้อม ย่อมได้เปรียบในการรองรับการขยายสาขาในวงกว้าง
2. พันธมิตรแฟรนไชส์ (Franchise Partner) ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในแต่ละประเทศ ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด สามารถบริหารจัดการสาขา ทำการตลาด และบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยให้แบรนด์ KFC มีการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
3. การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น (Localization) ซึ่งถือเป็นหัวใจของความสำเร็จในยุคปัจจุบัน โดย KFC ไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดียวกันทั่วโลก แต่เลือกพัฒนาเมนูและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เช่น การเพิ่มเมนูข้าวหรือรสชาติจัดจ้านในไทย ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างมากขึ้น
4. กำลังซื้อของผู้บริโภค (Purchasing Power) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดความคุ้มค่าของการลงทุน ตลาดที่มีชนชั้นกลางมีการขยายตัวและมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านสูง มักเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน
บทสรุป

การก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ของโลกของ KFC ในไทย ไม่ได้เป็นเพียงตัวชี้วัดความนิยมของแบรนด์ในหมู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งในด้านกำลังซื้อของชนชั้นกลาง พฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านที่เพิ่มขึ้น และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์
ความสำเร็จดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ในการเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เอเชียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในตลาดฟาสต์ฟุ้ด โดยเฉพาะไก่ทอด ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกและผู้ประกอบการท้องถิ่น ความท้าทายในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่เพียงการขยายสาขา แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความแตกต่าง และการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ภายใต้สถานการณ์ของตลาดไก่ทอดที่เติบโตและแข่งขันสูงเช่นนี้ แฟรนไชส์ไก่ทอด KFC ในประเทศไทยจะสามารถต่อยอดความสำเร็จ และขยับขึ้นสู่ลำดับที่สูงกว่านี้ในเวทีโลกได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต
อ้างอิงข้อมูล
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




