มีแฟรนไชส์ 100 สาขา! อย่ารวยคนเดียว Franchisee ต้องขายดีด้วย

บางร้านเปิดเองขายดีมาก ยอดขายเห็นแล้วน่าดีใจ อยากจะขยายสาขาเพิ่มหรือเปิดให้คนมาซื้อแฟรนไชส์ แต่พอทำแบบนั้นจริงๆ กลับไม่ดีเหมือนที่คิด แน่นอนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สินค้า แต่เกิดจากความเข้าใจที่คิดว่าร้านขายดี กับธุรกิจแฟรนไชส์ มีโครงสร้างเหมือนๆกัน ทั้งที่ความจริง เป็นเรื่องที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ถ้าวิเคราะห์ว่าอะไรทำให้ร้านขายดีถึงขาย

แฟรนไชส์แล้วไม่รอด เกิดจาก 3 เหตุผลหลักๆ คือ

1.การขยายสาขาโดยที่ไม่มี SOP

การที่ร้านขายดีก็เพราะเจ้าของลงมาทำเองทุกอย่าง ซื้อของ เข้าครัว คุมลูกน้อง

ทำบัญชี ดูแลลูกค้า ทำการตลาด แต่เมื่อขายแฟรนไชส์ออกไปคนลงทุนไม่ใช่ตัวเจ้าของที่ต้องดูแลร้านนั้น คนที่มาลงทุนอาจไม่มีความรู้ ไม่ชำนาญเหมือนเจ้าของแบรนด์ ด้วยเหตุนี้ในระบบแฟรนไชส์จึงจำเป็นต้องมี

SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อให้เป็นมาตรฐานของทุกสาขา

2.กำไรสุทธิยังไม่มากพอก่อนขายแฟรนไชส์

อย่างเช่นร้านอาหารกำไรสุทธิก่อนจะเป็นแฟรนไชส์ควรอยู่ที่ 25% เพราะ แฟรนไชส์ซีจำเป็นต้องจ่ายค่า Marketing Fee และ Royalty Fees ให้กับแฟรนไชส์ซอ หมายความว่ารายได้ของแฟรนไชส์ซีเองต้องหักออกในส่วนนี้ออกด้วยประมาณ 7% ทำให้เหลือกำไรสุทธิของแฟรนไชส์ซอประมาณ 18% ซึ่งเป็นตัวเลขที่พอให้การลงทุนมีกำไรได้

3.ขาดระบบสนับสนุนผู้ลงทุน

บางคนเข้าใจผิดคิดว่าระบบแฟรนไชส์คือการจับเสือมือเปล่า ขายแล้วก็แล้วกันในความเป็นจริงแฟรนไชส์ที่เติบโตยั่งยืนต้องมีการสนับสนุนครบถ้วนทั้งระบบครัวกลาง , การขนส่ง , การสรรหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ , การตลาด , การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ , ระบบ POS ที่เช็คยอดขายและสต็อคได้แบบ Real-time ได้ทั้งบริษัทแม่และสาขา

มีแฟรนไชส์ 100 สาขา!
ภาพจาก Mister Donut

ทำไมบางแฟรนไชส์ขยายสาขาได้เยอะ! บางแฟรนไชส์ขยายได้น้อย

การขยายสาขามากน้อยของแฟรนไชส์ส่วนหนึ่งก็อาจขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ด้านการตลาดของแต่ละแบรนด์ แต่หากวิเคราะห์จะพบว่า ปัจจัยที่ทำให้บางแบรนด์ขยายสาขาได้จำนวนมาก โดยที่คุณภาพและมาตรฐานไม่ตกมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง

1. Product-Market Fit

หรือการที่สินค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้จริง เป็นสินค้าที่มีความต้องการซื้อซ้ำสูง (Repeat Purchase) รวมถึงมี Branding ที่จดจำง่าย ซื้อสะดวก ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่

2. Margin Structure

หรือโครงสร้างของกำไร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของคนลงทุนแฟรนไชส์ ถ้าขายแฟรนไชส์โดยมุ่งเน้นแค่ต้องการค่าธรรมเนียมแรกเข้า , ค่าอุปกรณ์+วัตถุดิบในการเปิดร้านครั้งแรก โดยที่ไม่สนใจว่าคนลงทุนไปแล้วจะมีกำไรแค่ไหน การขยายสาขาได้มากจึงเป็นไปได้ยาก

ในขณะเดียวกันถ้าแฟรนไชส์ซอ วางตัวเองให้เป็น Partner ทางธุรกิจ พยายามลดต้นทุนของผู้ลงทุนเพื่อให้มีกำไรมาก ด้วยการใช้ Economies of Scale เข้ามาช่วยเพื่อคุมต้นทุนหน้าร้านของแต่ละสาขาให้อยู่ไม่เกิน 30-35% รวมถึงการสนับสนุนผู้ลงทุนรอบด้านทั้งการวางระบบบริหารร้าน , การส่งเสริมด้านการตลาด หลายแบรนด์มีการเก็บค่า Royalty Fee + Marketing Fee

ซึ่งควรนำเงินส่วนนี้กลับมาพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งที่จะเป็นผลดีกับผู้ลงทุนที่จะมีโอกาสขายได้มากขึ้น มีกำไรในการเปิดร้าน เป็นภาพรวมของแบรนด์แฟรนไชส์ที่ทำให้ขยายสาขาได้จำนวนมาก

3.ระบบการเลือกทำเล และการคัดเลือก Franchisee

สังเกตให้ดีจะพบว่าแฟรนไชส์ที่ขยายสาขาได้มากๆ ให้ความสำคัญเรื่องทำเล ไม่ใช่ให้ใครมาซื้อเพื่อเปิดที่ไหนก็ได้ ส่วนใหญ่มักมีการวิเคราะห์ทำเลที่เน้น 4 เรื่องสำคัญคือ

  • Foot Traffic หรือจำนวนคนที่เดินผ่านร้านในแต่ละช่วงเวลา
  • กำลังการซื้อของประชากรในพื้นที่ โดยเฉพาะรัศมี 1-3 กม.จากร้าน
  • ความสะดวกในการเดินทาง / ที่จอดรถ หรือทัศนวิสัยหน้าร้านที่ต้องมองเห็นได้ชัดเจน
  • ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับสาขาเดิมที่เปิดอยู่ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจได้มากที่สุด

นอกจากเรื่องทำเลที่ต้องใส่ใจ เรื่องการคัดเลือกคนที่สนใจลงทุนก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ใช่แค่คนมีเงินก็ทำได้ส่วนใหญ่ใช้ระบบ Franchisee Selection เพื่อคัดเลือกคนที่เข้าใจธุรกิจจริง นอกเหนือจากเรื่องเงินทุนยังต้องพิจารณาเรื่อง Mindset ที่ต้องพร้อมปฏิบัติตามระบบ SOP และยอมรับการตรวจสอบมาตรฐานได้อย่างเคร่งครัด

มีแฟรนไชส์ 100 สาขา!
ภาพจาก MIXUE

4. Standard Operating Procedure (SOP) ที่มีประสิทธิภาพ

เป็นหัวใจของระบบแฟรนไชส์ที่หากมี SOP จะทำให้ทุกสาขามีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน แต่สิ่งสำคัญของ SOP คือต้องสั้น กระชับ และทำตามได้ทันที เช่นหากเป็นการทอด ในคู่มืออาจกำหนดไว้ชัดเจนว่า อุณหภูมิทอด 175°C เวลา 6 นาที

เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละสาขาปรุงอาหารตามความรู้สึกของพ่อครัวแต่ละคน และการมี SOP ยังช่วยให้การถ่ายทอดความรู้ระหว่างพนักงานทำได้ง่าย ทุกคนเพียงแค่ทำตามระบบที่กำหนดไว้ สามารถเทรนด์พนักงานใหม่ได้ทำงานได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกันได้ไม่ยาก และ SOP ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมโครงสร้างต้นทุน / กำไร เพราะมีการกำหนด สัดส่วนวัตถุดิบต่อ 1 จานไว้ชัดเจน เช่นกำหนดเนื้อสัตว์ 80 กรัม/จาน ทำให้คำนวณวัตถุดิบได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

5. Supply Chain มีคุณภาพ

เพราะ Franchisee ย่อมคาดหวังเรื่องโมเดลธุรกิจที่สนับสนุน คนลงทุนไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อวัตถุดิบเอง การมีครัวกลางหรือมีการจัดส่งวัตถุดิบหลักจะช่วยลดขั้นตอนการทำงานหน้าร้าน ก็เป็นเรื่องที่เจ้าของแฟรนไชส์ที่ยิ่งมีสาขามากก็ต้องมีระบบ Supply Chain ที่มีคุณภาพมากขึ้น อย่างเช่นการตั้งคลังสินค้าในการกระจายวัตถุดิบ ตามแต่ละภูมิภาค หรือระบบสั่งซื้อวัตถุดิบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อระหว่างสาขาและบริษัทแม่ เพื่อสนับสนุนและช่วยวิเคราะห์วัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ อันมีผลต่อการสร้างกำไรของผู้ลงทุนในสาขาต่าง ๆ

กรณีศึกษาแบรนด์แฟรนไชส์ดัง ทำไมคนอยากลงทุน?

มีแฟรนไชส์ 100 สาขา!
ภาพจาก ชาตรามือ

เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้นว่าการที่แฟรนไชส์จะขยายสาขาได้เป็นร้อยเป็นพันแห่ง จำเป็นต้องมีระบบที่สนับสนุนคนลงทุนแบบครบวงจรและทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีกำไรดี มีโอกาสคืนทุนได้ชัดเจน ยกตัวอย่าง MIXUE ที่ให้ความสำคัญกับระบบ Supply Chain มากเนื่องจากกำไรหลักของ Franchisor ไม่ได้มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมแพ็กเกจ แต่มาจากการ ขายวัตถุดิบให้ Franchisee ยิ่งเปิดสาขามาก ปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบยิ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำลงเรื่อยๆ เป็นผลดีต่อผู้ลงทุนเองด้วย

หรืออย่าง Mister Donut มีสาขาในไทยจำนวนมากก็เป็นเพราะกำหนดรูปแบบในการคัดเลือกคนสนใจลงทุนที่ไม่เน้นรายย่อยแต่ใช้โมเดล Master Franchise ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งมีความพร้อมทั้งเงินทุน ระบบครัวกลาง (Central Kitchen) และการเข้าถึงทำเลในห้างสรรพสินค้า การขยายสาขาจึงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในมุมของผู้ลงทุนเอง เมื่อมีระบบสนับสนุนครบถ้วน และเป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดี มีฐานลูกค้ามาก ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้สูงด้วย

อย่างไรก็ดีในบางธุรกิจก็เลือกที่จะหยุดทำแฟรนไชส์เมื่อพิจารณาแล้วว่าอาจมีผลกระทบต่อภาพรวมของแบรนด์ อย่างเช่น ชาตรามือ ที่ครั้งหนึ่งเคยทดลองขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ แต่ต่อมาเลือกที่จะชะลอการขายแฟรนไชส์ในประเทศ แล้วหันมาลงทุนเปิดสาขาเอง (Company-Owned) เหตุผลสำคัญคือเรื่องการควบคุมมาตรฐาน (SOP) เพราะกังวลในเรื่องชื่อเสียงที่สะสมมานาน การเลือกขยายสาขาเองจึงน่าจะควบคุมคุณภาพได้มากที่สุด

มีแฟรนไชส์ 100 สาขา!
ภาพจาก ชาตรามือ

เราจะเห็นได้ว่าการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณแต่สำคัญคือจะทำให้แฟรนไชส์เหล่านั้นอยู่รอดและเดินหน้าไปพร้อมกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันได้อย่างไรบางแบรนด์มีสาขาหลักพันแต่ก็ยังสามารถเปิดสาขาใหม่ได้เรื่อยๆ ในขณะที่บางแฟรนไชส์มีสาขาน้อยกว่ามากแต่กลับควบคุมคุณภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่คนอยากทำธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์จำเป็นต้องศึกษาเพื่อวางโครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์อันดีทั้งต่อตัวเองและผู้ลงทุนในอนาคตได้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจปัจจุบันมีหลายคอร์สเรียนที่พร้อมยกระดับผู้ประกอบการได้จริง อย่างเช่น คอร์ส Franchise Jump Up ของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ที่ให้ความรู้พัฒนาธุรกิจสู่แฟรนไชส์ได้อย่างถูกต้อง เน้นสอนทั้งภาคทฤษฏี + ปฏิบัติ สอนเทคนิคการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน , วิธีการสร้างร้านต้นแบบ รวมถึงหลักการคิดค่าแฟรนไชส์ และให้ความรู้ในเรื่องกฎหมายสัญญาแฟรนไชส์ ทุกเนื้อหามีการปรับปรุงและอัพเดทเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อสร้างความรู้ที่นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับท่านใดที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเพียง Add LINE id : @thaifranchise หรือคลิก https://page.line.me/thaifranchise พิมพ์คำว่า “Jump Up” มีทีมงานพร้อมตอบกลับให้ข้อมูลผู้สนใจในทันที

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด