กับดักร้านอาหาร ยิ่งขาย! ก็ยิ่งจน ทนทำแบบไม่รู้ หรือ รู้แต่ก็ยังทำ
ถ้าตอนนี้เรามีเงินทุนสักก้อนแล้วบอกให้ไปเริ่มธุรกิจ คำตอบของใครหลายคนคงบอกว่าอยากเปิดร้านอาหาร ทั้งที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่านี่คือธุรกิจที่แม้จะมีลูกค้าต้องการมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน ถ้าวิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนมองว่าธุรกิจร้านอาหารน่าสนใจ
- ภาพความสำเร็จที่มองเห็นชัดเจน เพราะร้านอาหารหลายแห่งลูกค้าเยอะ บางคนที่ลงทุนแล้วรวยจากร้านอาหารก็มีมาก ในเมื่อถ้าเรามีโอกาสลงทุนบ้าง สิ่งแรกที่อยากได้คือความสำเร็จเหมือนที่เราเคยเห็นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านอาหารจึงเป็นทางเลือกแรกๆของการลงทุน
- ประเมินว่าไม่ต้องใช้ทักษะสูง / ไม่ต้องมีความรู้เฉพาะด้าน ถ้าเทียบการนำเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นเช่นเปิดโรงงานผลิตสินค้า เอาเงินไปเล่นหุ้น อาจต้องใช้ความรู้และทักษะที่รอบด้าน แต่การเปิดร้านอาหาร คนส่วนใหญ่จึงมองว่าการขายอาหารขอแค่อาหารอร่อย บรรยากาศดี บริการดี ดูแลต้นทุนดีๆ เท่านี้ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้
- ธุรกิจที่มีเงินสดหมุนเวียนดีมาก เพราะว่าร้านอาหารต้องมีลูกค้าเข้าร้านทุกวัน ร้านไหนขายดีก็มีลูกค้ามาก รายได้ของร้านก็สูง กระแสเงินหมุนเวียนจึงมีมาก ต่างจากธุรกิจอื่นที่อาจต้องใช้เครดิตเทอม มีการวางบิลกว่าจะได้เงินต้องมีระยะเวลารอคอย การทำร้านอาหารในมุมมองของคนส่วนใหญ่จึงมองว่าดีกว่าเพราะได้เงินทันที มีเงินมาหมุนได้ทุกวัน
- ความเชื่อที่ว่าอาหารคือปัจจัย 4 เศรษฐกิจแย่แค่ไหนคนเราก็ยังต้องกิน ขอแค่ให้ทำอาหารที่ถูกใจ ทำการตลาดดีๆ แม้จะรู้ดีว่าเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็วัดดวงและเชื่อในฝีมือความอร่อย และรู้สึกว่าลูกค้ามีเยอะมีอยู่ทุกพื้นที่ ยังไงก็ต้องมีที่กลายมาเป็นลูกค้าของร้านอาหารที่เราทำได้บ้าง

แต่อีกด้านหนึ่งก็มีตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าการทำร้านอาหารอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด กว่า 50% ต้องปิดตัวไปตั้งแต่ปีแรกที่เปิดกิจการเหตุผลหลักๆก็คือทุนหาย รายได้หด แบกรับต้นทุนไม่ไหว แต่ความน่ากลัวของธุรกิจนี้ที่มากกว่านั้นคือหลายคนเจ๊งแบบยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราถึงได้เจ๊ง
วิเคราะห์ความน่ากลัวธุรกิจร้านอาหาร! ไม่รู้ผิดตรงไหน ลูกค้าถึงหาย ยอดขายตก

ดูภาพรวมของตลาดร้านอาหารในปัจจุบันแม้จะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 6.8 แสนล้านบาท อัตราเติบโตประมาณ 3.9% ถ้าดูตัวเลขอย่างเดียวจะรู้สึกว่าเป็นตลาดที่สดใสแต่ในความจริงตัวเลขนี้อาจหลอกตาเราได้ เพราะในความจริงธุรกิจนี้เป็นตลาดที่เรียกว่าโตแต่ตัว กำไรไม่โต แถมการเติบโตที่ว่ายังไปกระจุกอยู่ที่ร้านอาหารที่มีทุนหนา มีสายป่านยาว หรือบรรดาร้านที่มีการตลาดดี มีการปรับตัวได้เก่ง และร้านไหนก็ตามที่ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้สุดท้ายมักจะไปไม่รอด
ทีนี้ลองมาดูกันไล่เรียงไปทีละข้อสำหรับร้านอาหารที่เคยเจ๊งๆ กันไป ว่าตัวเราเองเคยผิดพลาดในเรื่องไหน ที่จู่ๆ จากร้านขายดีกลับกลายเป็นร้านที่ลูกค้าหาย รายได้ลด จนต้องปิดกิจการ
1.ควบคุมต้นทุนไม่ได้ แถมยังไม่กล้าปรับราคากลัวลูกค้าหนี สำหรับคนทำร้านอาหารรู้ว่าต้นทุนยุคนี้เพิ่มสูงมากทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่าที่ บางร้านมีสัดส่วนต้นทุนเหล่านี้รวมกันสูงกว่า 70% แต่บางร้านก็เลือกแบกรับโดยไม่ปรับราคาสินค้าเพราะกลัวลูกค้าไม่เข้าร้าน สุดท้ายก็แบกต้นทุนที่เพิ่มไม่ไหว ขายเท่าไหร่ก็ไม่มีกำไร ยิ่งทำก็ยิ่งจน สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการในที่สุด
2.ความโดดเด่นของสินค้าน้อยเกินไปจนลูกค้าเบื่อ บางร้านเชื่อตัวเองมากไปว่าแบบนี้อร่อย ทำแบบเดิมๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบ ซึ่งถือเป็นความคิดที่นำไปสู่ความเสี่ยงสูง เนื่องจากพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความเป็น Brand Loyalty สมัยนี้มีน้อยมาก ผู้บริโภคเกินกว่า 50% มักเลือกเปิดรับสินค้าใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ค้นหาเมนูใหม่ ที่แม้จะรู้ว่าร้านเดิมก็อร่อย แต่ต้องการลองในสิ่งใหม่ๆ มากกว่า การไม่ยอมปรับตัวของร้านอาหารไม่พัฒนาเมนูใหม่ๆ เพื่อสร้างกระแส เพื่อให้อยู่ในความทรงจำของลูกค้าคืออีกความน่ากลัวที่พาร้านอาหารเจ๊งได้

3.หน้าที่ของเจ้าของร้านคือการหาลูกค้าไม่ใช่การทำอาหาร เป็นบทเรียนสำคัญของร้านอาหารหลายแห่งที่ไม่กล้าทิ้งร้าน เนื่องด้วยต้องการควบคุมมาตรฐานในร้าน ควบคุมพนักงาน ต้องการบริหารจัดการในร้านด้วยตัวเองทั้งหมด กระทั่งไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูกค้า สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่ากว่า 60% ของลูกค้าเลิกกลับมาร้านเดิมไม่ใช่เพราะอาหารไม่อร่อย แต่รู้สึกว่าบริการแย่ ร้านไม่เอาใจใส่ลูกค้า ถือเป็นความล้มเหลวในฐานะเจ้าของร้านที่มองข้ามเรื่องนี้ อันที่จริงเจ้าของร้านควรมีหน้าที่ 3 อย่างคือ
- การบริหารบัญชีในร้าน , การเอาใจใส่ลูกค้า , การเช็คสต็อคสินค้า , ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ
- การออกไปหาลูกค้าและสร้างแบรนด์ให้เติบโต เช่นการหาพันธมิตร การติดต่อซัพพลายเออร์ การสังเกตเทรนด์การตลาดใหม่ๆ การเรียนรู้จากคู่แข่งรายอื่นๆ เพื่อสร้างร้านให้มั่นคงระยะยาวมากขึ้น
- การวางระบบในร้านโดยไม่ต้องทำเอง เป็นสิ่งสำคัญของร้านอาหารยุคใหม่ จะเปลี่ยนจากเจ้าของธุรกิจก้าวสู่นักลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องเฝ้าร้านตลอดเวลา แต่ร้านยังเติบโตได้ด้วยระบบที่วางไว้อย่างชัดเจน
4.ขายดีเหมือนจะมีกำไร แต่ไม่มีเงินสด หรือที่เรียกกันว่าขายดีจนเจ๊งเหมือนที่เคยปรากฏเป็นข่าวในร้านหลายแห่ง ลักษณะนี้เรียกว่าเป็นภาวะขาดสภาพคล่อง (Liquidity Crisis) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กำไรทิพย์” คือเห็นตัวเลขกำไร แต่ในกระเป๋าไม่มีเงินสดเหลือ
สาเหตุของกำไรทิพย์ส่วนใหญ่คือเงินไปจมอยู่ในสต็อกและสินทรัพย์ อย่างบางร้านมีการคำนวณต้นทุนผิดพลาด สินค้าราคาแพงและซื้อมากักตุนมากเกินไป และความผิดพลาดที่ไม่ได้กันกระแสเงินสดเอาไว้ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับใช้ในธุรกิจ เมื่อถึงเวลาที่ต้องจ่ายรายจ่ายคงที่ (Fixed Costs) เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าที่ ค่าภาษี ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ต้องใช้เงินสด แต่เงินสดไปจมอยู่กับส่วนอื่นหมดแล้ว ธุรกิจจึงเกิดปัญหาขึ้น

5.ยึดติดกับเมนูเยอะเกินไปทำให้ต้นทุนบานปลาย เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจสูง บางร้านพยายามสร้างความประทับใจ สร้างจุดเด่นด้วยการพัฒนาเมนูที่มีเยอะเกินไป เพื่อตามใจลูกค้า หวังว่าจะทำให้มียอดขายมากขึ้น แต่ในความจริงยิ่งเมนูเยอะ สต็อควัตถุดิบก็ต้องเยอะ การทำงานของพ่อครัวก็ต้องมากขึ้น
ต้นทุนผันแปรต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นตาม และในความจริงบางเมนูแถบขายไม่ได้หรือไม่มีกำไรแต่ก็ยังติดเมนูนั้นอยู่ในร้าน มีผลต่อวัตถุดิบที่จะเน่าเสียโดยที่ยังไม่ทันได้ใช้ แม้จะดูเหมือนไม่ร้ายแรงแต่ก็มีผลโดยตรงในเรื่องของการควบคุมต้นทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
บทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับคนอยากทำร้านอาหารให้รอดคือการรู้ต้นทุนที่แท้จริงของร้านตัวเอง และเจ้าของร้านต้องรู้จักการวางระบบในร้านให้ทำงานได้แม้ตัวเจ้าของร้านไม่อยู่ ทั้งเพื่อการป้องกันพนักงานทุจริต และยังเป็นการควบคุมต้นทุนสต็อกสินค้าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ตัวเจ้าของร้านก็ต้องไปหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาร้าน สิ่งเหล่านี้คือเคล็ดลับเพื่อความอยู่รอดของร้านในยุคที่การแข่งขันนับวันยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
อ้างอิง :
- https://citly.me/lj4Wx
- https://citly.me/vbeSm
- https://citly.me/tX4bW
- https://citly.me/U7Z2E
- https://citly.me/eMtDW
- https://citly.me/VxQ2P
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




