Blue Bottle Coffee กาแฟเกรดพรีเมี่ยม! ไม่ขายแฟรนไชส์ รายได้ 8,500 ล้านบาท

ตลาดกาแฟคือหนึ่งในธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือดในทุกประเทศ แต่ก็มีแบรนด์ที่เปิดตัวเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดนี้กันอย่างคึกคัก ถ้ามองในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาที่มีผลสำรวจว่า 67% ของคนอเมริกันดื่มกาแฟทุกวัน มีแบรนด์ดังที่แย่งส่วนแบ่งการตลาดกันเยอะมาก

  • Starbucks ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40-48% และมีจำนวนสาขาในอเมริกากว่า 16,400 แห่ง มีฐานลูกค้ารวมกว่า 34 ล้านคน
  • Dunkin’ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 26% มีสาขารวมประมาณ 9,500 แห่ง เน้นจุดเด่นกาแฟและอาหารเช้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ราคาคุ้มค่า
  • Dutch Bros Coffee ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 3% เน้นโมเดล Drive-Thru เป็นหลัก มีสาขากว่า 1,000 แห่งและเป็นคู่แข่งที่กำลังแย่งลูกค้าจาก Starbucks
  • McCafé (McDonald’s) & Fast-Food เน้นแข่งขันด้านราคาและความสะดวก ผ่านจุดบริการที่มีอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ McDonald’s ยังทดลองเปิดธุรกิจเครื่องดื่มแยกออกมา เช่น CosMc’s เพื่อเจาะตลาดเครื่องดื่มเป็นหลัก

ไม่เพียงแค่นั้นยังมีกลุ่มร้านกาแฟท้องถิ่น , ร้านกาแฟ Specialty อีกหลายแบรนด์ที่อาจไม่มีสาขาเท่ากับแบรนด์ใหญ่แต่ก็ได้รับความสนใจจากคนอเมริกันมาก อย่างเช่น Peet’s Coffee, Caribou Coffee, Blue Bottle, Intelligentsia ทั้งนี้แม้ว่าแต่ละแบรนด์จะมีจุดเด่นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ก็มีจุดแข่งขันร่วมที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทั้งบริการแบบรวดเร็ว , การพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงคุณภาพสินค้า+บริการที่ต้องคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

Blue Bottle Coffee ร้านกาแฟ Specialty เน้นความพรีเมี่ยม

blue-bottle-coffee-กาแฟเกรดพรีเมี่ยม
ภาพจาก https://bluebottlecoffee.com

หนึ่งในแบรนด์ที่เน้นคุณภาพเป็นหลักคือ Blue Bottle Coffee ผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้คือ James Freeman อดีตนักดนตรีที่นำเงินเก็บประมาณ 20,000 เหรียญ (หรือประมาณ 700,000 บาท) มาลงทุนซื้อเครื่องคั่วกาแฟและดัดแปลงรถเก่าเพื่อเข็นไปขายตามตลาดต่างๆ ในเมืองโอ๊กแลนด์ ซึ่งที่มาของชื่อ “Blue Bottle Coffee” มาจากช่วงศตวรรษที่ 17 ที่ชาวตุรกีหนีออกจากออสเตรีย แล้วทิ้งถุงกาแฟไว้ ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะมาเห็น และนำไปขายในกรุงเวียนนา จนกลายเป็นร้านกาแฟเจ้าแรกๆ ของยุโรปตอนกลาง โดยใช้ชื่อว่า ‘Hof zur Blauen Flasche’ หรือ ‘The Blue Bottle’

ถ้ามองในแง่ของจุดเด่นจะพบว่า Blue Bottle Coffee มีเอกลักษณ์ในตัวเองชัดเจนได้แก่

  1. มีปรัชญาก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งมาตรฐานว่าเมล็ดกาแฟจะต้องถูกส่งถึงมือลูกค้าหรือนำมาชงในร้านภายใน 48 ชั่วโมงหลังการคั่ว โดยบนถุงกาแฟของ Blue Bottle จะมีการประทับ วันที่คั่ว (Roast Date) ไว้อย่างชัดเจน แทนที่จะบอกแค่วันหมดอายุเหมือนแบรนด์ทั่วไป
  2. เน้นการชงแบบ Pour-over (ดริปมือ) โดย Blue Bottle ชูจุดเด่นเรื่องการคั่วอ่อนถึงกลาง เพื่อดึงกลิ่นเฉพาะตัวของสายพันธุ์และแหล่งปลูก รวมถึงเน้นการชงแบบ Pour-over (ดริปมือ) ถ้วยต่อถ้วยอย่างพิถีพิถัน มีดริปเปอร์ (Dripper) ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้การสกัดกาแฟได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบที่สุด
  3. รูปแบบร้านออกแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละสาขา เน้นให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ เช่น การรีโนเวทโกดังเก่าในโตเกียว หรือสาขาที่อยู่ในอาคารประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโก แต่จะมี visual เฉพาะคือ ทนสีสว่าง ขาว ไม้ และปูนเปลือย มุ่งเน้นให้บรรยากาศดูโปร่ง สงบ พร้อมโลโก้ ขวดสีน้ำเงิน ที่เรียบง่ายแต่น่าดึงดูด

ทั้งนี้ในกลุ่มเครื่องดื่ม Signature ของร้านมีที่น่าสนใจเช่น New Orleans-Style Iced Coffee (NOLA) ที่เป็นกาแฟสกัดเย็นนำไปชงรวมกับราก Chicory ผสมกับนมสดและน้ำตาลอ้อยออร์แกนิก หรือจะเป็นเมนู Gibraltar ซึ่งเป็นกาแฟเอสเพรสโซร้อนผสมนมที่กลายเป็นเมนูลับที่ลูกค้ารู้จักและนิยมสั่งกันมาก รวมถึงเมนูอย่าง Shakerato ที่เป็นเอสเพรสโซเข้มข้นนำไปเชกกับน้ำแข็งและน้ำตาลอย่างรวดเร็ว จนได้ฟองนุ่มละเอียด รสชาติสดชื่น

สาขารวมทั่วโลกกว่า 140 แห่ง รายได้กว่า 8,500 ล้านบาท

blue-bottle-coffee-กาแฟเกรดพรีเมี่ยม
ภาพจาก https://bluebottlecoffee.com

จากแบรนด์กาแฟเล็กๆ แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2017 ที่ Nestlé ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่สัดส่วนประมาณ 68% ของ Blue Bottle Coffee ด้วยมูลค่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 หมื่นล้านบาท

ผลที่ตามมาหลังจับมือกับ Nestlé คือการเพิ่มขึ้นของจำนวนสาขาพร้อมกับการต่อยอดสินค้าประเภท Ready-to-Drink และกาแฟบรรจุถุงขายผ่านช่องทางค้าปลีก กระทั่งในปี 2026 Nestlé ตัดสินใจขายกิจการ Blue Bottle Coffee ส่วนของร้านกาแฟ ให้กับ Centurium Capital กองทุน Private Equity สัญชาติจีน ด้วยมูลค่าประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.3 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดีนับถึงปัจจุบันนี้ Blue Bottle มีสาขามากกว่า 140 แห่งโดยอยู่ในอเมริกาประมาณ 82 แห่ง ที่เหลืออยู่ในหลายประเทศแถบเอเชีย เช่นที่ญี่ปุ่น (ประมาณ 32 สาขา) , เกาหลีใต้ (ประมาณ 24 สาขา) รวมถึงยังมีสาขาในจีน , ฮ่องกง , สิงคโปร์
ในส่วนของรายได้ ปี 2025 Blue Bottle Coffee มีรายได้ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,200 ล้านบาท โดยในตลาดสหรัฐสร้างรายได้กว่า 60% ที่ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีก 40% คือรายได้จากตลาดเอเชียประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทเน้นลงทุนเอง! ไม่ขายแฟรนไชส์

blue-bottle-coffee-กาแฟเกรดพรีเมี่ยม
ภาพจาก www.facebook.com/bluebottlecoffee

ถ้าวิเคราะห์ในเรื่องรายได้ถึงแม้จะมีสาขาประมาณ 140 แห่งเทียบไม่ได้กับ Starbucks ที่มีสาขาหลายหมื่นแห่งทั่วโลก แต่ Blue Bottle สามารถสร้างรายได้ต่อสาขา (Average Revenue per Store) สูงมาก สะท้อนถึงกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มพรีเมียมที่ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์กาแฟพิเศษ โดยราคากาแฟ Specialty หรือซิกเนเจอร์อย่าง NOLA หรือ Single Origin Pour-over ราคาตกแก้วละ 6.50 – 9.00 เหรียญ นอกจากนี้ลูกค้า Blue Bottle มักไม่ได้สั่งแค่กาแฟแก้วเดียว แต่มักซื้อ วาฟเฟิล/เบเกอรี่ รวมถึง เมล็ดกาแฟถุง หรืออุปกรณ์สำหรับชงกาแฟกลับบ้านไปด้วย ทำให้ยอดซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ดี Blue Bottle ก็มีข้อจำกัดที่ทำให้การขยายสาขาเติบโตค่อนข้างจำกัดอันเนื่องจากความเป็นกาแฟแบบพิเศษ จึงต้องใช้เวลาในการชงเฉลี่ยต่อแก้ว 3-5 นาที ขณะที่แบรนด์กาแฟอื่นเน้นความรวดเร็วมากกว่าทำให้ตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Blue Bottle จึงไม่เน้นขายแฟรนไชส์แต่เน้นการขยายสาขาด้วยตัวเองมากกว่า

และจากกระแสข่าวล่าสุดทาง Blue Bottle Coffee เตรียมมาเปิดสาขาในประเทศไทยวันที่ 21 สิงหาคม ผู้ที่นำแบรนด์นี้เข้ามาคือ Valiram Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าLuxury จากมาเลเซีย และการที่ Valiram Group เลือกนำ Blue Bottle Coffee เข้าสู่ประเทศไทยในจังหวะที่เจ้าของบริษัทเพิ่งเปลี่ยนไปอยู่กับ Centurium Capital ก็นับว่าน่าติดตามว่าแบรนด์ดังที่เน้นคุณภาพแบบนี้เมื่อทำตลาดในเมืองไทยยุคนี้จะสร้างกระแสหรือเป็นสินค้ายอดนิยมได้แค่ไหน

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด