Jordan Belfort จากเซลส์ขายเนื้อสู่ “หมาป่าแห่งวอลล์สตรีท”
เชื่อหรือไม่ ในโลกของการขายมีคนอยู่ 2 ประเภท คนแรกพยายามขายสินค้า ส่วนอีกคน ขาย “ความเชื่อ” ให้กับลูกค้า และถ้าพูดถึงคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด คนหนึ่งของโลกชื่อของ Jordan Belfort จะต้องติดอยู่ในรายชื่ออย่างแน่นอน
หลายคนรู้จักเขาในฐานะ The Wolf of Wall Street ชายผู้สร้างบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำเงินมหาศาล ใช้ชีวิตหรูหรา มีคฤหาสน์ เรือยอชต์ รถสปอร์ต และเครื่องบินส่วนตัว ก่อนจะถูกจับในคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ จนกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อดัง
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าฉากปาร์ตี้ ยาเสพติด และเงินกองโต สิ่งที่ทำให้ Jordan Belfort แตกต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักลงทุนอัจฉริยะ แต่เพราะเขาเป็น “นักขาย” ที่เข้าใจจิตวิทยาของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
จุดเริ่มต้นของเด็กที่อยากรวย

Jordan Belfort เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อแม่เป็นนักบัญชี ไม่มีต้นทุนชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่น ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เขาก็เริ่มหารายได้ด้วยการขายของ ช่วงปิดเทอมเขากับเพื่อนเอาไอศกรีมอิตาเลียนใส่กล่องโฟมไปขายตามชายหาด เพียงหน้าร้อนเดียวเขาทำเงินได้กว่า 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับเด็กวัยนั้น
ตอนนั้นเองเขาเริ่มเข้าใจว่า “คนที่ขายเก่ง มักมีรายได้มากกว่าคนที่ทำงานเก่ง” หลังเรียนจบด้านชีววิทยา เขาเคยตั้งใจจะเรียนทันตแพทย์ แต่เมื่อคณบดีกล่าวกับนักศึกษาใหม่ว่า “ถ้าใครมาเรียนเพราะหวังจะรวย คุณมาผิดที่แล้ว”
Jordan ลุกออกจากห้องเรียนในวันนั้น และไม่กลับไปอีกเลย เพราะเขาเลือกเส้นทางการขายแทน
ล้มละลายครั้งแรก ก่อนเข้าสู่โลกวอลล์สตรีท
งานแรกของเขาคือการขายเนื้อและอาหารทะเลแบบเคาะประตูบ้าน ด้วยความสามารถในการขาย เขาขยายทีมได้อย่างรวดเร็ว ยอดขายเติบโตทุกสัปดาห์ แต่การบริหารธุรกิจไม่ง่ายเหมือนการขาย ต้นทุนสูงเกินไป การเงินเริ่มมีปัญหา และสุดท้ายธุรกิจก็ล้มละลาย ตอนนั้น Jordan มีอายุเพียง 25 ปี หลายคนคงหยุดแค่นั้น แต่เขากลับเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้…ในตลาดหุ้น
เมื่อ “ทักษะการขาย” กลายเป็นเครื่องจักรทำเงิน
Jordan ได้งานเป็นนายหน้าค้าหุ้น ก่อนจะก่อตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ Stratton Oakmont บริษัทแห่งนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงเพราะวิเคราะห์หุ้นเก่ง แต่มีชื่อเสียงเพราะ “ขายเก่ง”
Jordan ฝึกพนักงานทุกคนให้สามารถโน้มน้าวลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การพูดไปเรื่อยๆ แต่เป็นการควบคุมบทสนทนาให้เดินไปข้างหน้าเหมือนเส้นตรง เขาเรียกระบบนี้ว่า Straight Line System

แนวคิดของเขาง่ายมาก ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ภายในเวลาสั้นๆ พวกเขาเชื่อใน 3 เรื่องมากพอหรือยัง คือ เชื่อในสินค้า เชื่อในบริษัท เชื่อในคนขาย ถ้ายังไม่เชื่อ…หน้าที่ของเซลส์คือทำให้ลูกค้าเชื่อ
“Sell me this pen”
ประโยคที่โด่งดังที่สุดของ Jordan Belfort คือ Sell me this pen.
หลายคนเมื่อได้ยินคำสั่งนี้ มักเริ่มอธิบายทันทีว่า “ปากกาด้ามนี้เขียนลื่น” “หมึกกันน้ำ” “ดีไซน์สวย” แต่ Jordan กลับส่ายหน้า เพราะทั้งหมดนั้นคือการพูดถึง “สินค้า” ไม่ใช่ “ลูกค้า”
เขาจึงหยิบปากกาส่งให้คู่สนทนา แล้วพูดว่า “ช่วยเซ็นชื่อให้ผมหน่อย” อีกฝ่ายตอบกลับทันที “ไม่มีปากกา”
Jordan ยิ้มแล้วตอบว่า “งั้นคุณก็ต้องการปากกาด้ามนี้แล้ว” เพียงไม่กี่วินาที เขาไม่ได้ขายปากกา แต่เขาสร้าง “ความต้องการ” นี่คือหัวใจของการขายทั้งหมด ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะสินค้า แต่ซื้อเพราะสินค้าเข้าไปแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
Straight Line System ทำงานอย่างไร

Jordan เชื่อว่า เซลส์ที่ดีไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่พาลูกค้าเดินไปสู่การตัดสินใจอย่างเป็นธรรมชาติ หลักสำคัญของ Straight Line System มีอยู่ 3 เรื่อง
- ควบคุมบทสนทนา อย่าปล่อยให้การคุยออกนอกเรื่อง ทุกคำถามต้องพาลูกค้าเข้าใกล้การตัดสินใจมากขึ้น
- สร้างความไว้วางใจ ลูกค้าไม่ได้ซื้อจากบริษัท ลูกค้าซื้อจากคนที่เขาเชื่อถือ น้ำเสียง ภาษากาย วิธีตั้งคำถาม และการรับฟัง สำคัญกว่าคำพูดเสียอีก
- ถามให้มากกว่าพูด Jordan เชื่อว่าเซลส์มือสมัครเล่นชอบอธิบาย แต่เซลส์มืออาชีพชอบถาม เพราะยิ่งถามมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเมื่อรู้ปัญหา…การขายก็ง่ายขึ้นทันที
แต่เมื่อทักษะถูกใช้ผิดทาง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการขาย ปัญหาอยู่ที่ “จริยธรรม” Stratton Oakmont ใช้ความสามารถในการขาย โน้มน้าวให้นักลงทุนซื้อหุ้นราคาถูก ก่อนจะปั่นราคา แล้วขายทิ้ง หรือที่เรียกว่า Pump and Dump
ราคาหุ้นพุ่งขึ้น บริษัทได้เงิน แต่เมื่อนักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อในราคาสูง ราคาหุ้นก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสียหายมีมากกว่า 1,500 คน มูลค่าความเสียหายราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สุดท้าย Jordan Belfort ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 22 เดือน หลังให้ความร่วมมือกับ FBI และถูกสั่งให้ชดใช้เงินกว่า 110 ล้านดอลลาร์แก่ผู้เสียหาย
จากนักโทษ สู่วิทยากรระดับโลก
หลังออกจากเรือนจำ Jordan ไม่สามารถกลับไปทำธุรกิจหลักทรัพย์ได้อีก เขาจึงเริ่มเขียนหนังสือเรื่องราวชีวิตของเขากลายเป็นหนังสือ The Wolf of Wall Street ก่อนถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ Leonardo DiCaprio รับบทนำ
จากนั้น เขาหันมาเป็นนักพูดและที่ปรึกษาด้านการขาย ถ่ายทอดแนวคิด Straight Line System ให้กับองค์กรทั่วโลก แม้ชื่อของเขาจะยังเป็นที่ถกเถียง เพราะหลายคนมองว่าเขาสร้างรายได้จากเรื่องราวการฉ้อโกงในอดีต แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า เทคนิคด้านการสื่อสารและการขายของเขาส่งอิทธิพลต่อวงการขายอย่างมาก
บทเรียนธุรกิจจาก Jordan Belfort

เรื่องราวของ Jordan Belfort ไม่ได้สอนให้เรา “รวยเร็ว” แต่มันสอนให้เรารู้ว่า
- คนที่เข้าใจลูกค้า จะขายได้มากกว่าคนที่เข้าใจสินค้า
- ลูกค้าไม่ได้ซื้อคุณสมบัติของสินค้า แต่ซื้อผลลัพธ์ที่อยากได้
- ความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของนักขาย
- เทคนิคการขายสามารถสร้างธุรกิจได้ แต่จริยธรรมคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยาว
สุดท้ายแล้ว Jordan Belfort อาจเป็นหนึ่งในนักขายที่เก่งที่สุดในโลก แต่เรื่องราวของเขาก็เตือนเราว่า “ทักษะสามารถพาคุณขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้ แต่หากขาดจริยธรรม มันก็สามารถพาคุณตกลงมาได้เร็วพอๆ กัน”
และบางครั้ง การปิดการขายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การทำให้ลูกค้าควักเงิน แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า …เขาตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง
อ้างอิง
- https://citly.me/S8UXa
- https://citly.me/fTnuc
- https://citly.me/NVCXi
- https://citly.me/O2KD1
- https://citly.me/QkpJP
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




