Baili Food ธุรกิจ “B2B” เน้นขายซอส ไม่มีสาขา! รายได้หมื่นล้านต่อปี

ถ้าถามว่าโมเดลธุรกิจแบบ B2B กับ B2C อย่างไหนดีกว่ากัน? คำตอบต้องขึ้นอยู่กับโมเดล + เป้าหมายของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจะยกตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่มาก

หากโฟกัสเลือกโมเดลแบบ B2B แล้วทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างรายได้มหาศาลชนิดที่คาดไม่ถึง ลองนึกภาพตามว่าหากเราเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบขายส่งให้กับบริษัทที่มีสินค้าเกี่ยวกับอาหาร / เครื่องดื่ม โดยที่ตัวเราเองไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเพียงแค่การอยู่เบื้องหลังแบรนด์ดังที่อยู่ในตลาด บางทีอาจมีรายได้แซงหน้าบรรดาร้านใหญ่แบรนด์ดังเหล่านั้นได้

ทำไมธุรกิจแบบ B2B ในจีนถึงน่าสนใจ!

มองตลาด B2C ในจีนแม้ภาพรวมจะดูน่าสนใจอันเนื่องจากประชากรที่มีมหาศาล ขอเพียงสินค้าจับจับ Niche Market (ตลาดเฉพาะกลุ่ม) หรือได้ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) เพียง 0.1% จำนวนประชากรก็เป็นรายได้มหาศาล ยิ่งถ้าสินค้าติดเทรนด์ยอดขายอาจเติบโตแตะหลักร้อยล้านได้ในเวลาไม่นาน และข้อดีอีกอย่างของการตลาดแบบ B2C คือถ้าสร้างแบรนด์จนมี Loyalty ได้ จะทำกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้สูงกว่าการรับจ้างผลิต (OEM) หรือขาย B2B ที่โดนกดราคาแข่งกับซัพพลายเออร์รายอื่น

อย่างไรก็ดีแม้ในอีกมุมหนึ่งก็มีหลายธุรกิจที่ไม่เลือกทำตลาดแบบ B2C แต่หันมาเน้นการตลาดแบบ B2B เพราะมองเห็นในมุมที่ต่างไป

ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในอีกด้านการจะทำให้คนเห็นสินค้าในจีน ต้องทุ่มเงินจ้าง KOC/KOL ยอดนิยมและยิงโฆษณาหนักมาก หลายแบรนด์มีรายได้ร้อยล้าน แต่ขาดทุนเพราะค่าการตลาดที่สูงมาก แถมยังมีความเสี่ยงในเรื่อง Brand Loyalty ที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนพร้อมเปลี่ยนไปลองแบรนด์ใหม่ตลอดเวลา

ถ้ามีแบรนด์อื่นที่ถูกกว่า หรือมีกระแสน่าสนใจมากกว่า ส่วนอีกเหตุผลที่น่าสนใจมากๆคือโมเดล B2B เน้นแค่การควบคุมคุณภาพ , พัฒนาสินค้า ไม่จำเป็นต้องไปแข่งในเรื่องการขยายสาขาที่เป็นหน้าที่ของแบรนด์ดังต่างๆ และทุกวันนี้ธุรกิจในจีนมีการแข่งขันเยอะมากหลายแบรนด์เร่งขยายสาขาอย่างรวดเร็วเช่น Mixue, Cotti Coffee, Luckin Coffee, Wallace และการขยายสาขาที่เพิ่มมากนี้ก็ส่งผลดีต่อจำนวนการใช้วัตถุดิบมากขึ้นด้วย

ธุรกิจ B2B เน้นขายซอส
ภาพจาก https://citly.me/xsmur

ซึ่งในประเทศจีนก็มีหลายแบรนด์ที่เลือกอยู่เบื้องหลังแบรนด์ดัง ยกตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น

  • Summi & Baodao Food เป็น B2B ผู้ส่งวัตถุดิบให้แบรนด์ชานมชื่อดังอย่าง Mixue (蜜雪冰城), CoCo และ Heytea เป็นต้น
  • AAC Technologies ขายชิ้นส่วน B2B ให้กับ Apple (iPhone), Samsung, Xiaomi, OPPO และ Vivo สมาร์ตโฟนชั้นนำของโลก
  • CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่แบบ B2B ส่งให้กับ Tesla, BMW, Mercedes-Benz, Volkswagen รวมถึงแบรนด์ EV จีนเกือบทุกยี่ห้อ
  • Shenzhou International เป็นซัพพลายเออร์ B2B รายใหญ่ที่สุดของ Nike, Adidas, Uniqlo และ Puma เสื้อผ้าสปอร์ตแวร์แบรนด์ดังระดับโลก

Baili Food ธุรกิจ “B2B” เน้นขายซอส รายได้หมื่นล้านต่อปี

หากจะยกตัวอย่างของ B2B ให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากๆ ต้องดูกรณีศึกษาของ Baili Food ที่อยู่เบื้องหลังร้านเบอร์เกอร์ที่ตอนนี้ในจีนเป็นสินค้าที่นิยมมาก ซึ่ง Baili Food เป็นแบรนด์ของบริษัท Guangdong Baili Food Co., Ltd. เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเกล็ดขนมปังเมื่อปี 1998 ที่เมืองตงกวน มณฑลกวางตุ้ง และเมื่อเศรษฐกิจของจีนเริ่มเติบโต พฤติกรรมการบริโภคเริ่มรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น

Baili มองเห็นโอกาส จึงขยายสายการผลิตจากเกล็ดขนมปัง เข้าสู่การผลิต มายองเนส สลัดครีม และซอสมะเขือเทศ/ซอสพริก ในช่วงเวลาที่แบรนด์ต่างชาติอย่าง Kewpie หรือ Kraft เน้นขายผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตามซูเปอร์มาร์เก็ต Baili กลับเลือกทำตลาดแบบ B2B โดยทำซอสถุงขนาดใหญ่ ราคาส่ง และปรับสูตรให้เข้ากับความต้องการลูกค้า เน้นจัดส่งให้บริษัทที่ต่างๆ

ธุรกิจ B2B เน้นขายซอส
ภาพจาก https://citly.me/xsmur

นับถึงตอนนี้ Baili Food ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตซอสอันดับหนึ่งของจีน ลูกค้าของ Baili Food ล้วนเป็นแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง เช่น

  • Tasting ร้านเบอร์เกอร์ของจีนที่มีสาขากว่า 11,500 แห่ง ในปี 2025 สั่งซื้อซอสจาก Baili Food คิดเป็นมูลค่า 233 ล้านหยวน
  • Wallace แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ที่มีสาขากว่า 19,500 แห่ง และสั่งซื้อซอสจาก Baili Food มูลค่า 53 ล้านหยวน
  • Holiland แบรนด์ร้านเบเกอรี่ยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีสาขาหลายแห่ง สั่งซื้อมายองเนสและสลัดครีมของ Baili สำหรับทำแซนวิชและเบเกอรี่ต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอีกหลายราย ทั้งร้านเบอร์เกอร์ ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหารชื่อดังของจีน เมื่อร้านอาหารเหล่านี้ขยายสาขาเพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามด้วย โดยสินค้าที่สร้างรายได้มากที่สุดคือกลุ่มซอสชนิดต่างๆ เช่นซอสมะเขือเทศ มายองเนส สลัดครีม และคัสตาร์ด คิดเป็น 80.59% ของรายได้ทั้งหมด มี Gross Profit Margin (อัตรากำไรขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่าย) สูงกว่า 32.91–34.78% ยิ่งถ้าดูในเรื่องของรายได้ก็ยิ่งชัดเจนว่า Baili Food ประสบความสำเร็จมาก

  • ปี 2023 บริษัทมีรายได้ 1,605 ล้านหยวน
  • ปี 2024 บริษัทมีรายได้ 1,912 ล้านหยวน
  • ปี 2025 บริษัทมีรายได้ 2,149 ล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยกว่า 10,500 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิกว่า 322 ล้านหยวน

เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์! พร้อมลุยตลาด B2C ในอนาคต

ธุรกิจ B2B เน้นขายซอส
ภาพจาก https://citly.me/xsmur

แม้จะประสบความสำเร็จในโมเดลแบบ B2B แต่ Baili Food ก็ไม่ประมาทและพยายามวางแผนธุรกิจที่จะเติบโตมากขึ้นในอนาคต เพราะหากวิเคราะห์ตัวเลขจะพบว่าบริษัทยังมีรายได้จากผู้บริโภคทั่วไปค่อนข้างน้อย โดยในปี 2025 รายได้จากตลาด C2C หรือ B2C (ขายตรงถึงผู้บริโภค) มีเพียง 61 ล้านหยวน คิดเป็นแค่ 2.86% ของรายได้ทั้งหมด

จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทกำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง (Beijing Stock Exchange: BSE)

เพื่อระดมทุน 1,164 ล้านหยวน เพื่อนำไปใช้ใน 3 ส่วนหลักคือการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ เพื่อรองรับระบบบริหารและการขยายฐานรายได้ รวมถึงจะเอาเงินจากการระดมทุนนี้ไปสร้างโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตซอสและซอสปรุงรสให้ได้จำนวนกว่า 5,900 ตัน/ปี เพื่อแก้ปัญหาโรงงานเดิมผลิตไม่ทัน

อีกเหตุผลน่าสนใจที่ทำให้ Baili Food ต้องรีบขยายมาทำ B2C ควบคู่ไปกับ B2B เกิดจากปัจจัยสำคัญ สงครามราคาของตลาดฟาสต์ฟู้ดในจีน เมื่อร้านเบอร์เกอร์อย่าง Tasting หรือ Wallace ตัดราคาแข่งกันหนักขึ้น ซัพพลายเออร์ก็โดนกด Margin ตามไปด้วย และตอนนี้กลยุทธ์ B2C ของ Baili ก็เริ่มเห็นผลบ้างแล้วเมื่อเริ่มนำสินค้าเข้าวางจำหน่ายใน Walmart, Costco และ Freshippo ได้มากขึ้น

การพัฒนาธุรกิจของ Baili Food คือตัวอย่างที่ดีของคนทำธุรกิจว่าไม่ควรหยุดนิ่งแม้ภาพรวมจะมียอดขายที่เติบโตแต่การวางแผนเพื่อรองรับอนาคตก็เป็นสิ่งสำคัญ การสร้างช่องทางเพื่อหารายได้เพิ่มคือการกระจายความเสี่ยงที่ไม่ยึดติดกับรายได้เดิมๆ เป็นเคล็ดลับสำคัญของคนทำธุรกิจที่มีแต่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด