ยอมเป็นหนี้ 2 แสนดอลลาร์ ปั้นธุรกิจไอศกรีมรายได้ 2.8 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ถ้ามีคนบอกคุณว่า วันหนึ่งไอเดียทำไอศกรีมเล่นๆ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ จะกลายเป็นธุรกิจที่ทำยอดขายได้ 2.8 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 100 ล้านบาท คุณอาจคิดว่ามันต้องเริ่มจากการมีประสบการณ์ในวงการอาหารมาก่อน
แต่สำหรับ Pooja Bavishi เรื่องนี้กลับตรงกันข้าม เธอไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารเลย และก่อนจะมาทำไอศกรีม เธอเคยทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและเรียนจบด้านการวางผังเมืองจาก London School of Economics
วันนี้เธอคือผู้ก่อตั้ง Malai แบรนด์ไอศกรีมจาก Brooklyn ที่มี 4 สาขาในนิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมธุรกิจขายส่งและอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต
จุดเริ่มต้นจากไอศกรีมในงานเลี้ยง

เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี 2014 ตอนที่ Bavishi กำลังเรียน MBA ที่ New York University ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เธอลองทำไอศกรีมโฮมเมดโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวอย่างขิงและโป๊ยกั๊ก
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เพื่อนๆ ของเธอกลับชอบ และบอกว่าไม่เคยกินไอศกรีมแบบนี้มาก่อนนั่นทำให้ Bavishi เริ่มมองเห็นโอกาส แทนที่จะทำไอศกรีมรสช็อกโกแลตหรือวานิลลาแบบเดิมๆ เธอเลือกนำรสชาติและเครื่องเทศที่คุ้นเคยจากครอบครัวชาวอินเดียของเธอมาใส่ใน
ไอศกรีม ทั้งกระวาน กุหลาบ หญ้าฝรั่น และลูกจันทน์เทศ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Malai
เริ่มจากตลาดนัด ก่อนเปิดร้านจริง

เมื่อเปิดตัว Malai ในปี 2015 Bavishi ยังไม่ได้มีหน้าร้าน เธอใช้เงินจากงบซื้อของกินในชีวิตประจำวันมาทำไอศกรีมที่บ้านในวันธรรมดา แล้วออกไปขายตามตลาดต่างๆ ในนิวยอร์กช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อนๆ ของเธอช่วยกันขายไอศกรีมจากตู้แช่แบบพกพา พร้อมแจก
แบบสอบถามให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น เป้าหมายของเธอไม่ใช่แค่ขายไอศกรีม แต่ต้องการรู้ว่าลูกค้าคือใคร ชอบรสชาติแบบไหน และพร้อมจ่ายเงินเพื่อสินค้าของเธอหรือไม่ แล้วก็เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น
หนึ่งในลูกค้าที่สนใจไอศกรีมของเธอ กลายเป็นนักเขียนด้านอาหารของ The New York Times Malai จึงได้รับการพูดถึงในหนังสือพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2015 และกระแสดังกล่าวช่วยผลักดันยอดขายออนไลน์ในช่วงเริ่มต้น
จากบัตรเครดิต สู่ร้านแรก

หลังจากเริ่มมีลูกค้า Bavishi ต้องใช้เงินเพื่อขยายธุรกิจ เธอใช้บัตรเครดิตซื้อวัตถุดิบและเช่าครัวเชิงพาณิชย์ ก่อนจะได้รับเงินลงทุนก้อนเล็กๆ จากเพื่อนและครอบครัวในปี 2017
จากนั้น Malai เริ่มทำ Pop-up และเข้าไปเปิดพื้นที่ชั่วคราวตาม Food Hall ต่างๆ เพื่อทดสอบตลาด ก่อนมองหาสถานที่สำหรับเปิดร้านถาวร การเปิดร้านแรกในย่าน Carroll Gardens ของ Brooklyn
ต้องแลกมาด้วยหนี้บัตรเครดิตประมาณ 200,000 ดอลลาร์ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังเริ่มต้น นี่ถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ และเธอใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการชำระหนี้ก้อนดังกล่าว
จากธุรกิจเล็กๆ สู่ยอดขาย 2.8 ล้านดอลลาร์

เส้นทางของ Malai ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดดในทันที หลายปีแรก บริษัทเลือกลงทุนเพื่อขยายสาขาและสร้างแบรนด์ มากกว่าการเร่งทำกำไร ต่อมา Malai ระดมทุนเพิ่มเติม ทั้ง Seed Round ในปี 2023 และ Bridge Round ในปี 2025 รวมแล้วบริษัทระดมทุนจากภายนอกได้ประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เปิดร้านใหม่และเพิ่มกำลังการผลิต
Malai กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ในปี 2024 และ 2025 ส่วนปี 2025 บริษัททำยอดขายรวมได้ 2.8 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 100 ล้านบาท ปัจจุบันประมาณ 80% ของรายได้มาจากหน้าร้าน และแต่ละสาขาสามารถทำกำไรได้ด้วยตัวเอง
จากรสชาติอินเดีย สู่ตลาดอเมริกัน

สิ่งที่ Bavishi ต้องการทำมากกว่าแค่ขายไอศกรีม คือการทำให้รสชาติที่เธอเติบโตมากับมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดอเมริกันกระแสหลัก เธอมองว่ารสชาติอย่างกระวาน กุหลาบ หรือหญ้าฝรั่น ไม่ใช่รสชาติที่แปลกใหม่สำหรับคนจำนวนมาก เพราะเป็นรสชาติที่ผู้คนในหลายประเทศทั่วโลกคุ้นเคยกันมาหลายชั่วอายุคน
หลังจากสร้างฐานลูกค้าจากหน้าร้านได้แล้ว เป้าหมายต่อไปของ Malai จึงเปลี่ยนไปที่ธุรกิจขายส่ง บริษัทกำลังขยายการจัดจำหน่ายไปยังร้านขายของชำและค้าปลีกทั่วสหรัฐฯ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Goldbelly
จากนักวางผังเมือง สู่เจ้าของแบรนด์ระดับประเทศ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2026 Malai เพิ่งเปิดสาขาที่ 4 ในย่าน West Village ของแมนฮัตตัน แต่ Bavishi ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีร้านไอศกรีมไม่กี่แห่ง เป้าหมายของเธอคือการสร้าง Malai ให้กลายเป็นแบรนด์ระดับประเทศ และอยากให้ผู้คนทั่วสหรัฐฯ มีไอศกรีมของ Malai อยู่ในช่องแช่แข็งที่บ้าน
เรื่องราวของ Malai จึงไม่ได้เริ่มจากโรงงานใหญ่ เงินลงทุนมหาศาล หรือประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหาร แต่มาจากไอศกรีมโฮมเมดหนึ่งถ้วย รสชาติที่เธอคุ้นเคย และการทดลองขายตามตลาดนัด ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไอเดียเล็กๆ นั้นให้กลายเป็นธุรกิจยอดขาย 2.8 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อ้างอิง
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




