จากเงินทุน 4,000 ดอลลาร์ สู่ธุรกิจเก็บขยะ 3 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ถ้าคุณมีเงินอยู่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 140,000 บาท คุณจะเอาไปทำอะไร

ซื้อรถ ลงทุน หรือเก็บไว้เป็นเงินก้อน

แต่สองพี่น้องชาวอเมริกันคู่นี้ เอาเงิน 4,000 ดอลลาร์ไปซื้อรถกระบะมือสองในปี 2006 แล้วเอารถคันนั้นไปขนขยะและของที่คนอื่นไม่ต้องการ

ฟังดูเหมือนธุรกิจธรรมดามาก แต่ 5 ปีต่อมา ธุรกิจของพวกเขาทำรายได้มากกว่า 3 ล้านดอลลาร์ต่อปีและเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นจากแค่ลำโพงเก่าคู่หนึ่งที่เก็บได้จากกองขยะ

จุดเริ่มต้นจากของที่คนอื่นไม่เอา

จากเงินทุน 4000 ดอลลาร์
ภาพจาก https://citly.me/9aPxC

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา Kirk McKinney ยังเป็นวัยรุ่น วันหนึ่งเขาปั่นจักรยานไปที่บ่อทิ้งขยะในท้องถิ่น แล้วไปเจอลำโพงคู่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือมันยังใช้งานได้แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะ Kirk เอากลับมา และลองนำไปขายต่อบน Facebook Marketplace ปรากฏว่าเขาขายของที่คนอื่นทิ้งได้จริง

หลังจากนั้น Kirk ก็เริ่มกลับไปที่บ่อขยะบ่อยขึ้น จนห้องนอนของเขาเริ่มเต็มไปด้วยของมือสอง ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ จักรยาน และของอีกสารพัด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มสังเกตเห็นคือ มีคนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนอื่นเอาของที่ไม่ได้ใช้เหล่านี้ออกจากบ้าน และจากจุดตรงนี้เอง ธุรกิจของพวกเขาจึงเริ่มเกิดขึ้น

จากงานพิเศษ กลายเป็นธุรกิจ

Kirk ชวน Jacob น้องชายของเขามาช่วย ตอนนั้น Jacob ยังเรียนอยู่มัธยมต้น ทั้งคู่เริ่มรับงานเล็กๆ ตั้งแต่ขนของ ย้ายบ้าน ทำสวน ไปจนถึงเก็บขยะ แต่หนึ่งในงานที่ทั้งคู่สนุกและทำเงินได้ดีที่สุดก็คือ การรับขนของที่คนไม่ต้องการออกจากบ้าน

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 พวกเขาจึงเริ่มทำธุรกิจที่ชื่อว่า Junk Teens เงินลงทุนก้อนแรกคือ 4,000 ดอลลาร์ เอาไปซื้อรถกระบะ Ford F-150 มือสอง แล้วใช้รถคันนั้นเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ไม่มีออฟฟิศใหญ่ๆ ไม่มีรถบรรทุกหลายคัน ไม่มีทีมงานจำนวนมาก มีเพียงรถหนึ่งคัน พี่น้องสองคน และงานเก็ยของเก่าที่ต้องทำเท่านั้น

สิ่งที่ลูกค้าชอบ ไม่ใช่แค่การเก็บขยะ

จากเงินทุน 4000 ดอลลาร์
ภาพจาก https://citly.me/9aPxC

ช่วงแรกธุรกิจเติบโตจากการบอกต่อ แต่มีจุดหนึ่งที่ทำให้ Junk Teens แตกต่าง นั่นคือ พวกเขาไม่ได้มองทุกอย่างว่าเป็น “ขยะ” ของบางอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ บางอย่างขายต่อได้ บางอย่างบริจาคได้ ลูกค้าจึงไม่ได้รู้สึกเพียงว่า “จ่ายเงินเพื่อให้เอาของเก่าไปทิ้ง” แต่รู้สึกว่าของที่ตัวเองไม่ต้องการ อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ

แนวคิดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของธุรกิจ และช่วยให้คนเริ่มสนใจพวกเขามากขึ้น

จากรถหนึ่งคัน สู่ธุรกิจ 3 ล้านดอลลาร์

ปีแรกธุรกิจทำกำไรได้เกือบ 100,000 ดอลลาร์ พวกเขาจึงนำเงินไปซื้อ รถดั๊มพ์คันแรก จากนั้นค่อยๆ เพิ่มทีมงาม เพิ่มรถขนขยะ และเพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้น ในปี 2024 ธุรกิจมีรายได้มากกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์ และในปี 2025 รายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.04 ล้านดอลลาร์ พวกเขาทำงานมากกว่า 5,500 งานในหนึ่งปี

ปัจจุบันมีรถดั๊มพ์ 5 คัน มีพนักงานประจำประมาณ 10 คน และพนักงานพาร์ตไทม์อีกประมาณ 10-15 คน ที่น่าสนใจคือ พนักงานส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือคนที่อยู่ในช่วง Gap Yearธุรกิจที่เริ่มจากพี่น้องสองคน…จึงกลายเป็นบริษัทที่มีทีมงานหลายสิบคน

จากเด็กที่ขนขยะ สู่เจ้าของธุรกิจ

จากเงินทุน 4000 ดอลลาร์
ภาพจาก https://citly.me/9aPxC

วันนี้ Kirk และ Jacob ยังเรียนด้าน Entrepreneurship ที่ Babson College ไปพร้อมกับบริหารธุรกิจ และพวกเขาแทบไม่ได้ลงไปทำงานหน้างานด้วยตัวเองแล้ว หน้าที่เปลี่ยนมาเป็นวางแผนธุรกิจ บริหารทีมงาน ทำการตลาด จัดการระบบ และวางแผนขยายสาขา พวกเขายังใช้ Social Media เป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้ง Instagram, TikTok และ YouTube

ไม่ใช่แค่โพสต์เพื่อขายงานบริการ แต่ยังทำคอนเทนต์ให้คนดูเห็นว่าการรับขนของเก่าทำงานกันอย่างไร ของที่เก็บมาแล้วได้เอาไปทำอะไรต่อและพวกเขาตั้งราคาอย่างไร ปัจจุบันมีผู้ติดตามรวมกันหลายแสนคน ทำให้ธุรกิจเก็บของเก่าไม่ได้เติบโตจากการโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากการทำคอนเทนต์และตัวตนของเจ้าของธุรกิจด้วย

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช