จากชุดต้มเบียร์ราคา 5,000 บาท สู่ธุรกิจเปลี่ยนขนมปังเหลือทิ้งเป็นเบียร์ ทำยอดขายหลักล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ใครจะคิดว่า ขนมปังที่ร้านเบเกอรีขายไม่หมดในแต่ละวัน ซึ่งมักถูกทิ้งลงถังขยะ จะสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเบียร์คราฟต์ที่ขายได้จริง และต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักล้านดอลลาร์ฮ่องกงนี่คือเรื่องราวของ Anushka Purohit ผู้ร่วมก่อตั้ง Breer สตาร์ตอัปจากฮ่องกงที่นำขนมปังเหลือทิ้งจากร้านเบเกอรี ร้านอาหาร และร้านอาหารสไตล์ฮ่องกง มาผลิตเป็นเบียร์คราฟต์หลากหลายรสชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ไม่ได้มาจากโรงงานขนาดใหญ่ หรือนักลงทุนที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนมหาศาล แต่เริ่มจากชุดทำเบียร์ที่ซื้อทางออนไลน์ในราคาเพียง 1,218 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 5,000 บาท ก่อนจะทดลองทำสูตรด้วยตัวเองนานหลายเดือน จนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างยอดขายได้หลายล้านดอลลาร์ฮ่องกง

จากภาพขนมปังถูกทิ้ง สู่ไอเดียธุรกิจที่ติดอยู่ในใจนานกว่าสิบปี

จากชุดต้มเบียร์ราคา
ภาพจาก https://citly.me/js4ta9

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ Anushka อายุเพียง 10 ขวบ วันหนึ่ง เธอเห็นพนักงานร้าน Starbucks นำเค้กและแซนด์วิชที่เหลือไปทิ้งลงถังขยะ ภาพนั้นทำให้เธอรู้สึกเสียดายอาหารที่ยังดูเหมือนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

แม้ในเวลานั้นเธอจะยังไม่ได้คิดถึงการทำธุรกิจ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจเรื่องขยะอาหารที่ติดตัวเธอมาตลอด หลายปีต่อมา เมื่อ Anushka เข้าเรียนที่ Hong Kong University of Science and Technology เธอได้ร่วมกับเพื่อนมหาวิทยาลัยอีก 3 คน ค้นหาไอเดียสำหรับสร้างธุรกิจของตัวเอง

ช่วงนั้นฮ่องกงกำลังเผชิญกับสถานการณ์ประท้วงและการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ทำให้นักศึกษาต้องเรียนออนไลน์และใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น

ในขณะที่เพื่อนๆ หลายคนดื่มเบียร์กันอยู่แล้ว พวกเขาจึงเกิดความคิดว่า ถ้าลองทำเบียร์เองได้ก็น่าจะเป็นเรื่องสนุก และหากสามารถนำวัตถุดิบเหลือทิ้งมาใช้ได้ด้วย ก็อาจกลายเป็นธุรกิจที่มีความหมายมากกว่าการทำเครื่องดื่มทั่วไป

จากความคิดเล่นๆ จึงเริ่มพัฒนาเป็นแนวคิดของ Breer ธุรกิจที่นำขนมปังเหลือทิ้งมาเปลี่ยนเป็นเบียร์คราฟต์

ลงทุนแค่ 1,218 ดอลลาร์ฮ่องกง ทดลองทำเบียร์จากขนมปัง

จากชุดต้มเบียร์ราคา
ภาพจาก https://citly.me/js4ta9

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการสร้างโรงงานหรือซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ทั้งสี่คนเลือกซื้อชุดทำเบียร์ที่บ้านผ่าน Amazon ในราคา 1,218 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 156 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นจึงเริ่มทดลองนำขนมปังเหลือทิ้งมาผลิตเบียร์ โดยใช้เวลาทดลองประมาณ 3 สัปดาห์เพื่อดูว่าแนวคิดนี้สามารถทำได้จริงหรือไม่

ผลปรากฏว่า เบียร์ชุดแรกที่ทำออกมารสชาติยังไม่ดีนัก แต่การทดลองครั้งนั้นช่วยให้พวกเขาเห็นว่า ขนมปังสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเบียร์ได้จริง สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่คำถามว่าไอเดียนี้ทำได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เบียร์มีรสชาติดีเพียงพอที่ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินซื้อ

ทั้งสี่คนจึงเดินหน้าปรับปรุงสูตรต่อไป โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการพัฒนารสชาติ ก่อนเปิดตัว Breer ในปี 2020 ช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การเริ่มต้นธุรกิจจะใช้เงินไม่มาก แต่การทำให้สินค้าตอบโจทย์ตลาดจริงต้องอาศัยทั้งการทดลอง ความอดทน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ไม่ได้ขายแค่เบียร์รักษ์โลก แต่สร้างรสชาติที่เชื่อมโยงกับฮ่องกง

จากชุดต้มเบียร์ราคา
ภาพจาก https://citly.me/js4ta9

Breer ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตเบียร์จากขนมปังเหลือทิ้ง แต่ยังพยายามสร้างเอกลักษณ์ของสินค้าให้แตกต่างจากเบียร์คราฟต์ทั่วไป นอกจากเบียร์ Pale Ale และเบียร์เปรี้ยวที่ผสมดอกชบาแล้ว บริษัทยังพัฒนาเบียร์รสชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารท้องถิ่นของฮ่องกง เช่น ทาร์ตไข่ และโบโลเปา หรือขนมปังสับปะรด

การนำรสชาติที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยมาเชื่อมโยงกับเบียร์ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเรื่องราวและมีเอกลักษณ์มากกว่าการสื่อสารเพียงว่าเป็นเบียร์ที่ผลิตจากวัตถุดิบเหลือทิ้ง เพราะในตลาดเครื่องดื่ม ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากแนวคิดรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่รสชาติ คุณภาพ และความน่าสนใจของสินค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับ Breer ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคอยากซื้อเบียร์เพราะชอบรสชาติ ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ว่าการเลือกซื้อสินค้านี้มีส่วนช่วยลดการสูญเสียอาหารโมเดลธุรกิจ เปลี่ยนขนมปังที่ไม่มีคนซื้อ ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้

หัวใจของ Breer คือการสร้างระบบนำขนมปังเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ โดยบริษัทรับขนมปังจากร้านเบเกอรี ร้านอาหาร และร้านอาหารสไตล์ฮ่องกง หรือที่เรียกว่า Cha Chaan Teng โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากแหล่งที่นำขนมปังมาให้ จากนั้นจึงส่งขนมปังไปยังโรงเบียร์พันธมิตรที่รับจ้างผลิต เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบเหล่านี้ให้กลายเป็นเบียร์พร้อมจำหน่าย

ตามข้อมูลที่บริษัทให้ไว้ Breer สามารถผลิตเบียร์ได้ประมาณ 4,000–6,000 ลิตรต่อรอบ และผลิตอย่างน้อย 6 รอบต่อปี โดยปริมาณการผลิตในแต่ละครั้งจะปรับตามความต้องการของตลาดการใช้โรงเบียร์พันธมิตรช่วยให้บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น จึงสามารถเริ่มธุรกิจด้วยเงินทุนที่จำกัด และมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่การพัฒนาสูตร การจัดหาวัตถุดิบ และการสร้างตลาดได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การผลิตตามความต้องการก็เป็นเรื่องที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง เพราะหากผลิตมากเกินไปในช่วงที่ยอดขายลดลง บริษัทอาจต้องแบกรับต้นทุนสินค้าคงเหลือAnushka จึงอธิบายว่า บริษัทเลือกผลิตตามจังหวะของยอดสั่งซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการผลิตเบียร์มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

จากเบียร์ทดลอง สู่ยอดขายหลักล้านดอลลาร์ฮ่องกง

จากชุดต้มเบียร์ราคา
ภาพจาก https://citly.me/js4ta9

หลังเปิดตัวในปี 2020 Breer สามารถพัฒนาธุรกิจจากการทดลองผลิตเบียร์ในช่วงแรก ไปสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดรองรับ ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยกับ CNBC Make It ธุรกิจมีรายได้รวม 2.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่มีการรายงานข่าวในเดือนธันวาคม 2023 และมียอดขาย 1.8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2023 ณ เวลาที่ให้สัมภาษณ์ บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีกำไร 1.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปีดังกล่าว ซึ่งเป็นตัวเลขคาดการณ์ ณ เวลาที่รายงาน ไม่ใช่ผลประกอบการที่ยืนยันแล้ว

นอกจากนี้ Breer ยังสามารถได้รับเงินสนับสนุนรวมประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากการแข่งขันด้านสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการ โดยไม่ต้องแลกกับการขายหุ้นให้แก่นักลงทุนจุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของธุรกิจ เพราะบริษัทสามารถนำเงินรางวัลและเงินสนับสนุนที่ได้รับมาใช้ต่อยอดกิจการ โดยยังคงรักษาสัดส่วนความเป็นเจ้าของเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจยังต้องอาศัยการบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ Anushka เล่าว่า เงินที่บริษัทหาได้ส่วนใหญ่ถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจต่อ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการเติบโตในอนาคต

ไม่ได้มองแค่การขายเบียร์ แต่ต้องการลดขยะอาหารทั้งระบบ

สำหรับ Breer ปัญหาที่ต้องการแก้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขนมปังเหลือทิ้งจากร้านเบเกอรี แต่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการอาหารทั้งหมด Anushka ระบุว่า ช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร้านค้าคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ยากขึ้น บางวันอาจเตรียมขนมปังไว้มากกว่าที่ขายได้จริง จึงเกิดอาหารเหลือทิ้งจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ขนมปังทุกชิ้นที่เหลือจะเหมาะสำหรับนำไปผลิตเบียร์ บริษัทจึงมีแนวทางจัดการอาหารส่วนเกินตามความเหมาะสม โดยขนมปังที่เหลือจากกระบวนการและยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ อาจถูกบริจาคให้ผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย หรือส่งต่อไปใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกรและไก่

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาขยะอาหารไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับวัตถุดิบทุกประเภท แต่ควรพิจารณาว่าวิธีใดสร้างประโยชน์ได้มากที่สุดในแต่ละกรณี

ขณะเดียวกัน Breer ยังไม่ได้วางแผนส่งออกเบียร์ไปต่างประเทศในช่วงที่มีการรายงานข่าว เพราะต้องการให้การขยายธุรกิจเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน Anushka มองว่าหากจะขยายตลาดไปยังประเทศอื่น บริษัทอยากทำงานร่วมกับร้านเบเกอรีและโรงเบียร์ในท้องถิ่น มากกว่าผลิตเบียร์ในฮ่องกงแล้วขนส่งไปขายทั่วโลก ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อ้างอิงข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช