Predictive Analytics เลือกทำเลเปิดร้าน วิเคราะห์ก่อนทำ ทุนไม่หาย กำไรไม่หด

ความสำคัญของทำเลต่อการทำธุรกิจแฟรนไชส์มีผลในระดับที่เรียกว่าเป็นดัชนีชี้วัดการอยู่รอดของธุรกิจ ในวงการค้าปลีกและแฟรนไชส์ระดับสากลมีคำกล่าวคลาสสิกที่ว่า “Location, Location, Location”

เพราะนี่คือองค์ประกอบเดียวของธุรกิจที่เมื่อเลือกและเซ็นสัญญาไปแล้ว เราจะแก้ไขไม่ได้เลย หากเป็นรสชาติอาหารไม่ดี ยังปรับสูตรได้ หากบริการแย่ยังเทรนพนักงานใหม่ได้ แต่ถ้าทำเลผิดพลาด เราจะไม่สามารถย้ายตึกหรือดึงคนให้เดินเปลี่ยนเส้นทางมาหาร้านได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ถ้าลองไปดูตัวเลขจะยิ่งเห็นชัดว่าทำเลมีผลต่อการกำหนดชะตายอดขายได้มากแค่ไหน

  • 70% ของความล้มเหลวเริ่มมาจากทำเล หลายสาขาแฟรนไชส์ที่ต้องปิดตัวภายใน 1-2 ปีแรก มีสาเหตุจากการเลือกทำเลที่ผิดพลาด ไม่ใช่เกิดจากสินค้าหรือว่าแบรนด์ไม่ดี
  • ทำเลมีอิทธิพลต่อยอดขายสูงกว่า 50-60% โดยเฉพาะในแฟรนไชส์พวกฟาสต์ฟู้ด (QSR) หรือแฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่ม ข้อมูลระบุว่าทำเลมีผลโดยตรงต่อยอดขาย ส่วนที่เหลือในการสร้างยอดขายเป็นเรื่องรองลงมาทั้ง รสชาติ การตลาด และบริการ
  • กฎ 3 นาที เป็นข้อมูลสถิติพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ระบุว่า สำหรับสินค้ากลุ่ม Impulse Buying หรือการซื้อตามอารมณ์/ความสะดวก เช่น ชานมไข่มุก หรือขนมทานเล่น หากลูกค้าต้องใช้เวลาเดินแยกออกนอกเส้นทางเดิมเกิน 3 นาที หรือประมาณ 200-300 เมตร โอกาสที่จะเปลี่ยนใจไม่ซื้อจะพุ่งสูงขึ้นถึง 70%

ทำไม “ทำเล” ถึงส่งผลต่อ “แฟรนไชส์” มากกว่าธุรกิจทั่วไป

predictive analytics
ไม่ว่าจะทำธุรกิจใดเรื่องทำเลก็มีผลโดยตรง แต่ถ้าวิเคราะห์ลึกลงไปธุรกิจที่เป็นสาขาเดี่ยว อาจจะค่อยๆ สร้างฐานลูกค้าแบบ Word-of-Mouth หรือดึงคนให้ตั้งใจเดินทางมาหาได้ แต่สำหรับระบบแฟรนไชส์ ทำเลมีความสำคัญยิ่งกว่านั้น

1.ยิ่งลูกค้าคุ้นเคยหรือรู้จักแฟรนไชส์ยิ่งตัดสินใจซื้อง่าย หลายครั้งที่เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์เกิดจากความมั่นใจใน Brand Awareness เมื่อแฟรนไชส์สร้างภาพจำให้กับลูกค้าได้ทั่ว

ในทางจิตวิทยาลูกค้าจะรับรู้ได้อัตโนมัติว่าแฟรนไชส์นี้รสชาติเป็นแบบนี้ ราคาเท่านี้ คุณภาพดีแค่ไหน ที่นี้ก็เป็นหน้าที่ในการหาทำเลเพื่อไปดักรอลูกค้าที่เดินอยู่ในเส้นทางเป็นประจำ เพื่อเปลี่ยนความคุ้นเคยที่ลูกค้าจดจำให้กลายเป็นการซื้อจริง หากแฟรนไชส์ขยายสาขาไปในจุดที่ถูกต้อง ลูกค้าที่จะมาซื้อแทบไม่ต้องคิดและเดินเลี้ยวเข้าร้านได้เลย

2.ป้องกันไม่ให้แบรนด์คู่แข่งมาแย่งส่วนแบ่งการตลาด ในกรณีที่แฟรนไชส์มีชื่อเสียงแต่เลือกทำเลในจุดที่มองเห็นยาก หรือลูกค้าเข้าถึงลำบาก จะเกิดคำศัพท์ทางการตลาดที่เรียกว่า “Friction” หรือแรงเสียดทานในการซื้อ

เนื่องจากแฟรนไชส์ส่วนมากขับเคลื่อนยอดขายด้วยการตัดสินใจซื้อแบบเฉียบพลัน (Impulse Buying) เช่นเดินผ่านร้านแล้วคุ้นเคย จะแวะในทันที แต่ถ้าร้านไปหลบอยู่ในมุมที่ไม่ผ่านสายตา แม้ลูกค้ารู้ว่าร้านตั้งอยู่ที่ไหน แต่ต่อให้อยากกินแค่ไหน ความขี้เกียจก็เอาชนะความต้องการได้เช่นกัน ผลของเรื่องนี้ยังเป็นการเปิดช่องให้แบรนด์ที่เป็นคู่แข่งมีโอกาสเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้นด้วย

3.ยิ่งทำเลเข้าถึงง่าย โอกาสปิดการขายก็มากขึ้น ปัจจุบันความเร่งรีบของลูกค้าคือพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับยอดขายเช่นกัน โมเดลของระบบแฟรนไชส์ยุคใหม่เน้นในเรื่องของปริมาณลูกค้าและการทำซ้ำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มียอดขายมากขึ้น ยิ่งทำเลเข้าถึงง่ายมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสขายได้มากขึ้น

เช่น ลูกค้าต้องมองเห็นป้ายร้านและหน้าร้านล่วงหน้าได้อย่างน้อย 5-10 วินาที ก่อนจะขับรถหรือเดินถึงจุดนั้น เพื่อให้สมองมีเวลาประมวลผลและตัดสินใจเลี้ยวเข้า หรือหากเป็นทำเลริมถนน และจะเปิดแฟรนไชส์ร้านกาแฟ / อาหารเช้า ร้านจะต้องอยู่ฝั่ง ขาเข้า ในตอนเช้า เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตที่สัญจรผ่าน เป็นต้น

Predictive Analytics โมเดลเลือกทำเลก่อนขยายแฟรนไชส์

predictive analytics

ทั้งนี้การเลือกทำเลที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การนับจำนวนคนเดินผ่าน หลายแบรนด์แฟรนไชส์จึงเลือกใช้ Predictive Analytics (การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์) โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และโมเดลสถิติมาช่วยตอบคำถามสำคัญก่อนเลือกทำเล ซึ่งผู้มีประสบการณ์ในแวดวงแฟรนไชส์ให้ความเห็นว่า การนำ Predictive Analytics มาใช้ต้องวิเคราะห์ให้ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่

1.ข้อมูลประชากรศาสตร์และพฤติกรรม (Demographics & Psychographics)

เป็นการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ในรัศมี 1-3 กม. ซึ่งถือเป็นด่านแรกของโมเดล Predictive Analytics ที่ไม่ใช่แค่การดูจากรายงานสำมะโนประชากรแต่ต้องเป็น Dynamic Data หรือข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวา ที่จะแสดงให้เห็นว่าคนในพื้นที่นั้นมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีความหนาแน่นและพฤติกรรมการเดินทางต่างกันสิ้นเชิง เช่น

  • รัศมี 1 กิโลเมตร สำหรับพื้นที่เมืองหนาแน่นสูง (CBD) เช่น สยาม สุขุมวิท หรือย่านออฟฟิศใจกลางเมือง พฤติกรรมคือ ใช้การเดินเท้าเป็นหลัก (Walking Distance ไม่เกิน 10-15 นาที) อาจเดินลงจากรถไฟฟ้าไปที่ทำงาน หรือมาจากคอนโดเพื่อไปทำงาน เป็นต้น และคนกลุ่มนี้เป็นผู้ทำรายได้หลักให้ร้านค้าสูงถึง 60–70% ของยอดขายทั้งหมด
  • รัศมี 3 กิโลเมตร สำหรับพื้นที่ชานเมือง หรือต่างจังหวัด กลุ่มนี้ครอบคลุมลูกค้าที่เดินทางด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ (Driving Distance ไม่เกิน 10 นาที) ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายประเภทซื้อกลับบ้าน (Takeaway) หรือเดลิเวอรี

และเมื่อนำข้อมูล Foot Traffic มารวมกับข้อมูล รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน และ ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์/ค่าเช่าคอนโด ในรัศมีนั้น โมเดลจะสามารถคำนวณ กำลังซื้อที่แท้จริง (Disposable Income) ของคนในพื้นที่ได้แม่นยำ

ยกตัวอย่างแบรนด์แฟรนไชส์พรีเมี่ยม ใช้ Predictive Analytics โดยตั้งเงื่อนไขว่า ในรัศมี 1.5 กิโลเมตร จะต้องมีสัดส่วนประชากรกลุ่มที่มีรายได้ระดับบน (Tier 1-2) ไม่ต่ำกว่า 35% ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่นั้น ถึงจะยอมอนุมัติให้เปิดสาขาแฟรนไชส์

2. ข้อมูลการแข่งขันทางธุรกิจ (Competitive Landscape)

predictive analytics

เป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงในการขยายสาขาได้ดีที่สุด เพราะการรู้แค่ว่าเป้าหมายคือใคร (Demographics) อาจยังไม่พอ ยังต้องรู้จักข้อมูลของคู่แข่งในพื้นที่ด้วย โดยจะคำนวณใน 3 ส่วนสำคัญคือ

พิกัดคู่แข่งและการวัดดัชนีความอิ่มตัว (Market Saturation Index) ไม่ได้นับแค่ว่ามีคู่แข่งกี่ราย แต่จะคำนวณ ดัชนีความอิ่มตัวของตลาดเพื่อหาว่าพื้นที่นี้ยังมีช่องว่างให้ทำเงินหรือไม่

วิธีการคำนวณคือ นำ “กำลังซื้อรวมในพื้นที่” มาหารด้วย “จำนวนร้านค้าคู่แข่งทั้งหมดบวกกับร้านของเราที่จะเปิดใหม่” ยกตัวอย่าง แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ

โมเดลจะล็อกค่าสถิติไว้ว่า ค่า MSI ต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น เกณฑ์ของธุรกิจร้านกาแฟในย่านออฟฟิศคือ ประชากรแฝง 1,500 คน ต่อ 1 ร้านกาแฟ

หากระบบคำนวณแล้วพบว่าย่านนั้นมีร้านกาแฟอยู่แล้ว 10 ร้าน แต่มีประชากรแค่ 10,000 คน สัดส่วนคือ 1,000 คน ต่อ 1 ร้าน โมเดลจะ เตือนทันทีว่าตลาดเข้าสู่ภาวะ Over-saturated หรืออิ่มตัวเกินไปแล้ว การเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งจะมีต้นทุนการตลาดที่สูงมากและได้ไม่คุ้มเสีย

ความน่าจะเป็นในการซื้อร่วม (Cross-Shopping Probability) เป็นการหาทำเลที่มองหาคู่ค้าทางอ้อมไปพร้อมกันหรือมองหาธุรกิจที่ไม่ใช่คู่แข่งแต่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำให้เกิด Cross-Shopping Probability

ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจเวลเนสเมื่อลูกค้าที่มาออกกำลังกายที่ฟิตเนสมีโอกาสถึง 42% ที่จะซื้อเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรืออาหารโปรตีนสูงในรัศมี 500 เมตรรอบฟิตเนสทันทีหลังออกกำลังกายเสร็จ ซึ่งทำเลที่มีธุรกิจหนุนนำเหล่านี้ตั้งอยู่หนาแน่น ถือว่ามีคนช่วยดึงกลุ่มเป้าหมายมาให้ถึงที่ โดยที่แฟรนไชส์ไม่ต้องออกแรงโปรโมตเองทั้งหมด

อัตราการกัดเซาะยอดขาย (Erosion Rate) หนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จและมี การเปิดสาขาใหม่ใกล้สาขาเดิมอาจจะทำยอดขายได้ดี แต่อาจไปดึงลูกค้ามาจากสาขาเดิมจนทำให้ภาพรวมกำไรลดลง

โมเดล Predictive Analytics จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า “Erosion Rate” จากสูตร

predictive analytics

Erosion Rate=ยอดขายที่ลดลงของสาขาเดิม/ยอดขายทั้งหมดของสาขาใหม่ x 100

เช่น McDonald’s, Subway ค่า Erosion Rate จะไม่เกิน 10% ถึง 15% ยกตัวอย่างหากเปิดสาขาใหม่ แล้วทำยอดขายได้ 1,000,000 บาทต่อเดือน แต่ไปดึงยอดขายจากสาขาเดิม ให้ลดลงไป 100,000 บาทต่อเดือน

แบบนี้คิดเป็น Erosion Rate = 10% ซึ่งระบบจะถือว่า ผ่าน อนุมัติให้เปิดได้ เพราะภาพรวมของแบรนด์ยังได้ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้นมาอีก 900,000 บาท และยังเป็นการช่วยกันสกัดไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเสียบในพื้นที่นั้นด้วย แต่หากอัตรานี้พุ่งสูงเกิน 25-30% โมเดลจะไม่แนะนำให้เปิดสาขาแฟรนไชส์ในพื้นที่นั้น

3.วิเคราะห์ยอดขายในอนาคต (Sales Forecasting Model) ระบบ Predictive Analytics ไม่ได้แค่คำนวณว่าจะขายได้เท่าไหร่แต่จะคำนวณหา กำไรสุทธิ (Net Profit) และ “ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนซึ่งจะข้อมูลในส่วนของค่าเช่า , ค่าแรง มาผนวกรวมกันด้วย

การคำนวณอัตราส่วนค่าเช่าต่อยอดขาย (Rent-to-Sales Ratio) โมเดลจะตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ว่า สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์แต่ละประเภท ค่าเช่าที่เหมาะสมต้องไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่คาดการณ์ไว้ โดยทั่วไปเกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่ 10–15% ของยอดขายรวม เช่นถ้าทำเลเกรด A ในห้างสรรพสินค้า มีค่าเช่า 150,000 บาทต่อเดือน

โมเดลจะคำนวณทันทีว่า สาขานี้ต้องทำยอดขายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน ค่าเช่านี้ถึงจะปลอดภัย แต่ถ้าโมเดลทำนายยอดขาย (Sales Forecast) จากกลุ่มประชากรแล้วพบว่า ทำเลนี้จะสร้างยอดขายได้จริงแค่วันละ 20,000 บาท หรือ 600,000 บาทต่อเดือน จะทำให้ Rent-to-Sales Ratio พุ่งสูงถึง 25% โมเดลจะเตือนทันทีว่า ทำเลนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุนเพราะค่าเช่าแพงเกินศักยภาพทำเล

การคำนวณค่าแรง (Labor Cost) เป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกทำเลเช่นกัน ระบบ Predictive Analytics จะไม่คิดค่าแรงแบบเหมาจ่ายเท่ากันทุกวัน แต่จะนำสถิติจำนวนคนเข้าร้านรายชั่วโมงมาคำนวณ เช่น ช่วงเวลาพีค 11.30 – 13.30 อาจต้องใช้พนักงาน 5 คน แต่ช่วงบ่าย 14.00 – 16.00 น. ใช้พนักงานแค่ 2 คน

ในธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและบริการ สัดส่วนค่าแรงที่ยอมรับได้มักจะอยู่ที่ 15–25% ของยอดขาย โมเดลจะนำตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำหรืออัตราจ้างในพื้นที่นั้นๆ (เช่น ค่าแรงในกรุงเทพฯ เทียบกับต่างจังหวัด) มาคำนวณร่วมกับยอดขายพยากรณ์ เพื่อดูว่าสาขานี้จะมีอัตรากำไรขั้นต้นเหลือกี่เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้เมื่อนำตัวแปรทั้งหมดมาวิเคราะห์เจ้าของแฟรนไชส์จะได้ผลลัพธ์สำคัญ 3 ข้อ ก่อนตัดสินใจลงทุนคือ

  • Break-Even Point (จุดคุ้มทุนรายเดือน) รู้ทันทีว่าในแต่ละเดือน ร้านต้องขายของให้ได้กี่ชิ้น หรือเป็นเงินกี่บาท ถึงจะครอบคลุมค่าเช่าและค่าแรงในทำเลนั้นๆ
  • Profitability Margin (อัตรากำไรสุทธิ) โมเดลจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่าง ทำเลเกรด A ค่าเช่าแพง ยอดขายสูงกับ ทำเลเกรด B ค่าเช่าถูก ยอดขายปานกลาง ทำเลไหนจะเหลือกำไรสุทธิให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มากกว่ากัน
  • Payback Period (ระยะเวลาคืนทุน) ระบบจะคำนวณจากงบลงทุนก้อนแรก เช่นค่าตกแต่งร้าน + ค่าแฟรนไชส์ฟี หารด้วยกำไรสุทธิที่คาดว่าจะได้ในแต่ละเดือน ออกมาเป็นตัวเลขว่าทำเลนี้จะคืนทุนภายในกี่ปี

วิธีการนำ Predictive Analytics มาใช้กับแฟรนไชส์!

predictive analytics

Predictive Analytics ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูป เป็นเพียงคำศัพท์ที่ใช้เรียกกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ถ้าคนทำแฟรนไชส์ต้องการใช้กระบวนการนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธีจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Location Intelligence หรือ Data Analytics โดยเจ้าของแฟรนไชส์ต้องนำข้อมูล เช่น ยอดขายของสาขาต่างๆ พิกัดร้านเดิม ประวัติลูกค้า ฯลฯ

จากนั้นบริษัทจะนำดาต้าของเราไปผสมกับ Big Data ที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลสัญญาณมือถือ ข้อมูลผังเมือง รายได้ประชากร แล้วรันโมเดลประมวลผลออกมาเป็นแดชบอร์ดให้เรามองเห็นศักยภาพของทำเลนั้นๆได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายรายเช่น GIS Company หรือแพลตฟอร์มระดับโลกก็เช่น Carto, Esri (ArcGIS), Buxton เป็นต้น

หรืออีกวิธีที่เหมาะกับแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูงมีแผนขยายสาขามากๆอาจซื้อซอฟต์แวร์ระบบ GIS มาสร้างโมเดลเอง แต่ถ้าเป็นกลุ่มแฟรนไชส์เริ่มต้นหรือSMEs อาจเลือกใช้บริการจากสตาร์ทอัปหรือบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ทำเลสำเร็จรูปให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเช่าใช้เป็นรายเดือน

ในระบบก็จะมีฟังก์ชันให้เลือกปักหมุดทำเลที่สนใจ และระบบจะดึงดาต้าสถิติประชากร คำนวณตัวเลขที่ควรรู้ต่างๆ ออกมาเป็นรีพอร์ตประกอบการตัดสินใจในการเลือกขยายสาขาบนทำเลนั้นๆ ต่อไป

แม้จะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่การวิเคราะห์ตัวเลขอย่างแม่นยำช่วยให้เรามองเห็นทิศทางของการขยายสาขาแฟรนไชส์ได้ชัดขึ้น อาจเริ่มต้นแบบวุ่นวายแต่จะเป็นผลดีในระยะยาวที่เพิ่มโอกาสลงทุนแบบลดความเสี่ยง เพราะใช้การคำนวณที่ครอบคลุมในทุกมิติมาเป็นเกณฑ์พิจารณา

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด