Milano Coffee แฟรนไชส์กาแฟร้านเล็ก ที่โตเร็วในเวียดนาม
ถ้าพูดถึงธุรกิจร้านกาแฟในเวียดนาม ต้องบอกว่าตลาดนี้ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2026 ตลาดร้านกาแฟเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี ที่สำคัญคือเวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศที่ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลกเท่านั้น แต่คนเวียดนามเองก็มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เข้มแข็งมาก
กาแฟจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับตอนเช้า แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นทั้งสถานที่นั่งทำงาน พบปะเพื่อน และใช้เวลาพักผ่อน และเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z เปลี่ยนไป ตลาดร้านกาแฟก็ยิ่งมีการแข่งขันเข้มข้นขึ้น เพราะวันนี้แบรนด์ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “กาแฟอร่อย”
แต่แข่งกันตั้งแต่ ทำเล ราคา รูปแบบร้าน แบรนด์ดิ้ง ไปจนถึงความเร็วในการขยายสาขา
และนี่เองที่ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจอย่าง Milano Coffee ร้านกาแฟขนาดเล็กที่เลือกใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือในการขยายธุรกิจ จนสามารถสร้างเครือข่ายได้มากกว่า 2,500 สาขา ครอบคลุมครบทั้ง 58 จังหวัดทั่วเวียดนาม
แต่คำถามคือ แล้วทำไมร้านกาแฟขนาดเล็กอย่าง Milano Coffee ถึงสามารถขยายสาขาได้เร็วขนาดนี้ และโมเดลของ Milano Coffee ต่างจาก Highlands Coffee หรือ Trung Nguyen Legend อย่างไร
Milano เดินเกมกลยุทธ์อย่างไร

หัวใจสำคัญคือ ไม่ได้พยายามทำร้านให้ใหญ่ แต่พยายามทำให้เปิดร้านได้ง่ายที่สุด ร้านของ Milano ส่วนใหญ่ใช้พื้นที่ไม่มาก สามารถเข้าไปอยู่ตามชุมชน ตลาด หน้าร้านค้า หรือพื้นที่ริมถนนได้
ทำให้เงินลงทุนไม่สูงมาก และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องแย่งทำเลทองกับแบรนด์ใหญ่
ลองเปรียบเทียบง่ายๆ Highlands Coffee มีสาขาประมาณ 985 แห่งทั่วประเทศ ใช้จุดแข็งเรื่องแบรนด์ ทำเล และประสบการณ์ในร้าน จึงเหมาะกับทำเลห้าง อาคารสำนักงาน หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีคนจำนวนมาก
ส่วน Starbucks มีประมาณ 130-140 สาขา วางตัวเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม เน้นประสบการณ์และภาพลักษณ์
Trung Nguyen Legend มีร้านมากกว่า 1,000 สาขาทั้งในและต่างประเทศ มีความแข็งแรงในเรื่องวัฒนธรรมกาแฟเวียดนาม และการสร้างแบรนด์ให้มีเรื่องราว
แต่ Milano Coffee เลือกเล่นเกมที่ต่างออกไป คือ ทำให้ร้านกาแฟอยู่ใกล้คนให้มากที่สุด ร้านหนึ่งอาจไม่ได้ขายกาแฟได้มหาศาลเหมือนร้านใหญ่ๆ แต่ถ้ามีร้านอยู่เป็นพันๆ แห่งทั่วประเทศ ปริมาณรวมกันก็กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้

นี่คือแนวคิดที่เรียกง่ายๆ ว่า Volume over Margin ไม่ได้เน้นว่าร้านหนึ่งต้องกำไรมากที่สุด แต่เน้นสร้างเครือข่ายให้กว้างที่สุด และตรงนี้เองที่ทำให้โมเดลแฟรนไชส์ Milano Coffee มีความสำคัญ
เจ้าของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องใช้เงินตัวเองเปิดร้านทั้งหมด แต่ใช้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นคนลงทุนและบริหารร้าน ขณะที่แบรนด์สามารถสร้างรายได้จากการขายวัตถุดิบ สินค้า ระบบ และเครือข่ายแฟรนไชส์
ยิ่งมีจำนวนร้านมาก ต้นทุนในการจัดซื้อและกระจายวัตถุดิบก็ยิ่งได้ประโยชน์จาก Economy of Scale
ที่น่าสนใจคือ ตลาดเวียดนามเหมาะกับโมเดลนี้มาก เพราะคนเวียดนามมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟสูง และไม่ได้จำเป็นต้องดื่มกาแฟในร้านสวยๆ หรือร้านขนาดใหญ่เสมอไป
บางครั้งขอแค่กาแฟดี ราคาไม่แพง และอยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น ถ้า Highlands เล่นเกม “ทำเล + แบรนด์”
Trung Nguyen เล่นเกม “วัฒนธรรม + แบรนด์”
Starbucks เล่นเกม “Premium Experience”
Milano Coffee ก็เล่นเกม “ร้านเล็ก + ราคาจับต้องได้ + ขยายให้เร็ว”
และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Milano สามารถสร้างเครือข่ายได้มากกว่า 2,500 แห่งทั่วเวียดนาม
Milano Coffee รายได้มาจากไหน โมเดลที่ไม่ต้องเก็บเปอร์เซ็นต์ยอดขาย

สิ่งที่น่าสนใจของ Milano Coffee ไม่ใช่แค่มีร้านกาแฟมากกว่า 2,500 สาขา แต่คือคำถามว่า… แล้ว Milano Coffee หาเงินจากอะไร เพราะโมเดลของเขาค่อนข้างแตกต่างจากระบบแฟรนไชส์ทั่วไป
Milano Coffee ใช้แนวคิดที่น่าสนใจ คือ ไม่เก็บเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของร้านสาขาแฟรนไชส์ ฟังดูเหมือนบริษัทจะเสียรายได้ส่วนนี้ไปเยอะ แต่จริงๆ แล้วนี่อาจเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจเลย
เพราะเมื่อเจ้าของร้านแฟรนไชส์ไม่ต้องถูกหักยอดขายเป็นเปอร์เซ็นต์ เขาก็มีแรงจูงใจที่จะเปิดร้านและทำยอดขายให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน Milano ก็ไม่ได้ต้องพึ่งรายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เพียงอย่างเดียว บริษัทมีธุรกิจผลิตและจำหน่ายกาแฟของตัวเอง และมีระบบจัดส่งวัตถุดิบให้กับร้านแฟรนไชส์ในเครือ
พูดง่ายๆ คือ ยิ่งมีร้านมาก บริษัทก็ยิ่งมีเครือข่ายสาขาที่ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทมากขึ้น ปัจจุบัน Milano ระบุว่ามีมากกว่า 2,500 สาขา และสามารถขายกาแฟได้มากกว่า 40 ล้านแก้วต่อปี
ลองคิดภาพง่ายๆ ถ้าแต่ละร้านไม่ได้จ่ายเงินให้บริษัทจากยอดขายโดยตรง แต่ร้านจำนวนหลายพันแห่งต้องซื้อกาแฟและวัตถุดิบจากบริษัท ก็สามารถสร้างรายได้จาก “หลังบ้าน” ของร้านเหล่านี้ได้
นี่จึงเป็นโมเดลที่ต่างจาก Starbucks หรือ Highlands Coffee พอสมควร

Starbucks และ Highlands เน้นสร้างร้านของตัวเอง ทำเลของตัวเอง และบริหารประสบการณ์ลูกค้าเอง แต่ Milano เน้นสร้าง เครือข่ายผู้ประกอบการ พูดอีกแบบก็คือ Highlands ขยายร้าน แต่ Milano ขยาย “ระบบ”
เรื่องนี้ให้บทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับคนทำธุรกิจ เพราะบางครั้งการสร้างธุรกิจให้ใหญ่ ไม่ได้แปลว่าเราต้องสร้างร้านให้ใหญ่ แต่ต้องออกแบบโมเดลธุรกิจให้เล็กพอที่จะเปิดง่าย และมากพอที่จะสร้างเครือข่าย
Milano Coffee จึงเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ไม่ได้ชนะด้วยการทำร้านที่หรูที่สุด หรือกาแฟที่แพงที่สุด แต่ชนะด้วยการออกแบบระบบให้คนจำนวนมากสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของร้านได้
และเมื่อร้านเล็กๆ หลายพันแห่งถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน จากร้านกาแฟธรรมดาๆ ก็สามารถกลายเป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ได้
นี่แหละคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Milano Coffee น่าสนใจมากในตลาดกาแฟเวียดนาม เพราะสุดท้ายแล้ว ระบบแฟรนไชส์อาจไม่ได้วัดกันว่าใครมีร้านที่ดีที่สุด แต่อาจวัดกันว่าใครสร้างระบบที่ทำให้คนอื่นเปิดร้านได้ง่ายที่สุด และขยายได้เร็วที่สุด
อ้างอิง
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




