IMAX กินรวบธุรกิจภาพยนตร์ ไม่ต้องสร้างโรงหนัง แต่รายได้ 14,000 ล้าน
โรงภาพยนตร์ยังเป็นธุรกิจที่ไปได้ คาดว่าปี 2569 จะมีเงินสะพัดในธุรกิจนี้กว่า 1,500 ล้านบาท ในปี 2568 ที่ผ่านมามีตัวเลขผู้ชมในโรงภาพยนตร์สูงกว่า 43 ล้านคน ซึ่งปรากฏการหนังไทยฟีเว่อร์และหนังฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ดคือ ตัวดึงดูดลูกค้าอย่างสัปเหร่อที่เข้าฉายก็กวาดรายได้กว่า 700 ล้านบาท หรือธี่หยดก็มีรายได้กว่า 500 ล้านบาท แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือคนไทยยุคนี้จะเลือกดูภาพยนตร์ตามกระแสโซเชี่ยลหรือการรีวิวมากขึ้น หนังเรื่องไหนที่ไม่มีกระแสคนดูก็แทบจะเงียบสนิทด้วยเช่นกัน
ธุรกิจภาพยนตร์ในยุคนี้ แข่งกันที่อะไร?

ความน่าสนใจของธุรกิจโรงภาพยนตร์ในยุคนี้ไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณ แต่สู้กันที่คุณภาพ มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่าในปี 2026 ตั๋วระบบพรีเมียมจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 30–80% เมื่อเทียบกับโรงปกติ และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของระบบจอพิเศษสูงถึง 4.6% ไปจนถึงปี 2031 และในปัจจุบันธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นการสู้กันของ 2 ยักษ์ใหญ่คือ Major Cineplex กับ SF Cinema
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า Major Cineplex คือรายใหญ่สุดในวงการนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 73% โดยเน้นกลยุทธ์ความบันเทิงครบวงจร ทั้งโรงภาพยนตร์ระบบ IMAX , ป๊อบคอร์น รวมถึงมีสมาชิกกว่า 6 ล้านราย ทำให้มี Data ในการสร้างแคมเปญหรือจัดโปรโมชันที่ถูกใจลูกค้าได้มากขึ้น
ในส่วนของ SF Cinema ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 25% สู้ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Lifestyle Cinema เน้นบริการที่แตกต่างจากโรงหนังแบบเดิม ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและกลุ่มคนรักหนัง
รวมถึงการที่ SF ไม่ได้ใช้ดีไซน์เดียวเหมือนกันทุกสาขา แต่เน้นการออกแบบให้เข้ากับทำเลและกลุ่มเป้าหมาย และในหลายสาขามีการผสมผสานคาเฟ่เกรดพรีเมี่ยมเข้าไป ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้มาพักผ่อน และยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว นอกเหนือจากค่าตั๋วและป๊อปคอร์นอีกด้วย
รายได้ระดับพันล้านของธุรกิจโรงภาพยนตร์

ในส่วนของรายได้ Major ยังครองตำแหน่งสูงสุดมีรายได้ที่ค่อนข้างทรงตัวและเน้นการทำกำไรจากการบริหารจัดการต้นทุน รายได้รวมในปี 2568 ประมาณ 7 ,631 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 1,921 ล้านบาท ภาพรวมมีกำไรสุทธิประมาณ 631 ล้านบาท
ในฝั่งของ SF Cinema เนื่องจากไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์เหมือนกับ Major Cineplex ตัวเลขรายได้จึงใช้การประเมินจากทางการตลาดโดยคาดว่ามีรายได้ประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท และคาดว่ามีรายได้จากการขายป๊อปคอร์น, เครื่องดื่ม, และกิจกรรมพิเศษ อยู่ที่ประมาณ 35-40% ของรายได้รวม
ในส่วนของจำนวนสาขา มีสาขารวมกว่า 180 แห่ง จำนวนโรงฉายหนังมากกว่า 800 โรง มีตั้งแต่โรงหนังหรูใจกลางเมือง อย่างพารากอน, ไอคอนสยาม ไปจนถึงสาขาในโลตัส หรือบิ๊กซี ตามต่างจังหวัดและอำเภอรอง ทำให้เข้าถึงฐานคนดูหนัง ได้มากที่สุด
สำหรับ SF Cinema สาขารวมประมาณ 66 แห่ง จำนวนโรงฉายประมาณ 400 โรง แม้จำนวนจะน้อยกว่า แต่เน้นการเลือกทำเลที่ คุณภาพสูง และมี Traffic คนเดินห้างที่แน่นอน สาขาเกือบทั้งหมดจะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น เครือ Central, The Mall (Lifestore), Terminal 21, และ Robinson นอกจากนี้ SF มักจะเลือกทำเลใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) หรือย่านที่พักอาศัยหนาแน่น โดยชูจุดเด่นเรื่องงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละสาขา
IMAX กินรวบธุรกิจภาพยนตร์ รายได้ 14,000 ล้าน

ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่เชื่อว่าการที่หลายคนเข้าไปดูภาพยนตร์ในโรงหนังเพราะต้องการดูในระบบ “IMAX”
ซึ่งโมเดลธุรกิจของ IMAX นั่นฉลาดมากจนบางทีมีคนบอกว่านี่คือเสือนอนกินแห่งวงการภาพยนตร์ เพราะเน้นการจำหน่ายเทคโนโลยีให้กับโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่กล้องถ่ายทำ, ซอฟต์แวร์แปลงไฟล์ (DMR), ไปจนถึงเครื่องฉายและระบบเสียง และแทนที่จะขายเครื่องฉายแล้วจบไป IMAX มักจะใช้โมเดลธุรกิจแบบ Partnership กับเจ้าของโรงหนัง
ยกตัวอย่างเช่น Major Cineplex โดย IMAX เอาเทคโนโลยีไปลงให้ โดยที่ทางโรงหนังเป็นคนออกค่าสถานที่และพนักงาน จากนั้นIMAX จะหักส่วนแบ่งจากยอดขายตั๋วทุกใบ ไปตลอดอายุสัญญา นั่นหมายความว่า ยิ่งหนังดังเท่าไหร่ IMAX ก็แค่นั่งรอรับเงินส่วนแบ่งโดยไม่ต้องลงแรงเพิ่ม
และเหตุผลที่เราเจอระบบ IMAX เฉพาะในเครือ Major Cineplex เพียงเจ้าเดียว ก็เป็นเรื่องของ สัญญาการให้สิทธิ์ขาด เพราะ Major Cineplex เป็นพันธมิตรรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของ IMAX ในประเทศไทย สัญญาลักษณะนี้ช่วยให้ Major มี จุดขายที่แตกต่าง ในทางกลับกัน IMAX ก็ได้พันธมิตรที่พร้อมทุ่มงบลงทุนและขยายสาขาไปตามจุดยุทธศาสตร์หลัก ๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้การนำระบบ IMAX เข้ามามีต้นทุนมหาศาลน่าจะแตะหลักหลายสิบล้านต่อหนึ่งโรงการที่ Major ยึดทำเลในห้างใหญ่ ๆ ทำให้เครืออื่นหากจะทำระบบเดียวกันอาจต้องเผชิญกับจุดคุ้มทุนที่ยากขึ้น
และถ้าวิเคราะห์โครงสร้างในส่วนของรายได้ IMAX ปี 2025 ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้ไปกว่า 13,000 ล้านบาท

โดยผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของ IMAX Corporation เป็นดังนี้
- ปี 2023 รายได้ 12,182 ล้านบาท กำไร 823 ล้านบาท
- ปี 2024 รายได้ 11,447 ล้านบาท กำไร 847 ล้านบาท
- ปี 2025 รายได้ 13,332 ล้านบาท กำไร 1,133 ล้านบาท
ซึ่งรายได้เหล่านี้มาจาก 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่
- ส่วนแบ่งจากการขายตั๋วหนังและค่าธรรมเนียมการแปลงไฟล์หนัง (DMR) จากค่ายหนัง คิดเป็นประมาณ 37% ของรายได้
- รายได้จากการขายเครื่องฉาย, การติดตั้งระบบ, และค่าบำรุงรักษาโรงหนังรายปี คิดเป็นประมาณ 61% ของรายได้รวม
- รายได้จากการนำหนังท้องถิ่น เช่น หนังจีน หนังญี่ปุ่น มาเข้าฉายในระบบ IMAX ซึ่งในปี 2025 ทำรายได้สูงถึง 405 ล้านดอลลาร์โดยหนังที่ทำรายได้สูงสุดให้ IMAX ในปี 2025 คือ Avatar: Fire and Ash และหนังจีนเรื่อง Ne Zha 2
นอกจากนี้ IMAX ยังใช้โมเดล Asset-Light คือไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อย่างที่ดินหรือตัวอาคาร ทำให้สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีกว่า 1,800 โรงใน 90 กว่าประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือแม้จะเป็นธุรกิจที่เริ่มเปิดตัวในปี 1967 นับถึงตอนนี้ก็กว่า 59 ปี แต่มีการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยที่ผ่านไป IMAX ก็ยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรต่อเนื่อง เป็นกรณีศึกษาที่คนทำธุรกิจในยุคนี้ควรต้องเรียนรู้เอาไว้
อ้างอิง
- https://citly.me/EIwsQ
- https://citly.me/FUDMc
- https://citly.me/j3CRG
- https://citly.me/1Dpf4
- https://citly.me/rW946
- https://citly.me/8cxe0
- https://citly.me/QS3bD
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




