ด้านมืดของคนถูกหวย ที่ไม่เคยรวยนาน!

หวยหรือล็อตเตอรี่ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หรือในปี พ.ศ. 2375 ที่ตอนนั้นเรียกว่าหวย ก ข แต่ถ้าเป็นรูปแบบลอตเตอรี่จะเริ่มครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ พ.ศ. 2417 นับเฉพาะแบบลอตเตอรี่อายุตอนนี้ก็กว่า 152 ปีซึ่งลอตเตอรี่ทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากความหวังของคนไทย แม้จะรู้ดีว่ามีโอกาสถูกรางวัลน้อยมากแต่ก็ยังอยากเสี่ยงเผื่อว่าจะมีดวงฟลุ๊คเข้าสักวัน ถ้าไปดูโอกาสถูกรางวัลจากการซื้อลอตเตอรี่จะพบว่า

  • รางวัลที่ 1 (รางวัลละ 6 ล้านบาท) โอกาสถูกรางวัล 0.0001%
  • รางวัลที่ 2 มี 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.0005%
  • รางวัลที่ 3 มี 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.0010%
  • รางวัลที่ 4 มี 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.0050%
  • รางวัลที่ 5 มี 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.0100%
  • เลขหน้า 3 ตัว มี 2 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.4000%
  • เลขท้าย 3 ตัว มี 2 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 0.4000%
  • เลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท โอกาสถูกรางวัล 1 %

คนไทยกับลอตเตอรี่ วิถีชีวิตที่แยกกันไม่ออก

ด้านมืดของคนถูกหวย
ในทุก 15 วันเชื่อว่าจะมีคนถูกหวยรางวัลใหญ่ ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตให้เป็นเศรษฐีย่อม ๆ เริ่มต้นก็หลักล้าน บางทีถูกหลายใบก็หลักสิบล้าน ยิ่งถ้ามีหวยชุดใหญ่ ๆ อาจกระโดดได้ไปถึงหลักร้อยล้าน ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า คนไทยเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า 24.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ กลุ่มที่เล่นมากที่สุดคือช่วงอายุ 50-59 ปี มีประมาณ 24%รองลงมาคือช่วงอายุ 40-49 ปี

ข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีระบุว่า คนไทยใช้เงินซื้อลอตเตอรี่ไปกว่า 9 แสนล้านบาท แต่ได้รับเงินรางวัลกลับคืนมาเพียง 5.5 แสนล้านบาท ส่วนอีก 3.5 แสนล้านบาท คือส่วนที่ ถูกกิน และกลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ภาครัฐ

หรือถ้าดูข้อมูลจากกองสลากฯ ช่วงปี 2568-2569 พบว่าในแต่ละเดือนจะมีผู้โชคดี (รวมทุกรางวัล) ไปขอรับเงินรางวัลเฉลี่ย เดือนละ 300,000 – 360,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่เล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล ถ้าถามว่ารู้ทั้งรู้ว่าโอกาสถูกยากแต่ทำไมก็ยังเลิกไม่ได้ มีเหตุผลหลายปัจจัยคือ

  1. คนไทยเชื่อถือในสิ่งลี้ลับ เกิดปรากฏการณ์ตีสิ่งผิดปกติทุกอย่างออกมาเป็นตัวเลข แม้กระทั่งมีเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับการทำนายฝัน ให้ข้อมูลการตีความเรื่องตัวเลข แม้กระทั่งในโซเชี่ยลก็มีการทำคอนเทนต์แนวลี้ลับตอกย้ำให้คนไทยสนใจกันมากยิ่งขึ้น
  2. ความหวังในราคาถูก ยิ่งภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สลากกินแบ่งรัฐบาลก็ยิ่งขายดีมากขึ้น เพราะทุกคนต้องการขยับฐานะทางสังคม แก้ปัญหาการเงินที่มี การซื้อสลากฯ ใบละ 80-100 อาจไม่แพงถ้าเทียบกับเงินรางวัลที่อาจจะได้รับเมื่อถูกรางวัลใหญ่ๆ
  3. โอกาสลุ้นทุกเดือนๆละ 2 ครั้ง เป็นความหวังของคนไทยในทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ถ้าซื้องวดนี้ไม่ถูกก็ไม่เป็นไร งวดหน้ายังมี และความรู้สึกว่ามีโอกาสลุ้นตลอด ซื้อทิ้งๆไว้ ไม่ถูกก็เริ่มใหม่ ทำให้เราออกจากวัฏจักรการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ได้
  4. การพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทำให้ซื้อง่ายขึ้น ตอนนี้นอกจากการซื้อตามแผง ยังมีแอปพลิเคชั่นให้เราเลือกซื้อได้ทันทีก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกที่ตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าได้เป็นอย่างดี

กรณีศึกษา “ของคนถูกหวย” แต่ไม่เคย “รวยนาน”

ด้านมืดของคนถูกหวย

เราคงเคยได้ยินกันมาอย่างต่อเนื่องสำหรับบางคนที่มีโชคถูกรางวัลใหญ่ๆจากการเสี่ยงดวง บางคนก็เอาเงินนี้ไปต่อยอดกลายเป็นคนรวยที่แท้จริงได้แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคนที่รวยชั่วครู่แต่สุดท้ายก็กลับมาที่เดิม ซึ่งมีหลายเคสตัวอย่างที่น่าสนใจยกตัวอย่างล่าสุด ของอดีตช่างเสริมสวยรายหนึ่งเป็นผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 เมื่อปี 2561 ได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 5.79 ล้านบาทจนถึงวันนี้เวลาผ่านมา 8 ปี เงินล้านกลับหายไปจนเหลือเงินติดบัญชีแค่ 8,000 บาท

หรืออีกเคสที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องราวของคนที่เคยถูกหวยกว่า 42 ล้านบาท เมื่อปี 2564 แต่กลับใช้เงินจำนวนนั้นหมดลงภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี รวมถึงกรณีของโชเฟอร์ 10 ล้อรายหนึ่งที่เคยถูกรางวัลที่ 1 เมื่อปี 2560 ได้เงินไปกว่า 18 ล้านบาท

แต่ผ่านไปเพียง 5 ปี เงินที่ได้มาก็หมดไป กลายเป็นคนหาเช้ากินค่ำเหมือนเดิม หรือที่ฮือฮามากหน่อยก็คือกรณีถูกหวย 90 ล้าน เมื่อปี 2561 หลังจากแบ่งเงินให้ลูกหลานไว้ใช้ในอนาคต ในส่วนแบ่งของตัวเองที่เหลืออยู่ก็ใช้ไปจนหมด ต้องหันมาทำงานหาเงินเหมือนเดิม

คำถามก็คือเมื่อมีโชคมาหล่นใส่ขนาดนี้ทำไมถึงรักษาความรวยเหล่านี้เอาไว้ไม่ได้ ซึ่งถ้าไปดู 5 อันดับสิ่งที่คนถูกหวยจะใช้จ่ายมากที่สุด คือ

  1. เคลียร์หนี้สิน ผลสำรวจระบุว่ากว่า 70-80% สิ่งแรกที่ทำคือการปิดหนี้! โดยเฉพาะหนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้บัตรเครดิต เพื่อเป็นการปลดล็อกความเครียดที่สะสมมานาน
  2. การซ้ออสังหาริมทรัพย์ งานวิจัย พบว่าผู้ถูกรางวัลใหญ่กว่า 82% เลือกที่จะย้ายที่อยู่หรือซื้อบ้านใหม่ทันที รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อความมั่นคงในระยะยาว
  3. แบ่งปันครอบครัวและทำบุญ ในบริบทของไทย การทำบุญและการให้เงินก้อนแก่คนในครอบครัวยังเป็นตัวหลักในการจ่ายอันดับต้นๆ หลายคนเลือกที่จะแจกจ่ายเงินบางส่วนให้ญาติสนิทเพื่อเป็นการกระจายความโชคดี
  4. การลงทุนเพื่อความมั่นคง เศรษฐีใหม่ที่มีการวางแผนทางการเงินมักนำเงินไปต่อเงิน เช่น การซื้อสลากออมทรัพย์ ทองคำ หรือกองทุนรวม เพื่อให้มีเงินใช้ตลอดชีวิตโดยไม่กระทบเงินต้น
  5. ไลฟ์สไตล์และความบันเทิง การท่องเที่ยวแบบ First Class หรือซื้อของแบรนด์เนม เป็นรางวัลชีวิตที่มักเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีแรก นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมการใช้เงินฟุ่มเฟือยจะสูงที่สุดในช่วงปีแรกหลังได้รับรางวัล

3 เหตุผลที่ควรู้! ถูกรางวัลใหญ่ ทำไมรวยได้แป๊บเดียวด้านมืดของคนถูกหวย

การที่คนถูกหวยรางวัลใหญ่แล้วกลับมาไม่มีเงินเหมือนเดิมในระยะเวลาไม่นาน บางคนบอกว่าเงินรางวัลนั้นคือทุกขลาภ ได้มาแล้วก็ต้องหายไป บางคนบอกว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ไม่ได้กำหนดมาให้รวย แต่ถ้าอธิบายด้วยจิตวิทยาพฤติกรรมและหลักเศรษฐศาสตร์มี 3 เหตุผลน่าสนใจคิอ

1.การลำดับคุณค่าของเงินที่ได้มาแบบไม่เท่ากัน ถ้าเป็นเงินที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรง ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ว่าต้องแลกมาด้วยการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่พอเป็นเงินรางวัลเรามักมองว่าเป็นโชคดี เป็นลาภลอยทำให้กลไกการยับยั้งชั่งใจต่ำลง จึงนำไปใช้กับของฟุ่มเฟือยหรือการลงทุนที่เสี่ยงเกินตัว

2.ภาวะการหลงระเริงกับความสุข เหมือนที่คนส่วนใหญ่มักพูดว่า “สามล้อถูกหวย” หมายถึงคนที่ไม่เคยมีเงินพอมีเงินมากขึ้นก็ใช้จ่ายแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เนื่องจากภาวะความสุขในขณะนั้นพุ่งสูง ยอมจ่ายแบบไม่ยั้งคิด จากที่เคยกินราคาถูกก็ยอมจ่ายราคาแพง อะไรที่อยากได้ก็ซื้อทันที วงจรนี้ทำให้เพดานการใช้จ่ายมีแต่จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

3.การไม่รู้จักวางแผนการเงิน เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ละเลย ยิ่งมีเงินเข้ามารวดเร็วชนิดที่รวยข้ามคืน ก็คิดอะไรไม่ทันใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์แนะนำว่าถ้ามีเงิน 1 ก้อนควรบริหารสัดส่วนให้ดีว่าเงินไหนควรใช้ เงินส่วนไหนควรเก็บ และเงินส่วนไหนที่ควรเอาไปลงทุนเพื่ออนาคต

ทั้งนี้มีงานวิจัยจากสิงคโปร์ ในปี 2025 ที่ระบุว่าผู้ถูกรางวัลมักใช้เงินเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดภายในเวลาเพียง 12 เดือนแรก และยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าคนที่ทำงานประจำถ้าถูกรางวัลมักจะไม่ลาออกทันที แต่จะเปลี่ยนไปทำงานที่ตัวเองรักแทนการทำงานเพื่อหาเงินเหมือนแต่ก่อน

ซื้อสลากอย่างไร ให้มีโอกาสรวยมากที่สุด?

ไม่มีเทคนิคในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จะทำให้ถูกรางวัลใหญ่ๆ ได้แบบชัดเจน เพราะในเชิงสถิติ โอกาสถูกรางวัลต่อใบ ของทุกคนเท่ากันคือ 1 ใน 1,000,000 แต่ถ้าให้วิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ก็มีวิธีน่าสนใจเช่น

  • การซื้อแบบเลขชุด เช่น ชุด 3 ใบ 5 ใบ 10 ใบ วิธีนี้คือการเดิมพันที่หากถูกรางวัลก็พลิกชีวิตได้ทันที แต่ก็ต้องแลกกับเงินลงทุนตั้งแต่ 300 , 500 หรือ 1,000 (ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลือก) ในเชิงผลตอบแทนถ้าถูกจะได้รางวัลใหญ่ที่มากกว่า 6 ล้าน แต่ถ้าไม่ถูกก็จะกลายเป็นสูญเงินเปล่าทันที
  • การซื้อแบบกระจายตัวเลข หลักการง่ายๆ คือ ในสลาก 100 ใบ (00-99) จะมีรางวัลเลขท้าย 2 ตัวอยู่ 1 รางวัลเสมอ ดังนั้นหากซื้อครบทุกเลขท้าย จะถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 100% แน่นอน หรือถ้ามองถึงรางวัลที่ 1 และซื้อ 100 ใบ แบบที่เลขไม่ซ้ำกันเลย โอกาสถูกรางวัลจะกลายเป็น 1 ใน 10,000 แต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนการซื้อประมาณ 8,000 – 10,000 บาท วิธีนี้มีโอกาสถูกเลขท้าย 2 ตัวมากขึ้นด้วย หรือถ้าฟลุ๊คจริงๆ ก็อาจถูกรางวัลใหญ่ตั้งแต่รางวัลที่ 1 ถึงรางวัลที่ 5
  • การรวมกลุ่มกันซื้อ เป็นโมเดลที่น่าสนใจในเชิงบริหารจัดการ โดยนำทุนของหลายคนมารวมเป็นทุนใหญ่เพื่อไล่ซื้อเลขให้ครอบคลุมที่สุด เช่น กลุ่มเพื่อนในที่ทำงานลงเงินคนละเท่าๆกันเพื่อซื้อเลขที่ไม่ซ้ำกันจำนวนมาก แต่ปัญหาของวิธีนี้ก็คือความไว้วางใจหากไม่มีการทำสัญญาหรือสลักหลังสลากให้ชัดเจน เมื่อถูกรางวัลใหญ่ขึ้นมามักจะเกิดคดีความแย่งชิงกัน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ “อาชีพคนขายหวย” มีโอกาสถูกรางวัลมากแค่ไหน เราเคยถามพ่อค้าแม่ค้าหลายคนก็บอกว่าสลากที่ขายไม่หมด เหลือเก็บไว้เอง ก็ยังไม่ถูกรางวัล แต่สิ่งที่เจอแน่ๆคือยิ่งเหลือมากคนขายก็๖องแบกรับต้นทุนของสลากที่ขายไม่หมดซึ่งหากไม่ถูกรางวัลเลย นั่นคือภาวะขาดทุนทางธุรกิจที่หนักเช่นกัน ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสลากจึงหวังกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่าการลุ้นรางวัลเพราะมันคือรายได้ที่แน่นอนกว่าการพึ่งพาค่าความน่าจะเป็นที่ 0.0001% เท่านั้น

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด