อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำไม่รอด

ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจและธุรกิจไลฟ์สไตล์ของภาคตะวันตก กลับปรากฏสัญญาณที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อร้านอาหารและคาเฟ่หลายแห่งทยอยประกาศปิดกิจการอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจคือ กาญจน์ มาชิ คาเฟ่ คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นชื่อดังที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 6 ปี โดยล่าสุดได้ประกาศยุติการดำเนินกิจการ และกำหนดวันเปิดให้บริการวันสุดท้ายวันที่ 28 เมษายน 2569 ท่ามกลางกระแสความเสียดายจากลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่เคยใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านี้ ร้านอาหารและคาเฟ่ในพื้นที่ใกล้เคียง ก็ทยอยประกาศปิดกิจการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาทิ

มองกาญจน์ Camping ร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดกาญจนบุรี ประกาศปิดกิจการตั้งแต่ วันที่ 18 เมษายน 2569 หลังไม่สามารถรองรับภาระต้นทุนและรายได้ที่ลดลงได้ ส่งผลให้แฟนคลับจำนวนมากแสดงความเสียดาย เนื่องจากเป็นร้านที่ได้รับการชื่นชมด้านรสชาติอาหาร ความสะอาด และบรรยากาศโดยรวมดี

ฮักนา คาเฟ่ ก็ประกาศยุติกิจการ เปิดให้บริการวันสุดท้าย วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 พร้อมระบุสาเหตุจากจำนวนลูกค้าที่ลดลง รายได้หดตัว และต้นทุนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง นักลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อซื้อหรือเช่ากิจการได้โดยตรง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เมื่อธุรกิจคาเฟ่ในจังหวัดท่องเที่ยวเคยถูกมองว่าเป็น “ดาวรุ่ง” ของการลงทุน โดยเฉพาะในยุคที่กระแสการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์และการถ่ายภาพเช็คอินเฟื่องฟู แต่ปัจจุบันกลับเริ่มเห็นแนวโน้มการทยอยปิดตัวของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คาเฟ่ปิดกิจการต่อเนื่องในพื้นที่ท่องเที่ยว

อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม

จากการติดตามสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีผู้ประกอบการหลายรายทยอยประกาศวันสุดท้ายของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงแรงกดดันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

ส่วนใหญ่ร้านที่ประกาศปิดกิจการ ให้เหตุผลไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งในด้านวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ รวมถึงรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถรักษาสมดุลทางการเงินได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แม้พื้นที่เมืองท่องเที่ยวจะยังคงมีการเปิดตัวของร้านอาหารและคาเฟ่ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่าวงจรชีวิตธุรกิจมีแนวโน้มสั้นลง ร้านจำนวนไม่น้อยดำเนินกิจการได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง และต้องยุติการดำเนินงานในที่สุด

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างธุรกิจคาเฟ่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ไม่ได้รับประกันความมั่นคงทางด้านรายได้อีกต่อไป แม้จะมีจำนวนผู้มาเยือนหรือกระแสการท่องเที่ยวในพื้นที่กลับมาก็ตาม

ธุรกิจคาเฟ่ จาก “กระแส” สู่ “ความเสี่ยง”

1. โมเดลธุรกิจที่ลงทุนสูง

อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม

ธุรกิจคาเฟ่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนบทบาทจากร้านเครื่องดื่มทั่วไป สู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่เน้นสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคเป็นหลัก โดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่ให้มีความโดดเด่นด้านภาพลักษณ์ เพื่อรองรับพฤติกรรมการถ่ายภาพและแชร์บนออนไลน์

คาเฟ่จำนวนมากจึงมุ่งเน้นการสร้างเอกลักษณ์ของร้านผ่านการตกแต่งที่มีธีมเฉพาะ เช่น สไตล์ญี่ปุ่น สไตล์ธรรมชาติ หรือการออกแบบพื้นที่ให้กลมกลืนกับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มองหาประสบการณ์มากกว่าการบริโภคเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวมาพร้อมกับต้นทุนการลงทุนที่ค่อนข้างสูงในหลายด้าน ได้แก่

  • ค่าออกแบบและก่อสร้างพื้นที่ร้าน
  • ค่าใช้จ่ายด้านการตกแต่งและสร้างบรรยากาศ
  • ค่าเช่าทำเลในพื้นที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว
  • ค่าแรงและต้นทุนการดำเนินงานประจำวัน

โครงสร้างต้นทุนที่สูงตั้งแต่เริ่มต้นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่งพารายได้ที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถคืนทุนและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว

2. รายได้ที่ไม่แน่นอน

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของธุรกิจคาเฟ่ในพื้นที่ท่องเที่ยว คือโครงสร้างรายได้ที่มีความผันผวนสูง โดยลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นครั้งคราว มากกว่ากลุ่มลูกค้าประจำในพื้นที่
ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้รูปแบบการใช้บริการมีข้อจำกัด เช่น

  • ลูกค้ามักมาใช้บริการเพียงครั้งเดียวในช่วงการเดินทาง
  • อัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำค่อนข้างต่ำ
  • ความนิยมขึ้นอยู่กับกระแสหรือรีวิวในช่วงเวลาหนึ่ง

เมื่อรายได้ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าที่ไม่มาต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงในการพึ่งพากระแสความนิยมมากกว่าการมีฐานลูกค้าประจำที่มั่นคง ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจร้านอาหารทั่วไปที่พึ่งพาชุมชนหรือผู้บริโภคในพื้นที่เป็นหลัก

ดังนั้น แม้คาเฟ่จะสามารถสร้างรายได้สูงในช่วงเวลาที่เป็นกระแสและได้รับความนิยม แต่ในระยะยาวกลับมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสผู้บริโภค และการแข่งขันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ท่องเที่ยวเดียวกัน

ปัจจัยวิกฤตที่ทำให้ร้านคาเฟ่ไปไม่รอด

1. เศรษฐกิจแย่ + กำลังซื้อลดลง

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ คือภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เติบโตในสัดส่วนเดียวกัน

ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มรัดเข็มขัด และลดการใช้จ่ายในหมวดที่ไม่จำเป็นหรือเป็นการบริโภคเชิงไลฟ์สไตล์ เช่น การเข้าคาเฟ่เพื่อถ่ายภาพหรือรับประทานอาหารในบรรยากาศพิเศษ ทำให้รายได้ของธุรกิจในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง

2. Oversupply หรือ “ร้านล้นตลาด”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือภาวะ “ร้านล้นตลาด” โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหารที่ได้รับความนิยม ทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การแข่งขันที่สูงขึ้นส่งผลให้ธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคา คุณภาพ และการทำการตลาด ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น ทำให้ความภักดีต่อร้านค้าลดลง และเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้บริการได้ง่าย

3. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่มีความแตกต่างจากอดีต มักเน้นการเดินทางตามกระแส หรือสถานที่ที่ได้รับความนิยมบนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้ร้านที่ไม่ได้รับความสนใจในเชิงไวรัล หรือไม่มีการถูกพูดถึงในวงกว้าง มักถูกมองข้าม แม้จะมีคุณภาพหรือจุดขายที่ดีในเชิงโครงสร้างก็ตาม

ขณะเดียวกัน วงจรความนิยมของร้านคาเฟ่มีระยะเวลาสั้นลงอย่างชัดเจน ร้านใหม่สามารถเข้ามาแทนที่ร้านเดิมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาฐานลูกค้าในระยะยาวเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น

4. โครงสร้างเมืองท่องเที่ยว

ลักษณะของเมืองท่องเที่ยวที่มีแหล่งกิจกรรมหลากหลาย เช่น งานเทศกาล ตลาดนัด และจุดเช็คอินต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่หลายพื้นที่ ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่กระจุกตัวอยู่ที่ร้านใดร้านหนึ่ง

การกระจายตัวของผู้คนทำให้เกิดภาวการณ์ใช้จ่ายแบบกระจายจุด ซึ่งลดโอกาสในการสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับธุรกิจรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อประกอบกับระยะเวลาในการท่องเที่ยวที่จำกัด ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้เวลาไปกับหลายกิจกรรมมากกว่าการใช้บริการซ้ำในร้านเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการทำรายได้ต่อหัวของธุรกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม

จากการลงพื้นที่และรวบรวมความคิดเห็นของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในจังหวัดกาญจนบุรี พบว่าภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่กำลังสะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านจำนวนผู้ใช้บริการและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

ฝั่งผู้ประกอบการหลายรายระบุในทิศทางเดียวกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจนในบางช่วงเวลา โดยบางช่วงลดลงมากถึงประมาณ 70–80% เมื่อเทียบกับช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของร้านอาหารและคาเฟ่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากพื้นที่อื่นเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน มุมมองจากผู้บริโภคสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งว่า แม้จะมีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คุณภาพของสินค้าและบริการกลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก ผู้บริโภคบางส่วนเห็นว่าร้านที่มีคุณภาพจริง ยังสามารถยืนระยะได้ ในขณะที่ร้านที่อาศัยกระแสหรือการตกแต่งเพียงอย่างเดียว มักไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว

ธุรกิจในกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าเป็นลักษณะของการลงทุนที่มีต้นทุนสูง แต่รายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปริมาณลูกค้าได้โดยตรง และต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ กระแสการท่องเที่ยว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทำไม “คาเฟ่” ถึงอยู่ยากขึ้นอวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม

เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างของธุรกิจคาเฟ่ในพื้นที่ท่องเที่ยว จะพบว่าความท้าทายไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นการรวมตัวกันของหลายแรงกดดันที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

  • ธุรกิจคาเฟ่จำนวนมากพึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้รายได้มีความผันผวนตามฤดูกาลและกระแสการเดินทาง มากกว่าจะมีความสม่ำเสมอจากฐานลูกค้าประจำในพื้นที่
  • โครงสร้างลูกค้าของคาเฟ่ส่วนใหญ่ไม่มีการสร้างความถี่ในการกลับมาใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากลูกค้าหลักมักเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้รายได้ไม่เกิดอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจคาเฟ่มีต้นทุนคงที่ (fixed cost) ค่อนข้างสูง ตั้งแต่ค่าเช่าพื้นที่ การตกแต่งร้าน ไปจนถึงค่าแรงและการดำเนินงานในแต่ละวัน ทำให้ต้องมีรายได้เพียงพอในระดับหนึ่งอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสมดุลทางการเงิน

นอกจากนี้ เทรนด์ของผู้บริโภคยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คาเฟ่ที่เคยได้รับความนิยมในช่วงหนึ่งอาจถูกแทนที่ได้อย่างรวดเร็วด้วยร้านใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสในช่วงเวลานั้น
ทางรอดของธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหาร

แม้ภาพรวมของธุรกิจคาเฟ่จะเผชิญกับความท้าทายสูง แต่ยังสามารถปรับตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดและเติบโตได้ หากมีการปรับโมเดลธุรกิจอย่างเหมาะสม โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

  • ต้องสร้างฐานลูกค้าท้องถิ่น (local customer base) เพื่อไม่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
  • ปรับโมเดลธุรกิจให้เกิดรายได้ซ้ำ (repeat customer) เช่น เมนูประจำ โปรโมชั่นสมาชิก หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • ควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ โดยลดการลงทุนเกินจำเป็นในส่วนของการตกแต่งที่ไม่ส่งผลต่อรายได้โดยตรง
  • สร้างจุดขายที่เน้นคุณภาพสินค้าและรสชาติ มากกว่าการพึ่งพาภาพลักษณ์หรือความสวยงามของร้านเพียงอย่างเดียว
  • มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามฤดูกาลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

แนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความอยู่รอดของธุรกิจคาเฟ่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความยั่งยืนของรายได้ในระยะยาว

บทสรุป

อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม
ภาพจาก https://app.envato.com

ปรากฏการณ์การทยอยปิดกิจการของร้านอาหารและคาเฟ่ในจังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของธุรกิจคาเฟ่ในประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของธุรกิจอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และระดับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช