อวสานงานประจำ
สมมติว่าถ้าวันหนึ่ง เงินเดือนประจำของคุณหายไป คุณจะอยู่รอดหรือไม่คำถามนี้อาจเคยเป็นเพียงจินตนาการของมนุษย์เงินเดือนในอดีต แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มันกลับกลายเป็นความจริงที่ปรากฏขึ้นกับพนักงานและแรงงานจำนวนมากทั่วโลก เมื่อกระแสการปรับโครงสร้างองค์กรและการเลิกจ้างพนักงาน (layoff) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี การเงิน และการตลาด
กระแสการเลิกจ้างพนักงานยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสื่อและเทคโนโลยี บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยปรับลดกำลังคนลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022 ไม่ว่าจะเป็น Meta ที่เตรียมปลดพนักงานมากกว่า 8,000 คนทั่วโลก, BBC ที่เลย์ออฟกว่า 2,000 คน, The Walt Disney Company ลดพนักงานมากกว่า 1,000 คน

Amazon ปรับลดตำแหน่งงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง ข้อมูลจาก Challenger, Gray & Christmas ยังระบุว่าเพียง 3 เดือนแรกของปี 2026 มีการเลิกจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแล้วกว่า 52,050 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเร่งใช้เทคโนโลยีใหม่ในแต่ละองค์กร
ในประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดขึ้นเช่นกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การเลิกจ้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 7% ต่อปี อาจส่งผลให้มีแรงงานถูกเลิกจ้างไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นเกือบ 500,000 คนภายในปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนตลาดแรงงานที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้าง
ยกตัวอย่างชัดเจนในช่วงปี 2025 ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Digital Bank with Human Touch โดยหนึ่งในแกนสำคัญคือการลดขนาดองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการใช้เทคโนโลยี AI มากขึ้น
จำนวนพนักงานลดลงจากราว 19,700 คน เหลือประมาณ 18,000 คนในปัจจุบัน และมีแผนระยะยาวที่จะลดลงต่อเนื่องในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า เหลือระดับหมื่นต้นๆ ขณะเดียวกันธนาคารยังประเมินการปรับลดสาขาจาก 651 แห่ง เหลือราว 500 กว่าแห่ง โดยอิงจากพฤติกรรมลูกค้าที่หันไปใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น และลดการทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขา
ปรากฏการณ์เลิกจ้างงานทั่วโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของการเลิกจ้างได้กลายเป็นข่าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งทั่วโลกในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน ไปจนถึงภาคการผลิต สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานมากกว่าความผันผวนระยะสั้น
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ทักษะของแรงงานทั่วโลกกว่า 44% จะต้องมีการปรับเปลี่ยนภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่รายงานของ McKinsey & Company ชี้ว่า งานมากถึงร้อยละ 30 สามารถถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ด้วยเทคโนโลยี แนวโน้มดังกล่าวยิ่งตอกย้ำแรงกดดันต่อแรงงานในสายงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนหรือสามารถกำหนดขั้นตอนได้ชัดเจน
ขณะเดียวกัน Gig Economy ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการจ้างงานระยะสั้น งานโปรเจกต์ งานฟรีแลนซ์ หรือรับจ้างอิสระเป็นครั้งคราว กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
คาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 674.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 15.79% และยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Upwork และ Fiverr ได้กลายเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงนายจ้างกับแรงงานจากทั่วโลก ทำให้การจ้างงานไม่จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่หรือประเทศเดียวอีกต่อไป
สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในไทยเริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน องค์กรจำนวนหนึ่งมีแนวโน้มลดสัดส่วนพนักงานประจำ และหันไปใช้แรงงานรูปแบบยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน แรงงานนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูงในโครงสร้างตลาดแรงงานไทย โดยมีแพลตฟอร์มในประเทศอย่าง Fastwork ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการทั้งฝั่งผู้ว่าจ้างและผู้รับงาน
การเติบโตของ Gig Economy ประกอบกับการเข้ามาของ AI และระบบอัตโนมัติ กำลังเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “องค์กร” และ “แรงงาน” จากความผูกพันระยะยาว ไปสู่ความยืดหยุ่นระยะสั้นมากขึ้น
ปัจจัยนำไปสู่การเลิกจ้างงาน
1. ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ องค์กรจำนวนมากจึงหันมาให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด การลดจำนวนพนักงานประจำซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ (fixed cost) กลายเป็นหนึ่งในมาตรการที่เห็นผลได้รวดเร็ว
ขณะเดียวกัน การใช้แรงงานแบบยืดหยุ่น (flexible workforce) เช่น พนักงานสัญญาจ้างหรือฟรีแลนซ์ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับขนาดกำลังคนได้ตามปริมาณงานจริง ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
2. บทบาทของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการจ้างงานอย่างสิ้นเชิง แพลตฟอร์มอย่าง Upwork และ Fiverr ในระดับโลก รวมถึง Fastwork ในประเทศไทย
ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถเข้าถึงแรงงานจากทั่วโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้น กระบวนการคัดเลือก การจ้างงาน และการชำระเงิน สามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด ส่งผลให้พรมแดนของตลาดแรงงานถูกตัดขาด และทำให้การแข่งขันของตลาดแรงงานขยายตัวในระดับสากล
3. การเปลี่ยนแปลงของทัศนคติคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระ” มากกว่า “ความมั่นคง” ในการทำงานรูปแบบเดิม ต่อไปการทำงานไม่จำเป็นต้องผูกติดกับองค์กรเดียวไปตลอดชีวิตอีกต่อไป
หลายคนเลือกเส้นทางอาชีพแบบยืดหยุ่น สามารถบริหารเวลา เลือกงาน และกำหนดทิศทางชีวิตของตนเองได้ แนวคิด “autonomy over stability” จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งหันหลังให้กับงานประจำ
4. การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ กำลังเร่งให้ทักษะจำนวนมากล้าสมัยเร็วขึ้น งานที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนซ้ำๆ หรือสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้ชัดเจน มีแนวโน้มถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี
ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเอกสาร บัญชีพื้นฐาน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ส่งผลให้ความต้องการแรงงานในบางตำแหน่งลดลง ขณะที่ทักษะใหม่ๆ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี กลับมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
งานประจำยังจำเป็นหรือไม่
แม้กระแสการเลิกจ้างงานและการเติบโตของ Gig Economy จะทำให้บทบาทของพนักงานประจำลดลงในบางส่วน บางตำแหน่ง แต่ในความเป็นจริง “งานประจำ” ยังไม่หายไปไหน และยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างองค์กรทั่วโลก เพียงแต่กำลังถูก เปลี่ยน “คำนิยาม” ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
งานจำนวนหนึ่งยังคงยากต่อการทดแทนด้วยแรงงานชั่วคราวหรือเทคโนโลยี โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความรับผิดชอบระยะยาว และความเข้าใจเชิงลึกต่อองค์กร เช่น งานด้านการบริหารจัดการระดับสูง วิศวกรรมระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที หรือสายงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญและความลับทางธุรกิจ
นอกจากนี้ องค์กรยังต้องพึ่งพาพนักงานประจำในฐานะ “แกนกลาง” เพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรและรักษาความต่อเนื่องของกลยุทธ์
โมเดลใหม่ตลาดแรงงานต่างประเทศ
หลายประเทศเริ่มพัฒนาแนวทางเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นของธุรกิจและความมั่นคงของแรงงาน
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงมากคือโมเดล “Flexicurity” ของเดนมาร์ก ซึ่งผสมผสานระหว่าง “flexibility” (ความยืดหยุ่นในการจ้างและเลิกจ้าง) และ “security” (ความมั่นคงของแรงงาน) โดยเปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถปรับจำนวนพนักงานได้ง่าย
ขณะเดียวกันรัฐจะเข้ามาสนับสนุนผ่านระบบสวัสดิการ เช่น เงินชดเชยการว่างงาน และการพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง โมเดลนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้ตลาดแรงงานปรับตัวได้โดยไม่ทิ้งแรงงานไว้ข้างหลัง
ในสหรัฐอเมริกามีความพยายามกำกับดูแลแรงงานแพลตฟอร์มผ่านกฎหมายอย่าง AB5 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำแนกสถานะของแรงงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “ผู้รับจ้างอิสระ” อย่างชัดเจน และให้ความคุ้มครองด้านสิทธิแรงงานในบางกรณี แม้กฎหมายดังกล่าวจะยังเป็นที่ถกเถียงในภาคธุรกิจและแรงงานก็ตาม
ขณะที่อินเดีย เริ่มพัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานแพลตฟอร์ม เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น ประกันสุขภาพ และสวัสดิการของรัฐมากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการยอมรับ “แรงงานอิสระ” ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ
ทางรอดของ “คนทำงาน”

- การพัฒนาทักษะ (upskill และ reskill) รายงานจาก World Economic Forum ชี้ว่า ทักษะจำนวนมากกำลังล้าสมัยในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ทักษะใหม่ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี กลับมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แรงงานจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และไม่ยึดติดกับทักษะชุดเดิม
- การสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย (multiple income streams) แทนการพึ่งพาเงินเดือนเพียงช่องทางเดียว แนวคิด “portfolio career” เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยแรงงานอาจมีทั้งงานประจำ งานเสริม หรือรายได้จากการรับงานอิสระควบคู่กัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียรายได้แบบฉับพลันในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
- การสร้างหลักประกันทางสังคม (safety net) แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมระบบประกันสังคมภายใต้มาตรา 40 เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองพื้นฐาน เช่น กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานชี้ว่า ระบบสวัสดิการสำหรับแรงงานนอกระบบยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป
ทางรอดของ “องค์กร”
- การนำโมเดล Hybrid Workforce มาใช้ โดยผสมผสานระหว่างพนักงานประจำและพนักงานอิสระ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน องค์กรสามารถรักษาทีมหลักสำหรับงานเชิงกลยุทธ์ ขณะเดียวกันก็เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในลักษณะโครงการได้ตามความจำเป็น
- การผสานการทำงานระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเพียงแทนที่แรงงาน แต่ยังสามารถเสริมศักยภาพของพนักงานให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์กรที่สามารถออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่าง “AI + คน” ได้อย่างเหมาะสม จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง
- การบริหาร “Talent on Demand” หรือการเข้าถึงคนเก่งตามความต้องการในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผ่านเครือข่ายและแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Upwork และ Fastwork โมเดลนี้ช่วยให้องค์กรสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมงานได้โดยไม่จำเป็นต้องจ้างงานระยะยาว
บทสรุป

เมื่อพิจารณาภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงจากการเลิกจ้างทั้งหมด จะเห็นได้ว่าตลาดแรงงานกำลังขับเคลื่อนจากระบบที่เน้นตำแหน่งงานประจำไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทักษะและความสามารถของบุคคลเป็นแกนหลักมากขึ้น
งานประจำอาจไม่ได้หายไปไหน แต่ความหมายของความมั่นคงในหน้าที่การทำงานกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผูกอยู่กับองค์กรและได้รับเงินเดือนเป็นประจำ กลายเป็นความมั่นคงทางการเงินที่ต้องสร้างขึ้นมาจากตัวบุคคลเอง
ในโลกของการทำงานรูปแบบใหม่นี้ สิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่ ไม่ใช่เพียงแค่รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเท่านั้น แต่คือแนวคิดของ portfolio career ที่สามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกัน โดยผสมผสานงานฟรีแลนซ์, พาร์ทไทม์, ที่ปรึกษา, หรือธุรกิจส่วนตัวแทนการเป็นพนักงานประจำเพียงที่เดียว โดยแต่ละคนจะมีรายได้และบทบาทที่หลากหลาย
อ้างอิงข้อมูล
- https://citly.me/3TXbB
- https://citly.me/xEHr6
- https://citly.me/MqVhd
- https://citly.me/PRiBx
- https://citly.me/NtExg
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




