อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม

ในอดีตใบปริญญาคือปลายทางแห่งความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันนี้ใบปริญญาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บางคนเรียนมา 4-5 ปี จบออกมาก็หางานทำไม่ได้

ในยุคทองของปริญญาที่ระบบการศึกษาไทยยังอยู่ในลักษณะ “พีระมิดฐานกว้าง” คือคนส่วนใหญ่จบการศึกษาภาคบังคับ ป.4 หรือ ป.6 แต่คนที่มีโอกาสขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก ผสมผสานกับการที่สังคมไทยยึดติดกับคำว่า “ความเป็นเจ้าคนนายคน” การได้ใบปริญญาสมัยก่อนจึงไม่ใช่แค่การบอกว่ามีความรู้ แต่คือการที่จะการันตีว่าหลุดพ้นจากอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่จำเป็นต้องทำงานใช้แรงแลกเงินอีกต่อไป

จะเรียกได้ว่าในอดีตถ้าเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา การสอบติดมหาวิทยาลัยและเรียนจบจนได้ปริญญา จะเป็นการเชิดหน้าชูตาวงษ์ตระกูลขึ้นมาทันที

แม้แต่ระบบคัดกรองการทำงานในสมัยก่อนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เน้นการสอบเข้า (Entrance) นายจ้างในสมัยนั้นแทบจะไม่ดูทักษะอื่น ดูแค่ว่าจบมาจากที่ไหน จบจากคณะอะไร ก็เชื่อมั่นทันทีว่าคนนี้มีสติปัญญา มีความฉลาด และมีประสบการณ์ที่พร้อมจะให้เข้าทำงานได้ทันที

ยุคสมัยเปลี่ยนไป! ใบปริญญาเริ่มล้นตลาด จบมาก็หางานไม่ได้อวสานเด็กจบใหม่

ช่วงระหว่างปี 2553 – 2563 เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาเริ่มหมดความหมาย ถึงกับที่บางคนบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาล้นตลาด ประเทศไทยผลิตบัณฑิตปริญญาตรีออกมาสู่ตลาดแรงงานเฉลี่ยปีละ 300,000 – 350,000 คน ในขณะที่ตำแหน่งงานว่างมีเฉลี่ย 100,000 – 150,000 อัตราต่อไตรมาส

เมื่อรวมกับบัณฑิตที่จบมาก่อนหน้าและยังหางานไม่ได้ ทำให้มีแรงงานวุฒิปริญญาตรีสะสมในระบบพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดสภาวะที่คนมากกว่างาน ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไรระบบการศึกษาถึงได้ผลิตบัณฑิตจบใหม่ออกมาในเชิงปริมาณ จะพบว่า

1.ยุคที่มหาวิทยาลัยมีการขยายตัว เพราะมองในเรื่องของธุรกิจมากขึ้น ทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เพิ่มขึ้น หรือมหาวิทยาลัยของภาครัฐเองที่เปิดรับภาคพิเศษ และรับผู้เรียนจากโครงการต่างๆ ที่ทำให้การจบปริญญาตรีเป็นเรื่องที่ง่าย

2.การก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption โดยที่ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราอีกต่อไป คนที่ไม่ได้เรียนปริญญาแต่ศึกษาหาความรู้เองผ่านสื่ออินเทอร์เนตต่างๆ ทำให้มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้ดี ทำให้บางคนแม้จะเรียนจบไม่ตรงสายที่บริษัทต้องการแต่มีความรู้มีประสบการณ์ ก็กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของคนที่จบปริญญาตรีได้ เห็นได้จาก บริษัทระดับโลกอย่าง Google, Apple, และ IBM เริ่มมีนโยบาย ไม่ดูใบปริญญา ในการรับเข้าทำงาน แต่จะวัดจากแบบทดสอบทักษะ แทน ซึ่งเทรนด์นี้ลามมาถึงบริษัท Start-up และบริษัทชั้นนำในไทยด้วย

3.ประสบการณ์ทำงานสำคัญกว่าความรู้ เพราะในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจมีสูงบริษัทก็ต้องการคนที่ทำงานเป็น คนที่ทำงานได้ บางคนมีความรู้ดีแต่ไม่เคยทำงาน เคยเรียนมาแต่ทฤษฏี ไม่เคยลงมือปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้หลายบริษัทมองว่าเป็นต้นทุนในการต้องมาฝึกสอน ทำให้เสียเวลา สู้รับคนที่อาจไม่จบปริญญา หรือคนที่มีทักษะ มีประสบการณ์ มาถึงก็ทำงานได้เลยจะดีกว่าทำให้นักศึกษาจบใหม่กลายเป็นส่วนเกินในตลาดแรงงาน

แต่ในอีกมุมหนึ่งตลาดแรงงานเองก็ความต้องการแรงงานที่ค่อนข้างเยอะแม้ตัวเลขนักศึกษาจบใหม่จะเยอะกว่าก็ตาม การที่นักศึกษาบางส่วนยังหางานทำไม่ได้เกิดจากความไม่ต้องการทำงานที่ใช้แรงงานหรือทำงานที่ไม่เหมาะสมกับสายที่ตัวเองเรียนมา บางคนจึงต้องใช้เวลาในการหางานเฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี ขณะที่นักศึกษาจบใหม่บางส่วนก็เลือกที่จะไม่ทำงานเป็นลูกจ้างแต่หันไปทำธุรกิจตัวเอง บางคนไปขายของออนไลน์ เป็นต้น

บริษัทเลือกใช้ AI มากกว่าคนจบปริญญาอวสานเด็กจบใหม่

ความต้องการในตลาดแรงงานอยู่ในภาวะที่เรียกว่า การเลือกจ้างแบบเฉพาะเจาะจง แม้ตัวเลขการว่างงานในภาพรวมดูไม่สูงนัก ประมาณ 0.8% – 0.9% แต่หากเจาะลึกไปที่กลุ่ม เด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรีมีอัตราว่างงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกระดับ โดยผลสำรวจระบุว่านายจ้างกว่า 89% มองว่าเด็กจบใหม่ เสี่ยงตกงาน เพราะขาดทักษะที่ใช้ได้จริง

ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในเมืองไทยแต่ในต่างประเทศก็เจอปัญหาไม่ต่างกัน ดูจากรายงานของ The Wall Street Journal ที่ระบุว่า บริษัทกว่า 66% ในสหรัฐฯ ไม่มีแผนจ้างพนักงานเพิ่ม รวมถึงบริษัทในประเทศอื่นก็มีแผน
คล้ายๆ กัน ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานมากขึ้น และในบรรดาคนตกงานทั้งหมด กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่เริ่มหางานเป็นครั้งแรก

เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน และนายจ้างในยุคนี้มักเรียกหาแรงงานที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไปเพื่อมาใช้งาน AI เนื่องจากองค์กรต้องการคนที่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง และจัดการกับข้อผิดพลาดของ AI ได้ทันที มากกว่าที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกฝนทักษะนี้

ถ้าดูในเมืองไทยเองบริษัทประมาณ 49% ก็เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ทำงานพื้นฐาน เช่น งานธุรการ, สรุปเนื้อหา, การทำกราฟิกเบื้องต้น ซึ่งงานเหล่านี้เคยเป็นงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ของเด็กจบใหม่ เป็นเหตุผลน่าสนใจว่าแม้จะมีตำแหน่งงานว่างอยู่หลายอัตราแต่หลายบริษัทกลับไม่เลือกเด็กจบใหม่แต่หันไปจ้างฟรีแลนด์หรือคนที่มีประสบการณ์ในสายงานเพื่อมาใช้ได้ทันที

3 เคล็ดลับควรรู้! การหางานของนักศึกษาจบใหม่

อวสานเด็กจบใหม่
ภาพจาก https://app.envato.com

สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเริ่มสมัครงาน และเริ่มเหนื่อยและท้อใจต่อการถูกปฏิเสธ มีเคล็ดลับในการหางานที่น่าสนใจ ดังนี้

1.เริ่มทำงานจากบริษัทขนาดเล็ก เพื่อเป็นการสะสมประสบการณ์ในกรณีที่ไม่เคยทำงานมาก่อน จะได้เรียนรู้สังคมการทำงานที่แท้จริง เรียนรู้รูปแบบการทำงาน ฝึกskill อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพ

2.ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม ข้อมูลระบุว่าเหตุผลที่บางบริษัทไม่เลือกรับเด็กจบใหม่เป็นเพราะ 51% มองว่าไม่มีทักษะที่เหมาะสม 55%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และ50% มีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดี ดังนั้นเด็กจบใหม่ควรฝึกทักษะในการเข้าสังคม สร้างความประทับใจให้คนที่พบเจอ เพื่อลบจุดด้อยเหล่านี้ให้น้อยลง

3.ปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้เด็กจบใหม่จะหางานได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีนักศึกษาจบใหม่ที่หางานได้อยู่เรื่อย ๆ หากเราถูกปฏิเสธ อย่าเครียด หรืออย่ากดดันตัวเองมากเกินไป แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่น ปรับใบสมัครงานให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ฝึกฝนการตอบคำถามตอนสัมภาษณ์ให้ดีกว่าเดิม เรียนรู้จุดแข็งและจุดด้อยของตัวเอง และไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ๆ ด้วย

ในยุคนี้ใบปริญญาเริ่มหมดความหมายในฐานะปลายทางของความสำเร็จ แถมยังต้องมาเจอคู่แข่งคือ AI และ ระบบ Automation ที่น่าสนใจกว่า การที่เรียนจบมาแล้วจะได้งานทำจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่ความรู้แต่มี
ทักษะ + มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมด้วย สังเกตให้ดีว่านายจ้างยุคนี้มักจะถามเราในตอนสมัครงานว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถึงขนาดที่บางบริษัทกลับไม่ถามเลยด้วยซ้ำว่าเราจบจากที่ไหน

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด