Burger War ตลาดจีน มูลค่า 2 แสนล้านบาททุกร้านต้องขาย! สาขารวมกว่า 140,000 แห่ง
ในยุคที่ประเทศจีนยังไม่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก แต่ก็มีหลายเมนูท้องถิ่นที่มีประวัติยาวนาน สินค้าที่ลักษณะคล้าย เบอร์เกอร์ในยุคนั้นคือ “โร่วเจียหมัว” (Roujiamo) ที่แปลตรงตัวว่าเนื้อที่ถูกหนีบด้วยขนมปัง และอีกเมนูคือ “กัวเปา” (Guabao) ที่เป็นแป้งหมั่นโถวยัดไส้หมูตรงกลาง มีผักกาดดองรสเปรี้ยวหวาน โรยด้วยถั่วลิสงบดและผักชี ก่อนที่ในยุคต่อมา (ประมาณปี 1987) KFC ได้เริ่มเข้ามาเปิดตลาด และตามมาด้วย McDonald’s ในปี 1990
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าอาหารแบบ Quick-Service / Fast Food เติบโตในจีนสุดขีด แน่นอนว่าต้องมีเบอร์เกอร์เป็นหนึ่งในสินค้าหลักหลัก มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจนี้มากกว่ามากกว่า 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่ถ้ามองเฉพาะตลาดเบอร์เกอร์ (Hamburger Market) มีมูลค่าประมาณ 4.45 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้เบอร์เกอร์ขายดีในจีนได้แก่
- วิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง ทำให้มีอัตราการย้ายเข้าสู่สังคมเมือง (Urbanization) ของจีนที่สูงเกินกว่า 60% ทำให้ผู้บริโภควัยทำงานต้องการอาหารที่รวดเร็ว สะดวก และรับประทานง่าย
- การมีระบบเดลิเวอรีที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันและบริการ Cloud Kitchen ในจีนเติบโตมาก ทำให้เบอร์เกอร์กลายเป็นอาหารยอดนิยมในการสั่งไปทานที่บ้านหรือออฟฟิศ
- เกิดสงครามราคา เนื่องด้วยการแข่งขันที่สูงทำให้ราคาเบอร์เกอร์ต่อชิ้นในจีนเข้าถึงง่ายมาก บางแบรนด์จัดโปรโมชันราคาเริ่มต้นไม่ถึง 10 หยวน หรือประมาณ 50 บาท ทำให้กลายเป็นอาหารมื้อหลักในชีวิตประจำวันแทนที่จะเป็นอาหารมื้อพิเศษเหมือนในอดีต
ตอกย้ำด้วยตัวเลขร้านเบอร์เกอร์ที่เคยสูงกว่า 120,000 ร้าน ในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปี 2023 อย่างไรก็ดีตัวเลขนี้กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงในปัจจุบันพบว่ายอดรวมของร้านที่ขายเบอร์เกอร์ในจีนมีสาขารวมกันตอนนี้กว่า 140,000 แห่ง
โครงสร้างตลาดเบอร์เกอร์จีน แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่
เมื่อก่อนสถิติจะนับเฉพาะร้านฟาสต์ฟู้ดอย่าง McDonald’s, KFC, Wallace หรือ Tastien ที่เป็นขาใหญ่แบรนด์ดังแต่ในปัจจุบัน ร้านประเภทอื่นพากันบรรจุเมนูเบอร์เกอร์เข้าไปในร้านเพื่อดึงยอดขายเช่นกันทำให้ตัวเลขสาขารวมแตะระดับ 1.4 แสนแห่ง แค่จำนวนสาขาของแบรนด์ใหญ่เพียง 4 เจ้าในจีน สาขารวมกันก็มีกว่า 55,000 แห่ง และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนของตลาดนี้จะมีโครงสร้าง 3 กลุ่มใหญ่คือ
1.กลุ่มแบรนด์ท้องถิ่นของจีน นำโดยแบรนด์สัญชาติจีนที่ใช้กลยุทธ์ราคาประหยัดและเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหญ่อย่างเช่น

- Wallace แม้จะมีการปิดสาขาที่ไม่ได้กำไรไปบ้างเพื่อปรับโครงสร้าง แต่ข้อมูลอัปเดตปี 2569 ระบุว่ายังมีสาขาเปิดให้บริการอยู่มากที่สุดในจีนถึง 19,442 สาขา
- Tastien ตัวเลขอัพเดทสาขาเมื่อช่วงกลางปี 2026 มีสาขารวมกว่า 12,518 แห่งที่มากกว่าสาขาของ McDonald’s
2.กลุ่มแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เป็นส่วนของแบรนด์จากตะวันตกที่เข้ามาทำตลาดในจีนและขยายสาขาได้ต่อเนื่อง
- KFC ปัจจุบันมีสาขารวมประมาณ 12,997 แห่ง ซึ่งได้มีการเพิ่มสินค้าใหม่อย่างเบอร์เกอร์แป้งจีนเข้ามาดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น
- McDonald’s ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศจีนประมาณ 7,782 แห่ง และตั้งเป้าหมายในการเปิดสาขาใหม่ให้ครบปีละ 1,000 แห่ง
- Burger King ปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ราว 1,250 แห่ง และอยู่ระหว่างการขยายสาขาไปสู่เป้าหมาย 4,000 แห่ง

3.กลุ่มร้านอาหาร / เครื่องดื่ม ที่เพิ่มเมนูเบอร์เกอร์ขายในร้าน ซึ่งในกลุ่มนี้แต่เดิมไม่มีเบอร์เกอร์แต่มาเพิ่มในภายหลังเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมอย่างเช่น M Stand ที่เป็นร้านกาแฟ , ร้านไอศกรีม DQ , Haidilao , Pizza Hut เป็นต้น นับรวมสาขาของร้านในกลุ่มนี้อีกประมาณ 70,000 – 80,000 แห่ง
เมนูเบอร์เกอร์! ทุกร้านต้องมี เพิ่มรายได้เฉลี่ยให้ร้าน 15-25%
ในอดีตเบอร์เกอร์เป็นการแข่งขันของแบรนด์ดังไม่กี่รายมาตอนนี้แข่งกันทุกร้าน ซึ่งก็มีการพัฒนาเมนูที่เป็นจุดเด่นของตัวเองออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือหวังดึงยอดขายเข้าร้านให้มากที่สุดยกตัวอย่างคือ
- Haidilao ที่เปิดแบรนด์ลูกคือ Hiburger เมนูเด่นคือ “เบอร์เกอร์ไก่ทอดซอสเสฉวนหม่าล่า” จุดเด่นคือการดึงซอสหม่าล่าและซุปสูตรเฉพาะของ Haidilao มาปรุงเป็นซอสเบอร์เกอร์ ทานคู่กับแป้งอบสด แถมเน้นกลยุทธ์ราคาที่ถูกมากเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 9.9 หยวน ประมาณ 45-50 บาท ทำให้ในช่วงเปิดตัวสามารถทำยอดขายสูงแตะ 1,000+ ออเดอร์ต่อวันต่อสาขา
- M Stand ร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ที่อัพเกรดธุรกิจด้วยการเพิ่มเมนูเด่นคือ เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสซอสเห็ดทรัฟเฟิล (Angus Beef Truffle Burger) เสิร์ฟคู่กับกาแฟสกัดเย็น โดยขายเบอร์เกอร์ในราคาค่อนข้างสูงคือ 78 หยวนหรือประมาณ 350 บาท แต่ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจเพราะช่วยเพิ่ม ยอดซื้อต่อบิล (Average Ticket Size) ของร้าน ในช่วงเวลา 11.30 – 13.30 น. ได้มากขึ้นจากเดิมที่ลูกค้าสั่งแค่กาแฟแก้วเดียว ตอนนี้ขายคู่กับเบอร์เกอร์ได้ด้วย
- DQ (Dairy Queen) ซึ่งกลุ่ม CFB Group ผู้บริหารสิทธิ์ DQ ในจีน ได้ปรับโฉมจากร้านไอศกรีมธรรมดาให้กลายมาเป็นร้านอาหารสไตล์อเมริกันมากขึ้นในรูปแบบ Blizzard & Burgers พัฒนาเมนู “เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสซอสวูสเตอร์เชียร์สไตล์เซี่ยงไฮ้” (Shanghai Worcestershire Flavored Angus Burge) ซึ่งเป็นการผสมผสานซอสเปรี้ยวหวานแบบท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้เข้ากับเนื้อวัตถุดิบนำเข้า ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาดขนาดที่ CFB Group ประกาศแผนเชิงรุกอย่างเป็นทางการในการขยายสาขาโมเดล Blizzard & Burgers นี้ให้ครบ 180 สาขา
- Pizza Hut ได้พัฒนาเมนู “Angus Beef Pizza-Burger” ซึ่งเป็นเบอร์เกอร์เนื้อแองกัสที่ใช้แป้งพิซซ่าหนานุ่มสูตรลับของร้านมาทำเป็นชิ้นประกบแทนขนมปังปกติ ถือเป็นการเพิ่มไลน์อาหารให้หลากหลายช่วยกระตุ้นยอดขายของสาขาทั่วประเทศจีนให้มีรายได้มากขึ้น
จะสังเกตได้ว่าเมนูเบอร์เกอร์ของแต่ละร้านไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่มีข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่าเบอร์เกอร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อสาขา (Revenue per Store) ของร้านที่ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดตรง ๆ ให้เติบโตขึ้นเฉลี่ย 15% – 25% เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้บริโภคจีนที่ต้องการความสะดวก เร็ว และคุ้มค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปรียบเทียบตลาด “เบอร์เกอร์จีน” กับ “ตลาดเบอร์เกอร์ไทย”

ตลาดเบอร์เกอร์ในไทยก็โตได้ในระดับหนึ่งแต่อาจไม่หวือหวาเหมือนในจีน ในตลาดอาหารบริการด่วน (QSR) ที่มีมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของเบอร์เกอร์&แซนด์วิชประมาณ 23% แต่สาเหตุที่ตลาดจีนโตไปไกลและไปเร็วกว่าตลาดเมืองไทยก็เพราะหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
1.ขนาดของ Economy of Scale เนื่องจากจีนมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และวัตถุดิบขนาดใหญ่ เช่น เครือข่าย McChain ของ McDonald’s China และซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบส่งให้แบรนด์ดัง Wallace และ Tastien โรงงานเหล่านี้เดินเครื่องผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น (Unit Cost) ของเนื้อบด ซอส หรือชีส ถูกมากถึงขนาดทำให้
ขายเบอร์เกอร์ในราคาชิ้นละ 10 หยวน (ประมาณ 45-50 บาท) แล้วยังมีกำไร ขณะที่ เมืองไทยแม้มีผู้ประกอบการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีมาตรฐานสูงก็จริงแต่ Market Size เบอร์เกอร์ในไทยยังมีขนาดเล็กกว่าจีนหลายเท่า ต้นทุนการผลิตเนื้อบดสำเร็จรูป (Patty) หรือขนมปังเบอร์เกอร์เกรดอุตสาหกรรมในไทยจึงยังคงสูงกว่าจีน ส่งผลให้เบอร์เกอร์ในไทยยากที่จะทำราคาให้ถูกเหมือนในจีนได้
2.จีนเน้นนวัตกรรมการพึ่งพาวัตถุดิบส่วนท้องถิ่น เพราะในจีนเนื้อวัวมีราคาแพงและควบคุมต้นทุนยาก บรรดาซัพพลายเชนจึงเน้นทำเบอร์เกอร์ไก่
ซึ่งจีนมีศักยภาพในการเลี้ยงและแปรรูปไก่ ประกอบกับการใช้แป้งนวดมืออบสดสไตล์จีน ทำให้ร้านค้าสามารถซื้อแป้งดิบแช่แข็งมาอบเองที่หน้าร้านได้เลย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้มาก ขณะที่ตลาดไทยยังคงติดภาพจำของเบอร์เกอร์สไตล์ตะวันตกร้านส่วนใหญ่จึงยังต้องพึ่งพาเนื้อนำเข้า เช่น ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ทำให้ต้นทุนผันผวนตามค่าเงินและค่าขนส่ง
3.ระบบการจัดส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉพาะระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics)
ทำให้หลายแบรนด์ดัง สามารถส่งแป้งสดแช่แข็งและเนื้อสดไปถึงทุกสาขาทั่วประเทศได้โดยที่ของไม่เสีย และรักษาต้นทุนค่าส่งไว้ได้ต่ำมาก
ขณะที่ระบบโลจิสติกส์ของไทยแม้จะพัฒนาไปไกลมากเช่นกันโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวแต่ค่าบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิแช่แข็งไปยังต่างจังหวัดไกล ๆ ยังคงมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนยอดขาย ทำให้การขยายสาขาเบอร์เกอร์ในไทยยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เป็นหลัก
ในมุมของตลาดจีนคงมีหลายปัจจัยที่ได้เปรียบตลาดไทย แต่ถ้าวิเคราะห์ในมุมของการผนวกและประยุกต์ใช้น่าจะทำให้ SMEs ในไทยมองเห็นทิศทางของตลาดเบอร์เกอร์ว่าแท้ที่จริงยังโตได้อีกมาก และในยุคที่คนต้องการความคุ้มค่า + ราคาไม่แพง การพัฒนาเบอร์เกอร์ให้เป็นจุดขายก็ถือว่าน่าสนใจที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากขึ้น ซึ่งก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ในการทำตลาดของผู้ประกอบการเป็นสำคัญด้วย
อ้างอิง :
- https://citly.me/7uzdc
- https://citly.me/4yQDi
- https://citly.me/3ZHJn
- https://citly.me/4JrH9
- https://citly.me/t0VG2
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




