“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ! กำไรหรือขาดทุน

แคมเปญ “วิ่งแลกของฟรี” หรือ “วิ่งสะสมก้าว/ระยะทางเพื่อแลกของรางวัล” มองในมุมหนึ่งคือแคมเปญที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้อย่างดี และยังได้ภาพลักษณ์เรื่องการส่งเสริมสุขภาพด้วย หากมองย้อนไปในอดีตการออกกำลังกายและการตลาดมักจะผูกกันผ่านระบบ Loyalty Program เช่น การซื้อสินค้าครบเป้าแล้วได้แต้มสะสมไปแลกของรางวัล หรือการจัดงานวิ่งมาราธอนที่นักวิ่งต้องจ่ายเงินค่าสมัครเพื่อเข้าไปร่วมกิจกรรมกระทั่งมีการพัฒนาเทคโนโลยี มี Wearables ให้สวมใส่รวมถึงการได้รู้จักแนวคิด Move-to-Earn หรือเปลี่ยนการเคลื่อนไหวให้เป็นรายได้ บริบทของการตลาดก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็น Contextual Marketing ที่แบรนด์ไม่ต้องรอให้ลูกค้าซื้อของก่อน แต่กระตุ้นให้ลูกค้าออกกำลังกายเพื่อนำมาแลกสิทธิ์ต่างๆ โดยใช้สมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอทช์ที่มีอยู่แล้วเป็นเครื่องมือยืนยัน

มองแคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” ในมุมของเศรษฐกิจไทย

อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจแคมเปญนี้สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจคือ

  • Experience Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกที่พิเศษ ไม่ใช่ยุคการซื้อสินค้าตามความต้องการเหมือนอดีต ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหรือออกแรงเพื่อแลกกับสินค้าที่มีมูลค่าทางจิตใจ (Emotional Value) เช่น การได้เสื้อผ้าหรือของสะสมจากงานวิ่งต่างๆ ดังนั้นการวิ่งในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือในการแสดงถึงไลฟ์สไตล์เพื่อสามารถแชร์ในโซเชี่ยลได้ด้วย
  • Behavioral Economics หรือกลไกทางจิตวิทยาที่มีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะคนในยุคนี้จะให้คุณค่ากับสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ หากรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการลงแรงหรือสร้างมันขึ้นมา (IKEA Effect) ซึ่งการวิ่งที่นับจำนวนก้าวก็ทำให้ลูกค้าภูมิใจได้มากกว่าการแจกคูปองส่วนลดทั่วไปที่ได้มาฟรีแบบที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแคมเปญนี้ยังช่วยสร้างปรากฏการณ์ Foot Traffic Conversion หรือการเปลี่ยนผู้สัญจรทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าในร้าน ซึ่งผู้บริโภคที่ทำภารกิจสำเร็จมักจะมีแนวโน้มที่จะ จับจ่ายเพิ่มเติม (Upselling/Cross-selling) เมื่อไปถึงหน้าร้านจริง เช่น อัปเกรดสินค้า หรือซื้อบริการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้แบรนด์ได้กำไรส่วนต่างกลับคืนมามากกว่ามูลค่าของที่แจกฟรีไป

Google Trends ยืนยัน “การวิ่ง” คือกระแสจริงที่คนนิยม

ข้อมูลจาก Google Trends ชี้ว่า กระแสความสนใจ งานวิ่ง ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนจากคำค้นหาที่ไม่ได้เจาะจงแค่คำว่า “วิ่ง” แต่เจาะจงค้นหางานวิ่งที่มีธีมเฉพาะ คาแรกเตอร์ หรือชื่ออีเวนต์ที่ชัดเจนมากขึ้น

โดยคำค้นมาแรง 5 อันดับแรก ได้แก่ “งานวิ่งชินจัง” , “งานวิ่ง atm 2026” , “งานวิ่งหมีเนย” ,“งานวิ่งศิริราช 2569” ,“งานวิ่งดิสนีย์แลนด์ 2026” เป็นต้น แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจในรายงาน Active Thailand Policy ซึ่งพบว่า ประชาชนกว่า 49.0% สนับสนุนระบบสะสมแต้มสุขภาพเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ และอีก 31.2% เห็นด้วยกับมาตรการลดราคาสินค้าส่งเสริมสุขภาพ สะท้อนว่าแรงจูงใจที่จับต้องได้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากออกกำลังกายมากขึ้น

กระแสฮิตล่าสุด! เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านแว่นตา “Lenskart”

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

แม้กระแสการวิ่งจะเป็นที่นิยมในสังคมไทยมาตลอด แต่ช่วงที่ขยับเข้าสู่เทรนด์วิ่งแลกของรางวัลอย่างเต็มรูปแบบคือเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งแบรนด์แว่นตา Lenskart จัดแคมเปญโชว์ก้าวเดินแลกกรอบแว่นฟรี

โดยให้สายวิ่งนำจำนวนก้าวหรือระยะทางในแอปสุขภาพมาโชว์ เช่น 12,000 ก้าว หรือ 20,000 ก้าว เพื่อแลกรับกรอบแว่นตาฟรี มูลค่า 2,000 บาท (โดยอาจจ่ายเพิ่มเฉพาะค่าอัปเกรดเลนส์หรือค่าประกอบ) ซึ่งแคมเปญนี้ได้หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพราะกลายเป็นไวรัลถล่มทลายบน TikTok และ Lemon8

และในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 “แว่นท็อปเจริญ” ก็ออกมาจัดแคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ ซึ่งจัดหนักจัดเต็ม เช่น วิ่ง 5,000 ก้าวได้เลนส์ฟรี หรือวิ่ง 19,000 ก้าว (11 กม.) รับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (จ่ายแค่ค่าประกอบ 280 บาท) เป็นต้น

และแคมเปญนี้ยังใช้งานได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเนื่องจากแว่นท็อปเจริญมีจำนวนสาขามากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แคมเปญนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้สิทธิ์ในภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับแคมเปญการตลาดทั่วไป

รวมแบรนด์ใช้แคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” กระตุ้นยอดขาย

ทั้งนี้แม้หลายแคมเปญจะใช้คำว่า “ฟรี” เป็นจุดดึงดูด แต่บางกิจกรรมอาจมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องซื้อสินค้าบางรายการ ชำระค่าบริการเพิ่มเติม หรือแลกรับได้เฉพาะสินค้าบางประเภทเท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประเมินว่าข้อเสนอนั้นคุ้มค่ากับความต้องการของตัวเองหรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าดูในส่วนของแบรนด์ที่ใช้แคมเปญวิ่งแลกของรางวัลจะพบว่ามีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจได้แก่

1.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์: Lenskart

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/qsc2P
สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น 
ระยะเวลา: ** หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายน **

เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 6,000 ก้าว / 3 กม. แว่นทุกรุ่นลด 40%
  • 12,000 ก้าว / 8 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท เมื่ออัปเกรดเลนส์มูลค่า 1,000 บาท ขึ้นไป
  • 20,000 ก้าว / 12 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท + ส่วนลด 60% เมื่ออัปเกรดเป็นเลนส์เปลี่ยนสี
  • หรือส่วนลด 50% สำหรับการอัปเกรดเลนส์อื่น ๆ

2.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์แว่นท็อปเจริญ ,แว่นบิวตี้ฟูล

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/WXgvm
สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น
 ระยะเวลา: 25 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 3 กม. (5,000 ก้าว): แลกรับเลนส์ฟรี
  • 6 กม. (10,000 ก้าว): แลกรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • 11 กม. (19,000 ก้าว): แลกรับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (โดยลูกค้าอาจจ่ายเพียงค่าบริการประกอบแว่นเพิ่มเติม)

3.แคมเปญ: วิ่งแลกไก่ แบรนด์: บุญตงกี่

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/rqGLl

สิทธิประโยชน์: ส่วนลดค่าอาหาร
ระยะเวลา: 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69

เงื่อนไขรับรางวัล :
  • เมื่อซื้อเมนูไก่ต้มตำรับ (ส่วนน่องสะโพก ไซส์ S ขึ้นไป) สามารถนำระยะวิ่งมาแลกส่วนลดได้ดังนี้
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 50 บาท
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 100 บาท

4.แคมเปญ: วิ่งแลกสวย แบรนด์: กังนัมคลินิก , คลินิกผิวหนังลลิษา

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/zBGhJ

สิทธิประโยชน์:ส่วนลดค่าบริการ
ระยะเวลา: วันนี้ – 31 ธ.ค. 69

เงื่อนไขรับรางวัล : นำสถิติการเดินหรือวิ่งจากแอปพลิเคชันเพื่อมาแลกเป็น “ส่วนลดค่าบริการ” ในการทำหัตถการ เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ดูแลผิวพรรณกับทางคลินิก (เงื่อนไขและส่วนลดเป็นไปตามยอดก้าวหรือระยะทางที่แต่ละคลินิกกำหนด)

5.แคมเปญ: วิ่งแลกรองเท้า แบรนด์: ADDA

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/qujlA

สิทธิประโยชน์: ส่วนลดรองเท้า

ระยะเวลา: ** หมดเขตเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา **

เงื่อนไขรับรางวัล :
  • สะสมระยะทางจากการเดินหรือวิ่งภายใน 1 วัน (เช็กผ่านแอป เช่น Strava, Nike Run Club, Garmin) เพื่อรับส่วนลดบนหน้าเว็บ ADDA Member
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 10%
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 20%
  • วิ่งครบ 21 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลดสูงสุด 30%

“วิ่งแลกของรางวัล” ธุรกิจได้กำไรหรือขาดทุน?

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าการที่ธุรกิจหันมาใช้แคมเปญแบบนี้ตกลงแล้วจะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้ามองผิวเผินอาจมองว่าขาดทุนแน่แต่ในอีกมุมหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ได้กลับคืนมาอาจไม่ใช่ในส่วนของเงินมหาศาลแต่คือโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นระยะยาว มีหลายปัจจัยที่ควรรู้คือ

1.เป็นเทคนิคการดึงคนเข้าหน้าร้าน

วิ่งแลกของฟรี
ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การแจกของฟรีแล้วให้ลูกค้าเดินจากไป แต่คือการเปิดโอกาสสู่การขายที่มากขึ้น อย่างเช่นแคมเปญวิ่งแลกแว่นของท็อปเจริญหรือ Lenskart ที่ให้กรอบแว่นฟรี แต่เงื่อนไขคือลูกค้าต้องเดินเข้ามาที่สาขาเพื่อวัดสายตา และมักจะจบลงด้วยการ จ่ายเงินเพิ่ม เพื่ออัปเกรดเลนส์ที่ดีกว่าเดิมหรือการเปลี่ยนเลนส์ใหม่ ซึ่งตรงนี้คือจุดที่ทำกำไรหลักของร้านแว่นตา

2. การตลาดที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก

เพียงแค่การโปรโมทให้คนรู้ว่ามีแคมเปญนี้ก็สามารถดึงดูดให้คนสนใจโดยที่เจ้าของธุรกิจไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มสินค้าแต่อย่างใด ยกตัวอย่าง คลินิกความงาม การให้โควตาทำหน้าฟรีหรือได้ส่วนลดหัตถการ แทบไม่ได้ทำให้คลินิกเสียต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะใช้พื้นที่เดิมในร้านที่มี พนักงานเท่าเดิม อุปกรณ์ที่มีก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เป็นการดึงให้ลูกค้าใหม่เข้ามาทดลองสัมผัสบริการเพื่อโอกาสในการขายคอร์สอื่นในอนาคต

3. โฆษณาฟรีจากกระแสไวรัล

ในยุคของโซเชี่ยลเมื่อลูกค้าวิ่งสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะถ่ายรูปสถิติการวิ่งคู่กับของรางวัลที่ได้มาโพสต์อวดใน TikTok, Instagram หรือ Lemon8 สิ่งนี้เรียกว่า User-Generated Content (UGC) ซึ่งเป็นการโฆษณาที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือที่สุด โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้างพรีเซนเตอร์ แต่ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์และภาพลักษณ์ก็ดีมากด้วย

ดังนั้นในมุมของการตลาดเท่ากับว่าเป็นเรื่องที่ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย คือลูกค้าได้ออกกำลังกาย และมีโอกาสได้ส่วนลดได้สินค้าไม่เป็นการออกแรงฟรี และตัวเองก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ลงมือทำ ในขณะที่แบรนด์ก็ไม่มีต้นทุนการตลาดเพิ่ม แต่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่แบรนด์จะไม่ได้มองว่าเป็นการขาดทุนจากการแจกของ แต่มองว่าคือการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการยิงแอดโฆษณาแบบหว่านแห เพราะระบบนี้คัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีตัวตนจริง มีความพยายาม และเป็นลูกค้าที่ธุรกิจพร้อมปิดการขายได้จริง

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด