3 ผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก เพื่อธุรกิจร้านอาหารยั่งยืน

ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็น “ครัวของโลก” จากความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญาการทำอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และเครือข่ายการส่งออกที่เชื่อมโยงกับตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตอาหารทะเลสำหรับตลาดทั่วโลก


หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพดังกล่าว คือผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก ที่สามารถยกระดับวัตถุดิบจากประเทศไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารเองก็สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากผู้ผลิตเหล่านี้มาช่วยพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 3 ผู้ประกอบการไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับสากล ได้แก่ Thai Union, Sea Value และ Asian Sea Corporation ซึ่งแต่ละรายมีจุดเด่นแตกต่างกันและสามารถเป็นตัวเลือกสำหรับธุรกิจอาหารที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพและการบริหารซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบ

ผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก

1. Thai Union ผู้นำอาหารทะเลจากไทยสู่ตลาดโลก

Thai Union ถือเป็นชื่อที่โดดเด่นเมื่อพูดถึงผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก จากประเทศไทย โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2520 และปัจจุบันมีเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการจัดจำหน่ายครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก ผลิตภัณฑ์สำคัญ ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง กุ้งแช่แข็ง รวมถึงอาหารทะเลแช่แข็งและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่าง ๆ

ในด้านธุรกิจ Food Service Thai Union มีผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นที่จำหน่ายให้กับร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยงโดยตรง โดยมีทั้งกุ้ง ล็อบสเตอร์ ปู รวมถึงปลาหมึกและปลาในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับเมนูและรูปแบบการทำงานของครัวได้

อีกจุดที่น่าสนใจคือบริษัทให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่ไปกับการผลิต โดยมีแนวทาง SeaChange® 2030 ซึ่งมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว

สำหรับร้านอาหาร การเลือกซัพพลายเออร์ที่มีระบบจัดซื้อและการผลิตระดับสากลจึงช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องคุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ โดยเฉพาะร้านอาหารที่มีหลายสาขาหรือมีแผนขยายธุรกิจในอนาคต

2. Sea Value ผู้เชี่ยวชาญด้านทูน่าและอาหารทะเลแปรรูป

Sea Value เป็นอีกหนึ่งบริษัทไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับนานาชาติ โดยบริษัทมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า 30 ปี และระบุว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทส่งออกไปยังมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก ที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ

หนึ่งในความเชี่ยวชาญหลักของ Sea Value คือผลิตภัณฑ์ทูน่า ทั้งทูน่ากระป๋อง ทูน่าในถุง และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเพิ่มมูลค่า โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่มบริษัทถูกจำหน่ายในตลาดต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ บริษัทมีโรงงานแปรรูปหลายแห่งในประเทศไทย และมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,000 ตันต่อวันตามข้อมูลของบริษัท

ความโดดเด่นของ Sea Value ยังอยู่ที่การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล บริษัทเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง International Seafood Sustainability Foundation หรือ ISSF และมีการรับรองด้านการจัดหาทูน่าอย่างรับผิดชอบ เช่น Marine Stewardship Council (MSC) และ Dolphin Safe ในส่วนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับธุรกิจร้านอาหาร แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้พิจารณาเพียงรสชาติและราคา แต่ยังให้ความสนใจกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกซัพพลายเออร์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนจึงสามารถนำไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ร้านอาหารได้

3. Asian Sea ผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารพร้อมปรุง

Asian Sea Corporation หรือกลุ่มเอเชี่ยน เป็นบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอาหารมายาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่จำหน่ายอาหารทะเลให้กับภัตตาคารและห้องเย็นตั้งแต่ปี 2507 ก่อนจะพัฒนาสู่ธุรกิจผลิตอาหารและจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วโลก ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีทั้งธุรกิจอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน อาหาร Shelf-stable และธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ

สำหรับธุรกิจอาหารทะเล Asian Sea Corporation ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งทั้งภายใต้แบรนด์ของบริษัทและรูปแบบ OEM โดยมีผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาทรายแช่แข็ง กุ้งปะแป้ง และอาหารทะเลพร้อมปรุงแช่แข็ง ปัจจุบันมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จประมาณ 7,800 ตันต่อปี

นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งแล้ว กลุ่มเอเชี่ยนยังมีธุรกิจทูน่าผ่านบริษัท Asian Alliance International ซึ่งสามารถผลิตทูน่ากระป๋องและทูน่าในถุง รวมถึงพัฒนาอาหารพร้อมรับประทานจากวัตถุดิบหลากหลายประเภทสำหรับลูกค้าทั่วโลก
จุดเด่นนี้ทำให้ Asian Sea เหมาะกับธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการวัตถุดิบแช่แข็งหรืออาหารพร้อมปรุงที่ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบในครัว โดยเฉพาะร้านที่ต้องการควบคุมขนาดและปริมาณของวัตถุดิบให้สม่ำเสมอในแต่ละจาน ซึ่งมีส่วนช่วยลด Food Waste และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลกช่วยสร้างธุรกิจร้านอาหารที่ยั่งยืนได้อย่างไร?

การสร้างธุรกิจร้านอาหารที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลดการใช้พลาสติกหรือประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง การเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน และการลดการสูญเสียอาหารตลอดกระบวนการผลิต
การทำงานร่วมกับผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก จึงมีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น การได้รับวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ การตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า การมีรูปแบบวัตถุดิบให้เลือกหลากหลาย และสามารถวางแผนปริมาณการสั่งซื้อได้แม่นยำมากขึ้น
โดยเฉพาะวัตถุดิบแช่แข็งและอาหารพร้อมปรุง หากร้านสามารถคำนวณปริมาณการใช้ต่อวันและจัดเก็บอย่างถูกต้อง ก็อาจช่วยลดปัญหาวัตถุดิบเสื่อมคุณภาพก่อนนำไปใช้งาน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเตรียมบางส่วนยังช่วยลดเวลาและแรงงานในครัวได้อีกด้วย

เลือกผู้ผลิตอาหารทะเลอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจร้านอาหาร?

ก่อนเลือกซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการควรพิจารณามากกว่าราคา โดยควรดู คุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย ความสม่ำเสมอของสินค้า ความสามารถในการจัดส่ง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ ว่าสอดคล้องกับระบบครัวของร้านหรือไม่

หากเป็นร้านที่ใช้ทูน่าและอาหารทะเลแปรรูปเป็นหลัก Sea Value อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ขณะที่ร้านที่ต้องการอาหารทะเลแช่แข็งและผลิตภัณฑ์พร้อมปรุงสามารถพิจารณา Asian Sea ส่วนร้านอาหาร โรงแรม หรือธุรกิจ Food Service ที่ต้องการซัพพลายเออร์ขนาดใหญ่และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย Thai Union ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความยั่งยืนของผู้ผลิตด้วย เพราะการเลือกวัตถุดิบจากห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบสามารถช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารสร้างความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สรุป 3 ผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลกจากประเทศไทย

อุตสาหกรรมอาหารทะเลเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครัวโลก เพราะนอกจากจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยง ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงธุรกิจร้านอาหาร
ทั้ง Thai Union, Sea Value และ Asian Sea Corporation ล้วนเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาศักยภาพจากตลาดในประเทศสู่ตลาดระดับสากล พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม และความยั่งยืนในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับอนาคตของธุรกิจอาหาร

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร การเลือกผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก จึงไม่ใช่เพียงการเลือกแหล่งซื้อวัตถุดิบ แต่เป็นการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถช่วยควบคุมคุณภาพ ลดความสูญเสีย บริหารต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้

กองบรรณาธิการเว็บไซต์

ยินดีสนับสนุน SMEs ไทยทุกแบรนด์ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็ง อยากเรียนรู้ พัฒนาธุรกิจ ส่งเสริมความเข้าใจในการตลาด มีความคิดสร้างสรรค์ แบ่งปันเพื่อสังคม ต่อยอดธุรกิจ ให้ประสบความสำเร็จในอนาคต