เจ้าของแฟรนไชส์ หรือ แฟรนไชส์ซี คนไหนรวยกว่า?
หลายคนฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่อยากเริ่มจากศูนย์ การซื้อแฟรนไชส์จึงกลายเป็นทางเลือกยอดนิยม เพราะได้ใช้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีระบบบริหารจัดการที่พร้อม และมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจคือ ในระบบแฟรนไชส์ที่มีผู้เล่นอยู่ 2 ฝ่าย ได้แก่ “เจ้าของแบรนด์” หรือ Franchisor และ “ผู้ซื้อแฟรนไชส์” หรือ Franchisee ใครกันแน่ที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่า
หลายคนอาจมองว่าแฟรนไชส์ซีหรือเจ้าของสาขาแฟรนไชส์เป็นผู้รับรายได้จากการขายสินค้าโดยตรง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ได้รับค่าธรรมเนียมจากทุกสาขาโดยแทบไม่ต้องลงมาบริหารร้านเอง
แล้วในโลกความเป็นจริง ใครคือผู้ที่สร้างความมั่งคั่งได้มากกว่ากัน?
ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายในธุรกิจแฟรนไชส์

ก่อนตอบคำถามว่าใครรวยกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละฝ่ายทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร
Franchisor หรือ เจ้าของแบรนด์
Franchisor คือ ผู้คิดค้นแบรนด์ พัฒนาสินค้า และสร้างระบบธุรกิจขึ้นมา เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือร้านสะดวกซื้อ จากนั้นนำโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปขายสิทธิ์ให้ผู้อื่นนำไปดำเนินกิจการ หน้าที่ของ Franchisor คือ พัฒนาแบรนด์ วางมาตรฐานการดำเนินงาน ทำการตลาดภาพรวม สนับสนุนและฝึกอบรมผู้ซื้อแฟรนไชส์ ควบคุมคุณภาพของทั้งระบบ
Franchisee หรือ ผู้ซื้อสิทธิ์
Franchisee คือ ผู้ลงทุนเปิดสาขา โดยจ่ายเงินเพื่อซื้อสิทธิ์ในการใช้แบรนด์และระบบของเจ้าของแฟรนไชส์ หน้าที่หลักคือ ลงทุนเปิดร้าน จ้างพนักงาน ดูแลยอดขาย บริหารต้นทุน รับความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ
พูดง่ายๆ คือ Franchisor เปรียบเสมือน “เจ้าของสูตร” ส่วน Franchisee คือ “คนลงเงินเปิดร้าน”

เงินไหลเข้ากระเป๋าใคร
เมื่อร้านเปิดดำเนินการแล้ว รายได้จะถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน
Franchise Fee
เป็นค่าแรกเข้า หรือค่าซื้อสิทธิ์ในการใช้แบรนด์ เงินก้อนนี้ไหลเข้าสู่เจ้าของแฟรนไชส์ทันทีตั้งแต่วันเริ่มต้นธุรกิจ
Royalty Fee
เป็นค่าธรรมเนียมรายเดือนที่ Franchisee ต้องจ่ายให้เจ้าของแบรนด์ จุดสำคัญคือ Royalty มักคำนวณเป็น 3-5% จาก “ยอดขาย” ไม่ใช่ “กำไร” นั่นหมายความว่า แม้ร้านจะมีกำไรไม่มาก เจ้าของแบรนด์ก็ยังได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วนยอดขายอยู่ดี
Marketing Fee
ธุรกิจแฟรนไชส์หลายแบรนด์จะเก็บเงินส่วนกลาง เพื่อนำไปใช้ทำโฆษณาและสร้างการรับรู้แบรนด์ แม้ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะเป็นผู้จ่ายเงิน แต่ผลประโยชน์จะกระจายไปยังทั้งระบบ

รายได้จากวัตถุดิบ
หลายแบรนด์กำหนดให้ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทแม่หรือผู้จัดจำหน่ายที่กำหนด ทำให้เจ้าของแบรนด์มีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง
รายได้จากอสังหาริมทรัพย์
ในบางระบบ เจ้าของแฟรนไชส์เป็นผู้เช่าพื้นที่ก่อนแล้วนำไปปล่อยต่อให้แฟรนไชส์ซี จึงมีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มเติม เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าเจ้าของแบรนด์มีรายได้หลายช่องทาง ขณะที่เจ้าของสาขาพึ่งพารายได้จากการขายสินค้าเป็นหลัก
ความเสี่ยงอยู่ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
แม้แฟรนไชส์จะมีระบบช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเสมอไป
- ต้นทุนแรงงาน ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อกำไรของร้าน
- ค่าเช่าพื้นที่ หากยอดขายไม่เติบโตตามที่คาด ค่าเช่าอาจกลายเป็นภาระสำคัญ
- เงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า และต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น ล้วนกระทบต่อกำไรของสาขา
- ความเสี่ยงจากยอดขาย
หากลูกค้าลดลง หรือมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา แฟรนไชส์ซีเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เจ้าของแบรนด์มีความเสี่ยงในระดับระบบ แต่เจ้าของสาขาต้องเผชิญความเสี่ยงในชีวิตจริงทุกวัน หากขายไม่ได้ เจ้าของสาขาเป็นผู้ขาดทุนก่อน

แฟรนไชส์ซีรวยได้จริงหรือไม่
คำตอบคือ “รวยได้” แต่ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด
กรณีมีเพียง 1 สาขา
เจ้าของร้านจำนวนมากสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง และมีผลตอบแทนดีกว่าการเป็นพนักงานประจำ แต่การจะกลายเป็นเศรษฐีจากร้านเพียงสาขาเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย
กรณีมีหลายสาขา
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ นักลงทุนที่ซื้อแฟรนไชส์และประสบความสำเร็จในต่างประเทศมักไม่ได้หยุดอยู่ที่สาขาแรก เมื่อร้านแรกประสบความสำเร็จ พวกเขาจะขยายเป็น 5 สาขา 10 สาขา หรือมากกว่านั้น ยิ่งมีหลายสาขา ต้นทุนบางส่วนยิ่งเฉลี่ยลดลง และกำไรโดยรวมมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
Multi-unit Franchisee

ในสหรัฐอเมริกา มีนักลงทุนจำนวนมากที่ถือสิทธิ์แฟรนไชส์หลายสิบสาขา คนกลุ่มนี้มักมีรายได้สูงกว่าผู้ประกอบการทั่วไป และบางรายสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านบาทได้
ในไทยผู้ถือสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC มีทั้งหมด 3 รายหลัก ภายใต้การดูแลของบริษัทแม่คือ Yum Restaurants International (Thailand) โดยผู้รับสิทธิ์ ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSR of Asia – QSA) บริหารงานโดยกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เป็นผู้ถือสิทธิ์รายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน, บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริหารงานโดยกลุ่มเซ็นทรัล
ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกที่นำ KFC เข้ามาในไทย และ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริหารงานโดยกลุ่มนักลงทุนเดิม ร่วมกับ Devyani International ยักษ์ใหญ่ด้านร้านอาหารจากอินเดียที่เข้ามาร่วมทุน
กรณีศึกษา 1 เมื่อเจ้าของแบรนด์รวยกว่าคนซื้อแฟรนไชส์

McDonald’s ธุรกิจที่ขายมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์ หลายคนเข้าใจว่า McDonald’s เป็นธุรกิจขายอาหารจานด่วน แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์จำนวนมาก บริษัทสร้างรายได้มหาศาลจากระบบแฟรนไชส์และอสังหาริมทรัพย์
โมเดลของ McDonald’s คือ การให้ผู้ประกอบการลงทุนเปิดร้านเอง ขณะที่บริษัทได้รับค่าแฟรนไชส์ ค่า Royalty และค่าเช่าพื้นที่ในหลายประเทศ
ผลลัพธ์คือ ยิ่งมีสาขามาก บริษัทแม่ยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น แม้ไม่ได้เป็นผู้ทอดเฟรนช์ฟรายส์หรือยืนรับออเดอร์เอง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่สร้างแบรนด์และระบบธุรกิจสำเร็จ มักได้รับผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าเจ้าของร้านแต่ละสาขา
กรณีศึกษา 2 เมื่อแฟรนไชส์ซีรวยกว่าที่หลายคนคิด
จากร้านเดียวสู่หลายสิบสาขาในสหรัฐอเมริกา มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่เริ่มต้นจากการซื้อแฟรนไชส์เพียง 1 สาขา หลังจากบริหารจนประสบความสำเร็จ พวกเขานำกำไรไปลงทุนเปิดสาขาเพิ่ม จาก 1 สาขา เป็น 5 สาขา, จาก 5 สาขา เป็น 20 สาขา และบางรายขยายไปมากกว่า 100 สาขา คนกลุ่มนี้เรียกว่า Multi-unit Franchisee
พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ แต่สามารถสร้างรายได้ระดับหลายล้านดอลลาร์ต่อปีจากการบริหารเครือข่ายร้านของตนเอง นักวิเคราะห์ด้านแฟรนไชส์ในสหรัฐฯ มองว่า คนกลุ่มนี้คือผู้ชนะตัวจริงในระบบแฟรนไชส์ เพราะใช้แบรนด์ของผู้อื่นสร้างอาณาจักรธุรกิจให้เป็นของตัวเอง เหมือนกรณีผู้ถือสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC ในไทยมีทั้งหมด 3 รายหลัก QSA, CRG, RD
สรุป
หากถามว่าใครรวยกว่ากันระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ คำตอบอาจเป็นเรื่องของใครมีโมเดลสร้างรายได้อย่างไร เจ้าของแบรนด์มีข้อได้เปรียบจากการได้รับรายได้จากหลายสาขาพร้อมกัน และสามารถขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนของผู้อื่นถือเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตธุรกิจ ขณะที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องรับความเสี่ยงมากกว่าเจ้าของแบรนด์ แต่ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง หากสามารถบริหารร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายกิจการได้หลายสาขา
แหล่งข้อมูล
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




