อินเดียไม่ใช่ประเทศแรก! 7-Eleven ยักษ์ร้านสะดวกซื้อ ขาดทุน ถอนตัวจากตลาด
ลองนึกภาพแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 87,000 สาขา บุกเข้าไปประเทศไหน คนจำนวนมากก็รู้จักชื่อ สินค้าก็เป็นของที่คนซื้อกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนํ้าดื่ม ขนม อาหารพร้อมกิน หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่พอแบรนด์นี้เข้าไปเปิดร้านในอินเดีย กลับกลายเป็นว่าธุรกิจไปต่อไม่ไหว จนต้องปิดร้านที่เหลือทั้งหมด แบรนด์ที่เรากำลังพูดถึงก็คือ 7-Eleven
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ร้าน 7-Eleven ทั้ง 31 สาขาที่เหลือในเมืองมุมไบและปูเนปิดให้บริการทั้งหมด ก่อนปิดสาขาทั้งหมดทั่วประเทศในสิ้นเดือนตุลาคม 2026 สวนทางกับคู่แข่งอย่าง LAWSON 108 เตรียมเปิดสาขาแรกในอินเดียปี 2027
หลังจากแบรนด์สิ้นสุดความร่วมมือกับ Reliance Retail บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของอินเดีย และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ผลประกอบการของธุรกิจในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 มีรายได้ประมาณ 920 ล้านรูปี แต่กลับขาดทุนสุทธิเกือบ 900 ล้านรูปี ถ้าคิดเป็นเงินบาท รายได้อยู่ที่ประมาณ 320 ล้านบาท ขณะที่ขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ บริษัทมีรายได้เกือบพันล้านรูปี แต่เงินที่ขาดทุนกลับเกือบเท่ากับรายได้ทั้งหมด ทั้งที่ในอินเดียไม่ใช่แบรนด์หน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เป็นหนึ่งในชื่อที่คนทั่วโลกคุ้นเคยกันดีคำถามคือ
เกิดอะไรขึ้นในอินเดีย ทำไมร้านสะดวกซื้อที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ ถึงเอาตัวไม่รอดในตลาดแห่งนี้ แล้วถ้า 7-Eleven ยังพลาดได้ แบรนด์อื่นที่กำลังจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้
วันนี้เราจะพาไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ 7-Eleven ในอินเดีย ประเทศอื่นที่แบรนด์เคยถอนตัว จำนวนสาขาทั่วโลก ไปจนถึงคำถามสำคัญที่สุดว่า ทำไมธุรกิจแฟรนไชส์ที่ขายดีในประเทศหนึ่ง ถึงอาจขายไม่ออกในอีกประเทศหนึ่ง ทั้งที่ใช้แบรนด์เดียวกัน
1. จากความหวังในอินเดีย สู่การปิดร้านทั้งหมด

ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม 2021 7-Eleven เริ่มเปิดตลาดอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยจับมือกับ Reliance Retail ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์หลักในประเทศ ตอนนั้นดูเป็นการจับคู่ที่น่าสนใจมากฝั่งหนึ่งคือ 7-Eleven แบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่มีประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศมายาวนาน ส่วนอีกฝั่งคือ Reliance Retail ที่มีเครือข่ายค้าปลีกและความเข้าใจตลาดอินเดียอยู่แล้ว
สาขาแรกเปิดที่เมืองมุมไบ ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น โดยจำนวนร้านเคยขึ้นไปสูงสุดประมาณ 60 สาขา แต่หลังจากนั้นจำนวนสาขาก็ค่อยๆ ลดลง จนเหลือ 31 สาขาสุดท้ายในเมืองมุมไบและปูเน และเตรียมปิดตัวทั้งหมดสิ้นเดือนตุลาคม 2026
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลราวๆ 1,428 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีผู้บริโภคที่ต้องซื้ออาหารกับของใช้ประจำวันอยู่ตลอดเวลา ฟังดูเหมือนเป็นตลาดที่น่าจะมีโอกาสมหาศาลสำหรับร้านสะดวกซื้อ แต่ปัญหาของการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ว่า ประเทศนั้นมีคนเยอะแค่ไหนเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญกว่าก็คือ ผู้บริโภคเหล่านั้นซื้อของจากใคร ซื้ออย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการร้านของเรา ตรงนี้เองที่ 7-Eleven ต้องเผชิญกับคู่แข่งซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คิด
2. คู่แข่งของ 7-Eleven ไม่ได้มีแค่ร้านสะดวกซื้อด้วยกัน

ถ้าเป็นประเทศไทย เวลาเราหิวตอนดึก อยากซื้อนํ้าเย็นๆ อยากได้ขนม หรืออยากหาอาหารกินง่ายๆ เราอาจนึกถึง 7-Eleven เป็นตัวเลือกแรกๆ แต่ในอินเดีย ผู้บริโภคมีทางเลือกอื่นอยู่แล้ว และทางเลือกเหล่านั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลัง 7-Eleven เข้าไปทำตลาด คู่แข่งกลุ่มแรกคือร้านขายของชำขนาดเล็กที่เรียกว่า “คิรานา” หรือ Kirana
ร้านเหล่านี้กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยและชุมชนต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมานาน คนในพื้นที่รู้จักเจ้าของร้าน รู้ว่าร้านไหนขายอะไร และบางแห่งยังให้ลูกค้าประจำซื้อของเชื่อไว้ก่อนได้ด้วย ลองนึกถึงร้านขายของชำใกล้บ้านเราที่เจ้าของจำได้ว่า ลูกค้าคนนี้ชอบซื้ออะไร หรือบ้านหลังนี้มักจะซื้อของอะไรเป็นประจำ
ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ร้านเชนจากต่างประเทศสร้างขึ้นมาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ร้านคิรานาบางแห่งยังรับสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์และจัดส่งให้ถึงบ้าน ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกล สำหรับคนที่ต้องการซื้อของเพียงไม่กี่ชิ้น ร้านใกล้บ้านที่คุ้นเคยอาจตอบโจทย์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีเหตุผลให้เปลี่ยนไปซื้อจากแบรนด์ระดับโลกเลย
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะคู่แข่งอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ร้านสะดวกซื้อ” ไปอีกขั้น นั่นก็คือธุรกิจ Quick Commerce หรือแพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว เช่น Blinkit, Zepto และ Swiggy Instamart บริการเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสั่งขนม เครื่องดื่ม ของชำ และสินค้าในชีวิตประจำวันผ่านแอป แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้ภายในเวลาประมาณ 10–15 นาทีในบางพื้นที่
ลองคิดดูว่า ถ้าคุณสามารถนอนอยู่บนโซฟา แล้วสั่งนํ้า ขนม หรือของใช้มาส่งถึงหน้าบ้านได้ภายในไม่กี่นาที คุณยังจำเป็นต้องเดินออกจากบ้านไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหรือไม่แน่นอนว่าลูกค้าบางคนยังต้องการเดินเข้าร้าน เลือกสินค้าเอง หรือซื้ออาหารพร้อมกินทันที แต่สำหรับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการสั่งซื้อจากบ้าน บริการเหล่านี้เข้ามาแย่งความต้องการไปได้ไม่น้อย
และนี่คือปัญหาสำคัญของ 7-Eleven ในอินเดีย บริษัทไม่ได้กำลังแข่งขันกับร้านสะดวกซื้ออีกแบรนด์หนึ่งเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกับทั้งร้านท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับลูกค้า และแพลตฟอร์มที่ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ร้านอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ คู่แข่งไม่ได้แย่งแค่ยอดขาย แต่กำลังแย่งเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าต้องออกจากบ้านด้วย
3. เมื่อรายได้เกือบพันล้านรูปี ยังไม่พอให้ธุรกิจอยู่รอด

ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ธุรกิจ 7-Eleven ในอินเดียมีรายได้ประมาณ 920 ล้านรูปี และขาดทุนสุทธิเกือบ 900 ล้านรูปี ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสาขาขาดทุนเท่ากัน หรือร้านทุกแห่งไม่มีลูกค้า แต่สะท้อนว่าผลประกอบการรวมของกิจการยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามที่คาดหวัง
แล้วทำไมการขายของที่คนต้องใช้ทุกวันถึงเป็นธุรกิจที่ยากได้ขนาดนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นทุนของร้านสะดวกซื้อ ร้านหนึ่งแห่งมีค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าสต็อกสินค้า ค่าไฟฟ้า ระบบขนส่ง และต้นทุนในการบริหารจัดการ ต่อให้สินค้าขายได้ แต่ถ้ายอดขายต่อวันไม่มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ร้านก็อาจขาดทุนได้อยู่ดี
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าร้านแห่งหนึ่งมีลูกค้าเข้ามาซื้อของทุกวัน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพียงสินค้าราคาตํ่า และร้านมีค่าเช่ากับค่าจ้างพนักงานค่อนข้างสูง แม้จะมีคนเดินเข้าร้าน แต่เงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้าอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ร้านจึงต้องขายให้ได้มากขึ้น เพิ่มยอดซื้อต่อบิล หรือทำให้มีลูกค้ากลับมาซื้อซํ้ามากพอ
แต่ถ้าต้องลดราคาเพื่อดึงลูกค้า ก็อาจทำให้กำไรต่อชิ้นลดลงไปอีก นี่คือความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกที่หลายคนมองข้าม เพราะเราเห็นเพียงเงินที่ลูกค้าจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่ได้เห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อยู่หลังร้านและถ้าร้านยังมีจำนวนไม่มากพอที่จะกระจายต้นทุนด้านการจัดซื้อและการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายสาขาก็อาจกลายเป็นภาระมากกว่าข้อได้เปรียบ ดังนั้น การมีแบรนด์ดังจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำกำไรได้เสมอไป
4. อินเดียไม่ใช่ประเทศแรกที่ 7-Eleven ต้องถอนตัว
ถ้าเราคิดว่าการปิดกิจการในอินเดียเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ 7-Eleven ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ที่ผ่านมา แบรนด์เคยถอนตัวจากตลาดต่างประเทศบางแห่งมาแล้ว และแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน
กรณีแรก อินโดนีเซีย
7-Eleven เคยเข้าไปเปิดตลาดอินโดนีเซียในปี 2009 และสร้างภาพจำที่แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยหลายสาขาเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มานั่งเล่น พบปะเพื่อน และใช้ Wi-Fi ในช่วงหนึ่ง ร้านกลายเป็นจุดนัดพบของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่การเป็นสถานที่ที่คนชอบไป
ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างยอดซื้อซํ้าได้มากพอสำหรับธุรกิจเสมอไป ในปี 2016 เครือข่ายมีร้านประมาณ 161 สาขา ก่อนที่ผู้ดำเนินธุรกิจท้องถิ่นจะประกาศปิดร้านทั้งหมดในวันที่ 30 มิถุนายน 2017
ปัจจัยสำคัญที่บริษัทระบุคือข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการดำเนินงาน หลังแผนขายและโอนธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามที่ตั้งใจ กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ต่อให้ร้านมีภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม แต่ถ้าโมเดลธุรกิจไม่สามารถสร้างยอดขายและรักษาสภาพคล่องได้ ก็อาจไปต่อไม่ไหวเช่นกัน
กรณีที่สอง อิสราเอล

7-Eleven เปิดร้านแรกในอิสราเอลเมื่อเดือนมกราคม 2023 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น และมีร้านประมาณ 8 สาขา แต่ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ก่อนที่ผู้ดำเนินธุรกิจจะขายร้านและยุติการดำเนินงานภายใต้แบรนด์ 7-Eleven ในปี 2024 รายงานข่าวในช่วงนั้นกล่าวถึงผลประกอบการที่อ่อนแอและการขาดทุน รวมถึงความท้าทายจากสถานการณ์สงครามและความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การขายกิจการไม่ได้หมายความว่าร้านทุกแห่งต้องปิดประตูถาวร เพราะร้านบางส่วนถูกเปลี่ยนไปดำเนินงานภายใต้ชื่อแบรนด์ท้องถิ่นแทน สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนคือ การเข้าสู่ตลาดใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องสินค้าและทำเล แต่ยังมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินธุรกิจได้ด้วย
กรณีที่สาม สหราชอาณาจักร
กรณีนี้ต้องย้อนกลับไปไกล 7-Eleven เคยเปิดดำเนินงานในสหราชอาณาจักร ก่อนที่ร้านทั้ง 57 แห่งจะถูกขายให้กับ Budgens ในปี 1997 เรื่องนี้แตกต่างจากกรณีอินเดีย เพราะเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน และไม่ควรนำสาเหตุของการถอนตัวในอดีตมาเหมารวมว่าเหมือนกับปัญหาที่บริษัทเผชิญในปัจจุบัน
ทั้งสามกรณีจึงมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน แต่มีประเด็นร่วมที่น่าคิดคือ การมีชื่อเสียงระดับโลกไม่ได้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในทุกตลาดโดยอัตโนมัติ
5. ทำไม 7-Eleven ถึงยังแข็งแกร่งในหลายประเทศ

ทีนี้เรามาดูอีกด้านหนึ่งกัน ถ้า 7-Eleven เป็นธุรกิจที่บริหารได้ยากขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยังมีร้านอยู่ทั่วโลก คำตอบคือ แม้บางตลาดจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในอีกหลายประเทศ 7-Eleven กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
ข้อมูลจาก Seven & i Holdings ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เครือข่าย 7-Eleven ทั่วโลกมีประมาณ 87,000 สาขา โดยตัวเลขนี้อ้างอิงข้อมูล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 สำหรับญี่ปุ่น และสิ้นเดือนธันวาคม 2024 สำหรับตลาดต่างประเทศ
ลองมาดูตัวเลขรายประเทศกัน
ญี่ปุ่น ประมาณ 21,600 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr และข้อมูลทางการของบริษัทระบุจำนวนร้าน 21,552 สาขา ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 สำหรับ Seven-Eleven Japan โดยยังมีร้านในโอกินาวาแยกต่างหาก
ไทย ประมาณ 15,400 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr ภายใต้การดำเนินงานของ CP All สหรัฐอเมริกา ประมาณ 12,400 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr โดยตัวเลขอาจแตกต่างตามขอบเขตการนับแบรนด์และกิจการในเครือ
- เกาหลีใต้ ประมาณ 12,000 สาขาในปี 2024
- ไต้หวัน ประมาณ 7,100 สาขาในปี 2025
- จีน ประมาณ 5,600 สาขาในปี 2025
- ฟิลิปปินส์ ประมาณ 4,500 สาขาในปี 2025
- มาเลเซีย ประมาณ 2,600 สาขาในปี 2025
- เม็กซิโก ประมาณ 1,900 สาขาในปี 2023
- ออสเตรเลีย ประมาณ 760 สาขาในปี 2026
นอกจากนี้ ยังมีตลาดอย่างแคนาดา สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และประเทศในกลุ่มนอร์ดิกอีกด้วยเห็นภาพชัดเจนว่า เครือข่ายของ 7-Eleven กระจุกตัวอยู่ในเอเชียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไทย และเกาหลีใต้แล้วอะไรทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถรองรับร้านสะดวกซื้อจำนวนมากได้

ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ได้ขายแค่ของใช้
ในญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ซื้อขนมหรือนํ้าดื่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้ชีวิตในเมือง ลูกค้าสามารถซื้ออาหารพร้อมรับประทาน ข้าวกล่อง กาแฟ และสินค้าอีกหลายประเภท รวมถึงใช้บริการบางอย่างที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือ ร้านต้องทำให้ลูกค้ามีเหตุผลที่จะกลับมาใช้บริการบ่อยๆ ไม่ใช่แค่แวะเข้ามาเมื่อจำเป็นเท่านั้น
สินค้าที่ตอบโจทย์คนทำงาน นักเรียน และคนที่ต้องการความรวดเร็ว จึงเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากสินค้าอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบจัดซื้อ การกระจายสินค้า การบริหารสาขา และการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วย
ไทย ร้านสะดวกซื้อที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน
ส่วนประเทศไทย เราคุ้นเคยกับ 7-Eleven มากจนบางครั้งอาจไม่ทันสังเกตว่าร้านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้บริโภคไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหารเช้าก่อนไปทำงาน ซื้อเครื่องดื่มระหว่างวัน หาอาหารตอนกลางคืน หรือแวะซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเดินทาง
อีกจุดหนึ่งคือความครอบคลุมของทำเล ทั้งในชุมชน ย่านที่พักอาศัย และพื้นที่ที่มีคนเดินทางผ่านจำนวนมาก ยิ่งร้านอยู่ใกล้ลูกค้า โอกาสที่ลูกค้าจะแวะเข้ามาก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การขยายสาขาจำนวนมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีระบบสนับสนุนที่แข็งแรง ทั้งคลังสินค้า การขนส่ง การจัดการสินค้า และการบริหารแฟรนไชส์ ซึ่งการมีร้านเยอะจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาที่เปิดร้านให้ได้มากที่สุด แต่ต้องทำให้แต่ละสาขาสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วย
เกาหลีใต้และไต้หวัน ร้านสะดวกซื้อที่เข้ากับชีวิตคนเมือง
เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นอีกสองตลาดที่มีเครือข่ายร้านสะดวกซื้อหนาแน่น เมื่อร้านอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน หรืออยู่ตามเส้นทางที่ผู้คนใช้เป็นประจำ การซื้อสินค้าชิ้นเล็กๆ ก็ทำได้ง่ายขึ้นแต่การจะทำให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว สินค้าที่มีให้เลือก ราคาความรวดเร็วในการซื้อ และบริการที่ลูกค้าคุ้นเคย ล้วนมีส่วนทำให้ร้านกลายเป็นตัวเลือกประจำได้ พูดอีกอย่างก็คือ ร้านสะดวกซื้อที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขายเพียงแค่สินค้า แต่ขายความสะดวกที่เข้ากับชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย
บทสรุป

กลับมาที่คำถามแรก ทำไม 7-Eleven ถึงประสบความสำเร็จในหลายประเทศ แต่กลับต้องปิดทุกสาขาในอินเดีย คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบรนด์ดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารูปแบบธุรกิจของแบรนด์นั้นเข้ากับตลาดที่เข้าไปมากแค่ไหน7-Eleven มีจุดแข็งเรื่องชื่อเสียง ประสบการณ์ และระบบร้านสะดวกซื้อ แต่ในอินเดียบริษัทต้องแข่งขันกับร้านท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชุมชนและเข้าใจลูกค้ามานาน รวมถึงแพลตฟอร์มส่งด่วนที่เปลี่ยนวิธีซื้อสินค้าของผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและไทย ร้านสะดวกซื้อได้เข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของผู้คน และมีเครือข่ายการดำเนินงานที่รองรับการขยายสาขาจำนวนมาก สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ความสำเร็จของแฟรนไชส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าเหมือนกันทุกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการนำเสนอสินค้าและบริการที่ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ต้องการจริงๆ
ลองคิดดูนะว่า ถ้าร้านหนึ่งขายสินค้าเหมือนกับคู่แข่งทุกอย่าง แต่ลูกค้าต้องเดินทางไกลกว่า ราคาแพงกว่า หรือซื้อของผ่านช่องทางอื่นได้สะดวกกว่า ลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องเลือกเรา ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วสามารถตอบโจทย์นั้นได้ดีพอ ธุรกิจเล็กๆ ในชุมชนก็อาจแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้เช่นกัน

เรื่องของ 7-Eleven ในอินเดียจึงไม่ได้เป็นแค่ข่าวการปิดร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง แต่เป็นกรณีศึกษาที่เตือนให้เห็นว่า ต่อให้มีเงินทุน มีเทคโนโลยี มีระบบ และมีชื่อเสียงระดับโลก ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จในทุกตลาด
เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจไม่ได้แข่งกันว่าใครเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันว่า ใครเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า ใครตอบโจทย์ชีวิตของลูกค้าได้มากกว่า และใครสามารถทำสิ่งนั้นได้ในต้นทุนที่ธุรกิจอยู่รอดได้จริง และนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก
อย่าเริ่มจากคำถามว่า เราอยากขายอะไร แต่ให้เริ่มจากคำถามว่า ลูกค้าต้องการอะไร และทำไมเขาถึงควรซื้อจากเรา เพราะต่อให้เราเป็นแบรนด์ระดับโลก หากตอบคำถามนี้ไม่ได้ ตลาดก็อาจไม่ใช่ของเราแต่ถ้าเราเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็มีโอกาสสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาดได้เหมือนกัน
แหล่งข้อมูล
- https://citly.me/tyypus
- https://citly.me/qt3kfn
- https://citly.me/lkbpmq
- https://citly.me/i3jn1i
- https://citly.me/3ssrze
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




