หม้อไฟเวียดนาม! ตลาด 9 แสนล้านบาท ร้านเล็กเน้นปริมาณ! ร้านใหญ่เน้นรายได้
ถ้าพูดถึงหม้อไฟอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าพูดว่าเป็นร้านสุกี้ อาจทำให้มองเห็นภาพได้ชัดมากขึ้น ในเมืองไทยถือเป็นตลาดที่การแข่งขันสูง มีหลายแบรนด์อย่างที่เราทราบเช่น MK Restaurants , สุกี้ ตี๋น้อย , ลัคกี้ สุกี้ , โบนัสสุกี้ , ชาบูชิ , Mo-Mo-Paradise และยังไม่นับรวมพวกร้านหม่าล่าหม้อไฟต่างๆ เข่น แซวอรี่ หม่าล่าทั่ง , ยอนนี่ปลาต้มผักกาดดอง , โมหยูเหมียว เป็นต้น
สำรวจตลาดนี้ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 31,000 ล้านบาท พฤติกรรมของลูกค้านิยมบริโภคเฉลี่ย 2-4 ครั้ง/เดือน และเน้นความคุ้มค่า คุ้มราคา กลุ่มที่ตั้งราคากลางๆ ประมาณ 219 – 300 บาท คือกลุ่มราคาที่คนให้ความสนใจมากที่สุดถ้าวัดกันที่จำนวนสาขา อันดับ 1 ต้องยกให้ MK ที่มีสาขารวมกว่า 430 แห่ง โดยยึดพื้นที่ทำเลยึดพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ
ขณะที่อันดับ 2 คือสุกี้ตี๋น้อย สาขารวมกว่า 100 แห่ง เน้นแบบ Stand-alone ขนาดใหญ่นอกห้างและคอมมูนิตี้มอลล์ที่รองรับที่จอดรถและลูกค้าได้จำนวนมาก ส่วนอันดับ 3 คือ ชาบูชิ จำนวนสาขาประมาณ 130 แห่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่นิยมการทานแบบสายพานสไตล์ญี่ปุ่น
และถ้าดูกันที่เรื่องของรายได้ MK ก็ยังครองตลาดสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านบาท ตามมาคือสุกี้ตี๋น้อย ประมาณ 10,000 ล้านบาท แม้รายได้จะน้อยกว่า MK แต่สุกี้ตี๋น้อยก็มีประสิทธิภาพในแง่รายได้ต่อสาขาที่สูงกว่า 80-100 ล้านบาทต่อปี
ในไทยว่าเดือด! แต่ในเวียดนามเดือดกว่า ตลาด 9 แสนล้านบาท

ลองไปดูในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ขนาดเศรษฐกิจเริ่มเติบโตแซงเมืองไทยในหลายด้าน หากมองในแง่ของตลาดอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท และดูเหมือนว่ามีหลายปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจนี้ยิ่งเติบโต
- กำลังซื้อของชนชั้นกลางพุ่งสูง ซึ่งมีรายงานจาก World Bank ว่าชนชั้นกลางในเวียดนามมีอัตราเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 36% ของประชากรภายในปี 2026–2030 ส่งผลให้คนกล้าจับจ่ายอาหารในราคาที่สูงขึ้น
- วัฒนธรรมการกินแบบ Sharing โดยคนเวียดนามให้ความสำคัญกับการกินข้าวร่วมกันในกลุ่มเพื่อนและครอบครัว หม้อไฟจึงเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างดี
- การเพิ่มขึ้นของ Gen Z และ Millennials มีผลสำรวจระบุว่ามากกว่า 50% ของคนเวียดนามมีอายุตํ่ากว่า 35 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเปิดรับวัฒนธรรมอาหารต่างชาติ รวมถึงใส่ใจเรื่องบรรยากาศร้านที่ถ่ายรูปสวยเพื่ออัพโซเชี่ยล
ทั้งนี้หากนำธุรกิจในกลุ่มร้านหม้อไฟ / สุกี้ มาจัดอันดับตามจำนวนสาขา และรายได้พบว่า
1. Golden Gate Group (GGG)
เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสาขามากที่สุดมากกว่า 300 แห่ง โดยมีแบรนด์หลักอย่าง Kichi-Kichi ประมาณ 110 สาขา, Manwah ประมาณ 70 สาขา รวมถึงแบรนด์ในเครืออย่าง Hutong และ Ashima ที่มีสาขากระจายทั่วเมืองใหญ่
2. Redsun ITI Corporation
มีสาขาประมาณ 70 แห่ง แบรนด์หลักคือ Hotpot Story ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ
3. Dookki Vietnam
เน้นสุกี้หม้อไฟสไตล์เกาหลี ราคาประหยัด เน้นทำเลใกล้สถานศึกษาและห้างสรรพสินค้า

แต่ถ้ามาดูกันที่ตัวเลขรายได้ Golden Gate Group (GGG) ก็ยังเป็นผู้นำ รายได้รวมทั้งเครือธุรกิจกว่า 11,000 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะธุรกิจร้านหม้อไฟ/สุกี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 คือ Haidilao Vietnam ที่มีรายได้ประมาณ 3,300 ล้านบาท แต่เป็นที่ 1 ในด้านการทำรายได้ต่อสาขา ส่วนอันดับ 3 คือ Redsun ITI ที่มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีมองในอีกด้านแม้กลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้จะครองตลาดในแง่ของสาขารวมที่มีกว่า 30% ของทั้งประเทศค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่ใช้บริการในแบรนด์พรีเมี่ยมเหล่านี้ประมาณ 300,000 – 600,000 ดอง หรือประมาณ 400 – 800+ บาท/คนกลยุทธ์การขายคือเน้นบริการแบบพรีเมี่ยมที่แม้คนส่วนใหญ่จะนิยม แต่ก็มีกลุ่มร้านหม้อไฟในกลุ่มร้านทั่วไปที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่น้อยเช่นกัน
ส่วนใหญ่จะเป็นร้านริมทาง / ตึกแถว ที่มีจำนวนร้านรวมกันมากกว่า 70% อาจไม่เน้นความพรีเมี่ยมเท่าร้านใหญ่แต่เน้นการขายปริมาณในราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายกว่า รายจ่ายต่อคนเมื่อใช้บริการประมาณ 100,000 – 200,000 ดอง หรือประมาณ 130 – 270 บาท โดยมีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจเช่น
- Lẩu Cua Đất Mũi (เหลา กัว ดัด มุ่ย) นํ้าซุปเข้มข้น ขยายหลายสาขาในโฮจิมินห์ เจาะกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในราคาที่ไม่แพง
- Bò Nhúng Dấm (บ่อ นุง เซิ้ม) เป็นร้านอดฮิตในฮานอย เติบโตจากร้านตึกแถวจนกลายเป็นร้านท้องถิ่นที่มีหลายสาขา เน้นรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมเนื้อวัวสไลด์และผักสดพื้นบ้าน ราคาเข้าถึงง่าย
- Lẩu Bò Ba Toòng (เหลา บ่อ บา ต่อง) ร้านหม้อไฟเนื้อวัว ที่เน้นการจัดแต่งร้านดึงดูดสายคอนเทนต์ ตั้งราคาขายในระดับสตรีทฟู้ดทั่วไป จึงเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้เราจะเห็นความหลากหลายของธุรกิจหม้อไฟ/สุกี้ในเวียดนามที่แม้จะเป็นตลาดที่แข่งขันสูง แต่ร้านก็มีการพัฒนาเพื่อสร้างจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ รวมถึงโฟกัสกลุ่มลูค้าของตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางของการประชาสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากกับการทำธุรกิจในยุคนี้ที่หากรู้ว่าสินค้าทำมาเพื่ออะไร ทำมาขายใคร จะมีโอกาสสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
อ้างอิง :
- https://citly.me/cblX6
- https://citly.me/CsYbm
- https://citly.me/sJTO6
- https://citly.me/DXpRA
- https://citly.me/lZrLC
- https://citly.me/AucrY
- https://citly.me/RbhAi
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




