หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา ปั้นธุรกิจอาหาร โกยยอดขาย ปีละ 22 ล้านบาท !

นี่คือเรื่องราวของ Nico Vergara ผู้ก่อตั้ง Nico’s Ice Cream ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ผู้เริ่มต้นธุรกิจในปี 2021 ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ก่อนขยายจากรถเข็นขายไอศกรีมไปสู่ร้านค้าถึง 2 สาขา และนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านขายของชำประมาณ 60 แห่งทั่วรัฐโอเรกอนและวอชิงตัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวัยเพียง 23 ปี Vergara ไม่ได้มีแค่ธุรกิจไอศกรีม แต่ยังทดลองขยายไปทำร้านอาหารเม็กซิกันและร้านกาแฟด้วย แม้ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการเป็นผู้ประกอบการเรื่องราวของเขาจึงไม่ได้มีแค่การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า การมีสินค้าที่แตกต่าง การรู้จักบริหารเงิน และการกล้าลงทุน ไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจจะประสบความสำเร็จเสมอไป

จุดเริ่มต้นจากเงินเก็บ 25,000 ดอลลาร์ กับเงินช่วยเหลือจากครอบครัว

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

ก่อนจะสร้างแบรนด์ Nico’s Ice Cream ขึ้นมา Vergara เคยทำงานในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมาก่อน โดยมีประสบการณ์ช่วยบริหารธุรกิจ Zed’s Real Fruit Ice Cream ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้การทำงานจริง ตั้งแต่การจัดการพนักงาน การเจรจาสัญญาเช่า ไปจนถึงการจัดหาอุปกรณ์สำหรับเปิดร้าน

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขามองเห็นโอกาสในไอศกรีมสไตล์นิวซีแลนด์ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การนำผลไม้จริงมาปั่นผสมกับเนื้อไอศกรีมเบสด้วยเครื่องปั่นเฉพาะทาง ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เบาและรสชาติผลไม้ที่โดดเด่นแม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่ได้เป็นคนที่ชื่นชอบขนมหวานหรือไอศกรีมเป็นพิเศษ แต่เมื่อได้ลองไอศกรีมรูปแบบนี้ เขากลับมองเห็นศักยภาพของสินค้า

Vergara เริ่มต้นธุรกิจในปี 2021 ด้วยเงินเก็บจากการลงทุนในหุ้นประมาณ 25,000 ดอลลาร์ และได้รับเงินสนับสนุนจากคุณลุงอีก 10,000 ดอลลาร์ โดยเงินเก็บส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนที่เขาเริ่มทำตั้งแต่อายุประมาณ 14–15 ปี ตามคำแนะนำของแม่ที่สอนให้รู้จักศึกษาหุ้นและบริหารเงินตั้งแต่วัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะสิ่งที่เขาต้องลงทุนเพิ่มเติมคืออุปกรณ์สำคัญในการผลิตสินค้า เขาใช้เงินประมาณ 11,000 ดอลลาร์ซื้อเครื่องปั่นไอศกรีมจากบริษัท Little Jem ในนิวซีแลนด์ โดยต้องรอให้เครื่องเดินทางผ่านกระบวนการขนส่งและศุลกากรนานถึง 3 เดือน ก่อนจะมาถึงสนามบินในเมืองพอร์ตแลนด์

สำหรับธุรกิจอาหาร การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสินค้าไม่ใช่เพียงเรื่องของการผลิต แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพ ความสมํ่าเสมอ และความสามารถในการขยายกำลังการผลิตในอนาคตด้วย

แผนธุรกิจ 3 ปี ที่ต้องเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิด

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

ในช่วงเริ่มต้น Vergara วางแผนธุรกิจไว้เป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน โดยตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เติบโตตามกำลังเงินทุนและความพร้อมของธุรกิจ

  • ปีแรก เปิดรถเข็นขายไอศกรีมในย่าน North Portland
  • ปีที่สอง ซื้อรถเข็นและเครื่องทำไอศกรีมเพิ่ม
  • ปีที่สาม เปิดร้านไอศกรีมแบบมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง

แต่แผนทั้งหมดต้องเปลี่ยนไป เมื่อยอดขายจากรถเข็นเติบโตเกินกว่าที่เขาคาดไว้เพียง 3 เดือนหลังเริ่มธุรกิจ Vergara ก็ตัดสินใจเปิดร้านไอศกรีมแห่งแรก และเมื่อครบหนึ่งปี เขาก็เปิดสาขาที่สอง พร้อมลงทุนซื้อเครื่องทำไอศกรีมเพิ่มเพื่อรองรับการขยายกิจการเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แผนธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นแผนที่ทำตามทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด แต่ควรเป็นแผนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นทิศทาง พร้อมปรับเปลี่ยนได้เมื่อสถานการณ์จริงแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม การเติบโตเร็วกว่ากำหนดก็มีอีกด้านหนึ่ง เพราะเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องพร้อมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น การบริหารพนักงาน การควบคุมคุณภาพ และการรักษามาตรฐานสินค้าให้เหมือนกันทุกสาขาการเปิดร้านที่สองจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจุดขาย แต่เป็นการทดสอบด้วยว่า ธุรกิจสามารถทำซํ้าความสำเร็จจากร้านแรกได้มากแค่ไหน

จากไอศกรีม สู่ร้านอาหารและร้านกาแฟ

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

เมื่อธุรกิจไอศกรีมเริ่มสร้างรายได้ Vergara มองเห็นโอกาสที่จะนำเงินที่ได้ไปต่อยอดธุรกิจอื่น เขาจึงนำเงินมากกว่า 100,000 ดอลลาร์จากกำไรที่สะสมไว้ไปเปิดธุรกิจเพิ่มอีก 2 แห่ง ได้แก่ ร้านอาหารเม็กซิกัน Nico’s Cantina และร้านกาแฟ Nico’s Coffee

การขยายธุรกิจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการหยุดอยู่แค่ธุรกิจเดียว แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้เรื่องราวของเขามีบทเรียนสำคัญมากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เขาลงทุนจะประสบความสำเร็จร้านกาแฟ Nico’s Coffee ต้องปิดตัวลง หลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการถูกงัดร้าน ปัญหากับเจ้าของพื้นที่เช่า และรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยในปี 2022 ร้านทำรายได้เพียง 20,000 ดอลลาร์

ขณะที่ Nico’s Cantina ยังคงดำเนินกิจการต่อไป และสร้างรายได้ประมาณ 157,000 ดอลลาร์ในปีเดียวกัน
ประสบการณ์นี้ทำให้เห็นว่า แม้ผู้ประกอบการจะมีความสามารถในการสร้างธุรกิจหนึ่งให้เติบโตได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในทุกธุรกิจที่เข้าไปลงทุน

ธุรกิจไอศกรีม ร้านอาหาร และร้านกาแฟ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดในการบริหารแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบการผลิต การจัดการวัตถุดิบ พฤติกรรมลูกค้า โครงสร้างต้นทุน และลักษณะการแข่งขันการนำเงินจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปลงทุนในธุรกิจใหม่จึงต้องอาศัยการศึกษาตลาดและประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงเชื่อว่าความสำเร็จเดิมจะเกิดขึ้นซํ้าได้เสมอ

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

ยอดขาย 650,000 ดอลลาร์ มาจากธุรกิจไหนบ้าง

1.Nico’s Ice Cream

473,000 ดอลลาร์ (ยอดขายหลักของธุรกิจในปี 2022)ธุรกิจไอศกรีมที่เริ่มจากรถเข็น ก่อนขยายเป็นร้าน 2 สาขาในพอร์ตแลนด์ และมีสินค้าไอศกรีมบรรจุไพนต์จำหน่ายในร้านขายของชำประมาณ 60 แห่งในสองรัฐ

2. Nico’s Cantina

157,000 ดอลลาร์ (ยอดขายในปี 2022)ร้านอาหารเม็กซิกันที่ยังดำเนินกิจการอยู่ในช่วงเวลาที่มีการรายงานข่าว

3. Nico’s Coffee

  • 20,000 ดอลลาร์ (รายได้ในปี 2022 ก่อนปิดกิจการ)
  • ร้านกาแฟที่ไม่สามารถไปต่อได้ หลังเผชิญปัญหาด้านสถานที่และการดำเนินงาน
  • ข้อมูลจาก CNBC Make It ระบุว่า ธุรกิจทั้งหมดของ Vergara สร้างยอดขายรวมประมาณ 650,000 ดอลลาร์ในปี 2022 โดยรายได้ส่วนใหญ่กว่า 70% มาจากธุรกิจไอศกรีมเพียงอย่างเดียว
  • ตัวเลขนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่เขาลงทุนไม่ได้มีส่วนสร้างรายได้เท่ากันทั้งหมด และธุรกิจไอศกรีมยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนกิจการ

อีกประเด็นที่ควรแยกให้ชัดคือ ยอดขายไม่ใช่กำไร ตัวเลข 650,000 ดอลลาร์เป็นยอดขายรวม ไม่ใช่เงินที่ Vergara ได้รับเข้ากระเป๋าโดยตรง เพราะยังมีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องหักออก

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจอาหาร ตัวเลขยอดขายจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องดูต่อคือกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ กระแสเงินสด และระยะเวลาที่ใช้ในการคืนทุน

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

บทเรียนจากผู้ประกอบการวัย 23 ปี

เรื่องราวของ Vergara ไม่ได้สอนเพียงว่าคนหนุ่มสาวสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ แต่ยังมีบทเรียนที่นำไปปรับใช้กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายข้อ

1. เริ่มจากสินค้าที่มีจุดขายชัดเจน

ไอศกรีมของเขาไม่ได้แข่งขันด้วยการเป็นไอศกรีมทั่วไป แต่มีจุดเด่นจากการนำผลไม้จริงมาปั่นผสมสด ๆ ด้วยเครื่องเฉพาะ ทำให้สินค้าแตกต่างและมีเรื่องราวที่สื่อสารกับลูกค้าได้ง่าย

2. วางแผน แต่ต้องพร้อมปรับตัว

เขาตั้งเป้าเปิดร้านจริงในปีที่สาม แต่เมื่อยอดขายจากรถเข็นเติบโตเกินคาด ก็ปรับแผนมาเปิดร้านภายในเวลาเพียง 3 เดือน การตัดสินใจนี้ช่วยให้ธุรกิจคว้าโอกาสได้เร็วขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็ต้องประเมินความพร้อมด้านเงินทุนและการดำเนินงานควบคู่กันไป

3. อย่าคิดว่าธุรกิจที่สองจะง่ายกว่าธุรกิจแรก

การที่ร้านไอศกรีมประสบความสำเร็จไม่ได้รับประกันว่าร้านกาแฟจะทำกำไรได้เช่นกัน การขยายธุรกิจจึงควรพิจารณาความเชี่ยวชาญของทีม ความต้องการของตลาด และต้นทุนของแต่ละกิจการแยกจากกัน

4. ใช้ผลลัพธ์จริงเป็นตัวกำหนดทิศทาง

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

เมื่อธุรกิจหนึ่งสร้างยอดขายได้มากกว่าอีกธุรกิจ ผู้ประกอบการควรวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ และจะทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นซํ้าได้อย่างไร แทนที่จะกระจายเงินลงทุนไปหลายทางเพียงเพราะต้องการเติบโตให้เร็วที่สุด

ในช่วงที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC Vergara กำลังมุ่งเน้นไปที่การเปิดร้านไอศกรีมสาขาที่สาม โดยต้องการขยายออกไปนอกโอเรกอน ขณะเดียวกัน เขายอมรับว่าความล้มเหลวของร้านกาแฟเป็นประสบการณ์ที่ทำให้การขยายธุรกิจครั้งต่อไปไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเดิม

เขายังฝากข้อคิดถึงผู้ที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการว่า บางครั้งหากคิดมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ตัวเองกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ

สรุป

เรื่องราวของ Nico Vergara เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่เริ่มจากเงินทุนจำกัด นำประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารมาต่อยอด และใช้โอกาสจากยอดขายที่เติบโตเร็วกว่าคาดเพื่อขยายกิจการจากรถเข็นไอศกรีมเพียงคันเดียว เขาสามารถสร้างธุรกิจที่มีทั้งร้านค้าและช่องทางจำหน่ายสินค้าในร้านขายของชำ โดยมียอดขายรวม 650,000 ดอลลาร์ในปี 2022

หนุ่มวัย 23 ไร้ปริญญา
ภาพจาก https://citly.me/3dzrty

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความสำเร็จคือ การที่ธุรกิจร้านกาแฟไม่สามารถไปต่อได้ ทั้งที่เขามีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้วนี่คือความจริงของการเป็นผู้ประกอบการ การเริ่มธุรกิจอาจต้องอาศัยความกล้า แต่การทำให้ธุรกิจอยู่รอดต้องอาศัยความเข้าใจในตัวเลข การบริหารจัดการ และการรู้จักประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการทำธุรกิจไม่ใช่การมีร้านให้มากที่สุด หรือมีหลายธุรกิจในเวลาอันสั้น แต่คือการสร้างกิจการที่สามารถสร้าง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช