ทำเลที่คนเดินเยอะที่สุด อาจไม่ใช่ทำเลที่ดีที่สุดสำหรับร้านคุณ
เวลาคิดจะเปิดร้านสักร้าน หลายคนมักเริ่มต้นจากการมองหาทำเลที่มีคนเดินเยอะๆ เพราะรู้สึกว่าถ้ามีคนผ่านหน้าร้านมาก โอกาสขายของก็น่าจะมากตามไปด้วย ฟังดูสมเหตุสมผลแต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเดินผ่านหน้าร้านเยอะ ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นจะเดินเข้ามาซื้อของกับเราเสมอไป
บางร้านตั้งอยู่ในห้างดัง ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หรืออยู่บนถนนที่มีคนเดินพลุกพล่านตลอดทั้งวัน แต่กลับขายได้ไม่ดีอย่างที่คิด ขณะที่บางร้านตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ไม่ได้เป็นทำเลที่ใครพูดถึงมากนัก กลับมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้ออยู่เป็นประจำเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การเลือกทำเลเปิดร้านไม่ได้ดูแค่จำนวนคนที่เดินผ่าน แต่ต้องดูด้วยว่า คนเหล่านั้นเป็นใคร และมีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อสินค้าของเรา
1. คนเยอะ ต้องเป็นลูกค้าที่ใช่ด้วย

ลองนึกภาพตาม ถ้าเราขายกาแฟและอาหารเช้า การตั้งร้านใกล้สำนักงานหรือสถานีรถไฟฟ้าที่มีคนเดินทางไปทำงานในช่วงเช้า อาจเป็นโอกาสที่ดี เพราะคนกลุ่มนี้มีความต้องการซื้อกาแฟหรืออาหารก่อนเริ่มงานอยู่แล้วแต่ถ้าเราเอาร้านแบบเดียวกันไปตั้งอยู่ในย่านที่คนส่วนใหญ่เดินผ่านเพื่อไปเที่ยว หรือเป็นพื้นที่ที่คนมักเดินเล่นในช่วงเย็นเป็นหลัก พฤติกรรมการซื้อก็อาจแตกต่างกันออกไป แม้จะมีคนเดินผ่านหน้าร้านจำนวนมากเหมือนกัน
แต่โอกาสในการขายกลับไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นก่อนเลือกทำเล เราควรถามตัวเองก่อนว่า ลูกค้าของเราคือใคร เขามักจะมาที่นี่เวลาไหน และเขามีความต้องการอะไรในช่วงเวลานั้น ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน เราจะเริ่มมองเห็นทำเลที่เหมาะกับร้านของเรามากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งไปหาพื้นที่ที่คนเยอะที่สุดเสมอไป
2. อย่าดูแค่คนเดินผ่าน ให้ดูว่ามีคนซื้อจริงแค่ไหน

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือการแยกให้ออกระหว่างคนที่เดินผ่านกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้า บางพื้นที่มีคนเดินเยอะก็จริง แต่คนส่วนใหญ่รีบเดินทางไปทำงาน ไม่มีเวลาหยุดดูสินค้า หรือเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจสินค้าที่เราขายเลย
ในทางกลับกัน บางพื้นที่อาจมีคนเดินผ่านไม่มากนัก แต่คนที่ผ่านไปมามีความต้องการซื้อสินค้าของเราอยู่แล้ว ยกกรณีร้านขายอาหารสัตว์อาจไม่จำเป็นต้องไปตั้งอยู่ในห้างใหญ่ที่มีคนเดินกันแน่นทุกวัน แต่ถ้าได้ทำเลใกล้หมู่บ้านจัดสรรหรือชุมชนที่มีคนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก ก็อาจเข้าถึงลูกค้าตัวจริงได้ตรงกว่า
ยิ่งถ้าร้านมีสินค้าที่ลูกค้าต้องซื้อซํ้า เช่น อาหารสัตว์ ทรายแมว หรือของใช้จำเป็นในบ้าน การทำให้ลูกค้าแวะมาซื้อได้สะดวก ก็อาจสำคัญกว่าการมีคนเดินผ่านหน้าร้านเป็นพันคนต่อวันเสียอีกครับ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่คนที่มองเห็นร้าน แต่คือคนที่มีเหตุผลในการซื้อสินค้า และมีโอกาสกลับมาซื้อกับเราอีก
3. ค่าเช่าถูกหรือแพง ต้องดูว่าร้านทำเงินได้คุ้มไหม

สมมติว่ามีทำเลให้เลือกอยู่สองแห่ง แห่งแรกอยู่ในห้างดัง มีคนเดินเยอะมาก แต่ค่าเช่าสูงจนต้องขายให้ได้วันละหลายพันบาทถึงจะเริ่มคุ้มทุน ส่วนอีกแห่งอยู่ในชุมชนใกล้บ้านคน ค่าเช่าถูกกว่ามาก แม้จะมีคนเดินผ่านน้อยกว่า แต่ลูกค้าเป็นกลุ่มที่ต้องซื้อสินค้าของเราอยู่เป็นประจำ ถ้าเป็นคุณจะเลือกที่ไหน
คำตอบไม่ได้มีถูกหรือผิดตายตัว เพราะแต่ละธุรกิจมีรูปแบบรายได้และต้นทุนไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ควรคิดให้รอบคอบคือ ทำเลแต่ละแห่งช่วยให้เราสร้างยอดขายและกำไรได้มากพอที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายหรือไม่ บางครั้งร้านขายดีจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอหักค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าสินค้า ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว กลับเหลือกำไรน้อยกว่าที่คิด
ยิ่งถ้าช่วงไหนยอดขายตกลงมาเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินหมุนเวียนได้ทันที เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งตัดสินใจเช่าพื้นที่เพียงเพราะเห็นว่าทำเลนั้นมีคนเยอะ ลองคำนวณก่อนว่าเราต้องขายให้ได้วันละเท่าไร ถึงจะครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด และยังเหลือกำไรที่เหมาะกับความเหนื่อยที่ต้องลงแรงไป จำไว้อย่างหนึ่งว่า ยอดขายที่สูงไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะมีกำไรเสมอไป
4. ลองไปดูทำเลจริง อย่าเชื่อแค่สิ่งที่เห็นบนแผนที่

เวลาหาทำเล หลายคนอาจเริ่มจากการดูรูปในอินเทอร์เน็ต เช็กว่าติดถนนใหญ่ไหม อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือเปล่า หรือมีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้ๆ มากแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ เพราะทำเลที่ดูดีบนแผนที่ อาจไม่ได้สะดวกสำหรับลูกค้าจริงก็ได้
บางร้านอยู่ติดถนนใหญ่ แต่ไม่มีที่จอดรถ ลูกค้าจึงไม่สะดวกแวะซื้อ บางร้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในระยะที่ดูเหมือนเดินถึงได้ แต่เส้นทางจริงกลับเดินลำบาก หรือบางพื้นที่มีคนเยอะเฉพาะวันหยุด แต่ในวันธรรมดากลับเงียบจนแทบไม่มีลูกค้า
ถ้าสนใจทำเลไหน ผมแนะนำให้ลองไปยืนดูพื้นที่จริงหลาย ๆ ช่วงเวลาครับ ทั้งช่วงเช้า กลางวัน เย็น และวันหยุด ลองสังเกตว่าคนที่เดินผ่านเป็นใคร เขาเดินมาจากไหน กำลังจะไปไหน มีใครหยุดซื้อสินค้าจากร้านอื่นบ้าง และร้านค้าในบริเวณนั้นขายดีในช่วงเวลาไหน ถ้าเป็นไปได้ ลองพูดคุยกับร้านค้าใกล้เคียงหรือคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ด้วย
เพราะบางครั้งข้อมูลจากคนที่อยู่ตรงนั้นทุกวัน อาจช่วยให้เราเห็นข้อดีข้อเสียที่ไม่มีอยู่ในประกาศให้เช่าร้านเลย ยิ่งเราเข้าใจพื้นที่มากเท่าไร โอกาสที่จะเลือกทำเลผิดก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
5. ทำเลที่ดี ต้องเหมาะกับวิธีขายของเรา

อีกเรื่องที่อยากให้คิดคือ ไม่ใช่ทุกร้านจะต้องพึ่งลูกค้าที่เดินผ่านหน้าร้านเหมือนกันหมด ร้านอาหารจานด่วน ร้านกาแฟ หรือร้านสะดวกซื้อ อาจต้องอาศัยการมองเห็นและความสะดวกในการแวะซื้อค่อนข้างมากแต่ถ้าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านขายอุปกรณ์เฉพาะทาง หรือร้านที่ลูกค้าต้องศึกษาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ คนอาจไม่ได้เดินเข้ามาเพราะเห็นหน้าร้านโดยบังเอิญ แต่ตั้งใจเดินทางมาหาเราโดยเฉพาะ
สำหรับร้านลักษณะนี้ การมีที่จอดรถสะดวก เข้าถึงง่าย มีพื้นที่เพียงพอ และอยู่ในบริเวณที่ลูกค้าคุ้นเคย อาจสำคัญกว่าการไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน ยิ่งในยุคที่ลูกค้าสามารถค้นหาร้านจากอินเทอร์เน็ตได้ การมีทำเลที่เดินทางสะดวกและตอบโจทย์การใช้งานจริง ก็ช่วยให้ร้านขนาดเล็กแข่งขันได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในย่านที่มีชื่อเสียงก็ตาม
ดังนั้น ก่อนเลือกทำเล เราต้องเข้าใจรูปแบบธุรกิจของตัวเองให้ชัดก่อนว่า เราจะขายให้ใคร ลูกค้าจะรู้จักเราได้อย่างไร และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินเข้ามาซื้อสินค้า เมื่อรู้คำตอบแล้ว เราจะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าแพงๆ เพื่อซื้อจำนวนคนเดินผ่านที่อาจไม่ได้สร้างยอดขายให้เราเลย
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




