สงกรานต์ 69 น้ำมันแพง ของแพง รายได้หดทั่วประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท
เดือนเมษายนปกติที่ผ่านมาถือเป็นเดือนแห่งความสุข เพราะเดือนนี้มีเทศกาลสงกรานต์ที่หยุดยาวอย่างน้อยก็ 3-5 วัน แต่ในปี 2569 นี้สถานการณ์แตกต่างสิ้นเชิง
เทศกาลแห่งความสุขในปีนี้ทำท่าว่าจะไม่มีความสุข อันเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมาก และเป็นตัวแปรต้นที่ทำให้สินค้าอื่นๆ พากันขยับตัวตามไป
ถ้าไปดูสถิติย้อนหลังของเทศกาลสงกรานต์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีตัวเลขรายได้น่าสนใจดังนี้
- ปี 2566 รายได้หมุนเวียนประมาณ 23,000 ล้านบาท (เป็นปีแรกที่กลับมาจัดงานคึกคักหลังผ่านสถานการณ์โควิด
- ปี 2567 รายได้หมุนเวียนประมาณ 52,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงมาก
- ปี 2568 รายได้หมุนเวียนประมาณ 28,000 ล้านบาท เป็นปีที่คนไทยเริ่มระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายกันมากขึ้น
ทำไม “ช่วงสงกรานต์” ถึงเป็นเทศกาลสร้างรายได้

วันสงกรานต์ไม่ใช่เพียงแค่ประเพณีไทย แต่มีความสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์ที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากโดยมีเหตุผลจากหลายปัจจัยได้แก่
- การเคลื่อนที่ของประชากรจำนวนมาก ตัวเลขโดยประมาณว่าสงกรานต์แต่ละครั้งมีการเคลื่อนที่ของประชากรนับล้าน แน่นอนว่าคนเคลื่อน เงินก็เคลื่อนตาม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดทำให้เกิดการกระจายรายได้จากเขตเมืองสู่ชานเมืองมากขึ้น
- เทศกาลที่คนยอมจ่ายเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง ซึ่งช่วงสงกรานต์คือเวลาแห่งความสุขทำให้ผู้บริโภคมีสภาวะทางจิตวิทยาที่พร้อมจะ จ่ายง่าย กว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงฉลองของครอบครัวเมื่ออยู่พร้อมหน้า , การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ และที่น่าสนใจคือช่วงเทศกาล คนมักจะยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้มากกว่าปกติ เช่น ค่าที่พักหรือค่าอาหาร เพราะถือว่าเป็นรางวัลจากการทำงานหนักมาทั้งปี
- โอกาสสร้างรายได้ของร้านค้า / ร้านอาหาร เมื่อมีปริมาณการเดินทางเพิ่มสูง ร้านค้า ร้านอาหารก็ใช้จังหวะนี้ในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ค้าริมทางด้วย เพราะรายได้ของกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เดินทางผ่าน ข้อมูลจากภาคธุรกิจร้านอาหารระบุว่า สงกรานต์เป็นช่วงที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ หากคนเดินทางลดลง รายได้ของร้านค้ากลุ่มนี้จะหายไปทันที โดยเฉพาะร้านที่อยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวหรือริมถนนสายหลัก
การที่คนไทยในช่วงเทศกาลหันมาจับจ่ายกันมากขึ้นมีศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจเพราะเงินที่จ่ายให้ธุรกิจหนึ่งหมายถึงการกระจายไปถึงธุรกิจอื่นเช่นเราจ่ายเงินในร้านอาหาร
เจ้าของร้านอาหารก็จะนำเงินนั้นไปจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบให้เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีเงินในการนำไปใช้จ่าย ทำให้สงกรานต์จึงไม่ใช่แค่วันหยุดยาวแต่มีความหมายไปถึงธุรกิจทุกภาคส่วน
วิกฤติน้ำมันแพง! ของแพง! สงกรานต์ 69 รายได้หดตัวกว่า 3,000 ล้านบาท
จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างชัดเจน รายได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดหวังไว้อยู่ที่ประมาณ 30,350 ล้านบาท
ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ประเมินต่อว่า หากไม่มีวิกฤติน้ำมันแพง การท่องเที่ยวในประเทศน่าจะเติบโตได้ถึง 10% หรือมากกว่านั้น
นั่นหมายความว่ามีโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่สูญเสียไปประมาณ 3,000 – 5,000 ล้านบาท จากกำลังซื้อคนไทยที่หดตัว
ทั้งนี้เงินที่ควรจะได้แต่หายไปในช่วงสงกรานต์ปี 2569 นี้ ประมาณ 3,000 – 5,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายถึงเงินสูญหายไปเฉยๆ แต่คือ เม็ดเงินหมุนเวียนที่ลดลง จากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักคือ
- งบประมาณที่ถูกนำไปใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันมากขึ้น สมมุติถ้าเรามีเงิน 10,000 บาท ในสถานการณ์ปกติเราจ่ายค่าน้ำมัน 3,000 บาท เหลืออีก 7,000 บาท สำหรับการจับจ่าย แต่เมื่อน้ำมันแพงขึ้นมาก ค่าเดินทางอาจเพิ่มเป็น 5,000 บาท ทำให้เงินที่ควรจะกระจายไปถึงพ่อค้าแม่ค้าอย่างร้านอาหาร ที่พัก ร้านของฝาก ลดลงทันทีเช่นกัน
- การตัดรายจ่ายอะไรไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ นับถึงตอนนี้คนส่วนใหญ่เริ่มใช้นโยบาย ประหยัดในสิ่งที่ตัดได้ เพื่อเก็บเงินสดไว้รับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นสินค้าที่ไม่จำเป็นอย่างเสื้อลายดอก , อุปกรณ์เล่นน้ำ ฯลฯ จะถูกตัดออกจากลิสต์ของที่ต้องซื้อทันที รวมถึงอาหารที่ราคาแพงๆ อาจแทนที่ด้วยอาหารจานเดียว หรือการทานอาหารในร้านสะดวกซื้อมากขึ้น
- การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง เนื่องจากค่าน้ำมันที่แพงมาก คนส่วนใหญ่ยกเลิกการใช้รถส่วนตัวในการเดินทางและหันไปใช้บริการรถไฟ รถทัวร์ หรือบางคนก็ยกเลิกการเที่ยวไกลๆ แต่หันมาเที่ยวใกล้บ้าน หรือบางคนยกเลิกการเดินทางไปเลย
นั่นก็หมายถึงผลกระทบที่ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะออกไปสู่พื้นที่ต่างๆ ลดน้อยลงด้วย
“สงกรานต์” คนไทยอยากเที่ยว! แต่ไม่มีเงินเหลือ

เป็นความรู้สึกย้อนแย้งที่เวลาแห่งความสุขเราก็อยากเที่ยวแต่ติดว่าไม่มีเงินมากพอให้ทำอย่างนั้นผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคระบุว่า คนไทยมีการวางแผนใช้จ่ายที่รัดกุมขึ้นอย่างมาก และปัญหาของแพงที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ยังกระทบถึง “หนี้ครัวเรือน” ของไทย
โดยตัวเลขในปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP หรือประมาณ 16.3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ต้องไม่ลืมอีกว่าหลังผ่านสงกรานต์ไปแล้วก็คือเดือนพฤกษภาคม เป็นช่วงเวลาที่เปิดภาคเรียน ตรงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายรออยู่อีกเพียบ
ถ้ารวมกับต้นทุนอื่นๆที่เจอทั้งค่าไฟแพง น้ำมันแพง ของแพง ผสมกับค่าเสื้อผ้า ค่าเทอมที่จะตามมา การออมเงินหรือยกเลิกการเที่ยวในช่วงสงกรานต์เป็นวิธีที่คนไทยไม่อยากทำแต่ปีนี้อาจจำเป็นต้องทำเพื่อเน้นความอยู่รอด
มองทิศทางข้างหน้าว่าสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกนานไหม คำตอบยังคงต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาร่วมด้วย แต่ในมุมของคนไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น
อย่างน้อยก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา คำว่ารวยไม่ไหวแล้วที่เราเคยได้ยินตอนหาเสียง หลายคนก็บอกเช่นกันว่าตอนนี้คือไม่ไหวแล้วเหลือแค่รวยเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้ ในเดือนแห่งความสุขที่มีเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็มาลุ้นกันว่าจะมีมาตรการดีๆ อะไรที่ทำให้คนไทยได้ชุ่มชื่นหัวใจกันบ้าง
อ้างอิง
- https://citly.me/H3UCZ
- https://citly.me/eZy5E
- https://citly.me/Wz3B8
- https://citly.me/Sl0pN
- https://citly.me/rIxji
- https://citly.me/vh3Gp
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




