ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ทุกอย่างดูแย่ไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่ป้ายสินค้าขึ้นราคา สินค้าอุปโภคบริโภคจ่อขยับราคาทั่วประเทศถ้าจะบอกว่าเป็นยุคที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพงก็คงได้ ในขณะที่ทุกอย่างแพงแต่ค่าแรงเรายังเท่าเดิม

ก็หมายถึงเงินที่ควรจะมีเหลือเก็บได้บ้าง ก็จะน้อยลงไปหรือแทบจะไม่มีเลย ถ้าดูตัวเลขสะท้อนความวิตกกังวลของคนไทยในประเด็นนี้จะพบว่า

  • 36.5% ตั้งใจจะใช้จ่ายลดลง โดยให้เหตุผลหลักคือ “น้ำมันแพงและค่าครองชีพสูง”
  • 69.9% ของคนไทย กังวลเรื่อง “ค่าครองชีพสูง” เป็นอันดับหนึ่ง สูงกว่าเรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งอื่นๆ
  • 63.8% กังวลเรื่อง รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย สะท้อนภาวะเงินตึงมือที่คนส่วนใหญ่เผชิญ
  • 48.3% ยอมรับว่าหากไม่มีรายได้เข้ามา จะมีเงินสำรองฉุกเฉินประคองตัวได้ ไม่ถึง 1 เดือน

ทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุควิกฤติ! ต้องใช้วิธีไหน?

ภาพจาก https://citly.me/xYjv8

เป็นความลำบากที่กระทบไปทุกภาคส่วนทั้งประชาชน และคนทำธุรกิจ ต้นทุนที่แพงขึ้นทุกอย่าง คือปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้นทุนมาแพงจะขายราคาเดิมก็ขาดทุน พอจะปรับขึ้นราคา คนก็ไม่มีกำลังซื้อ

สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าถามหาเคล็ดลับความอยู่รอดของการทำธุรกิจในยุควิกฤตินี้ก็พอสรุปมาได้ในเบื้องต้นคือ

1.เน้นกลยุทธ์ทำสินค้าให้เล็กลง หรือที่เรียกว่า Micro-Entry คือการแตกสินค้าหรือบริการเป็นหน่วยย่อยเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดู ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ไม่ได้เน้นกำไรต่อชิ้นสูง แต่เน้นให้เกิดการซื้อซ้ำและซื้อง่าย

2.บริหารต้นทุนแบบ Zero Waste ใช้วิธีการปรับรอบการสั่งของเพื่อลดค่าขนส่ง หรือรวมกลุ่มกับพันธมิตรใกล้เคียงเพื่อแชร์ค่าส่งวัตถุดิบ หรือหากเราทำธุรกิจร้านอาหารอาจต้องใช้การคำนวณวัตถุดิบวันต่อวันแบบแม่นยำ (Data-Driven) เพื่อไม่ให้เหลือทิ้งเพราะจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าในทันที

3.สร้างคุณค่าให้สินค้าแทนการทำสงครามราคา ในยุควิกฤติแบบนี้การลดราคาเพื่อดึงคนซื้อให้มาก ผลที่ตามมาคือเราอาจจะเจ๊งตามไปด้วย

ทางที่ดีที่สุดคือการสร้างคุณค่าให้สินค้าเช่น การจับคู่สินค้าที่ใช้ร่วมกันในราคาที่ประหยัดกว่าซื้อแยก หรือเน้นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้ลูกค้าเช่น ถ้าสินค้าราคาเท่าเดิม แต่บริการดีกว่า สะดวกกว่า หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุดกว่า ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินง่ายขึ้น

4.ปรับโมเดลสู่ Hybrid & Multi-Income หรือการที่มีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ หรือมีบริการเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้าน เช่น หากเปิดร้านกาแฟ อาจจะมีมุมขายของชำเล็กๆ หรือรับฝากพัสดุ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด (Cash Flow) จากหลายทางในขณะที่ต้นทุนค่าเช่าเท่าเดิม

5.สร้างธุรกิจแบบเข้าใจลูกค้า หรือเป็นการตลาดที่เรียกว่า Empathy Marketing ในยุคที่คนเครียดและมีความกังวลสูงถ้าสินค้าสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจว่าสินค้าเราจะช่วยเขาประหยัดได้อย่างไร

หรือสินค้าของเราจะช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นท่ามกลางวิกฤติได้อย่างไร ถ้าสินค้าเข้าใจความรู้สึกลูกค้าจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีตามาและมีผลต่อการสร้างยอดขายได้

ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้

ภาพจาก https://citly.me/j6pvJ

เพื่อให้เป็นไอเดียในการทำธุรกิจยุคนี้และเพื่อแสดงให้เห็นว่าในยุคที่ของแพง ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกอย่างต้องแพงตามเสมอไป บางครั้งการขายในราคาถูกอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือบรรดาร้านข้าวแกง 10 บาท ที่ยุคนี้เรายังหาทานกันได้ ทั้งที่ความจริงก็มีคนที่สงสัยว่าถ้าขายราคานี้แล้วจะได้กำไรยังไง

โมเดลธุรกิจของร้านข้าวแกง 10 บาทก็สอดคล้องกับ 5 เคล็ดลับการทำธุรกิจให้อยู่รอดที่เรากล่าวไปในเบื้องต้น เน้นทำกำไรน้อยแต่ได้มาก ยึดกลยุทธ์แบบ High Volume เป็นสำคัญ

ยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น สมมุติร้านทั่วไปกำไร 15-20 บาทต่อจาน ขายได้ 100 จาน = กำไร 1,500 – 2,000 บาท

แต่สำหรับร้านข้าวแกง 10 บาท เน้นกำไรจานละ 2-3 บาท แต่ด้วยราคาที่ถูกมาก ทำให้คนตัดสินใจกินง่ายและกินบ่อย ถ้าขายได้วันละ 1,000 จาน = กำไร 2,000 – 3,000 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ร้านข้าวแกง 10 บาทส่วนใหญ่จะทำเมนูที่ ใช้วัตถุดิบร่วมกัน เพื่อให้ซื้อของสดได้ในปริมาณมาก จากแหล่งส่งโดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนไปได้ 20-30% และสังเกตว่าเมนูในร้านจะถูกออกแบบมาให้หมุนเวียนได้เร็ว จึงทำของสดใหม่ทุกวัน ลดโอกาสที่ของจะเหลือทิ้งได้มากขึ้นด้วย

เมื่อราคาถูก! จิตวิทยา “สั่งเพิ่ม” ก็เริ่มทำงาน

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ

เป็นอีกเคล็ดลับของร้านข้าวแกง 10 บาทที่ดูจะใช้ได้ผลมาก สังเกตว่าราคา 10 บาท คือ ราคาเริ่มต้น ที่ดึงดูดทำให้คนเดินเข้าร้าน

แต่อย่าลืมว่าลูกค้า 1 คน มักไม่ได้กินแค่ 1 ถ้วย ส่วนใหญ่มักสั่ง ข้าว 1 + กับข้าว 2-3 อย่าง เมื่อรวมค่าน้ำแข็ง ค่าเครื่องดื่ม หรือขนมหวาน ยอดรวมต่อหัว จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 40-60 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวแกงปกติ แต่ลูกค้าจะรู้สึก คุ้มค่า กว่าเพราะได้กินหลากหลาย

ที่สำคัญร้านเหล่านี้มักมีโครงสร้างต้นทุนแรงงานที่น้อยกว่าร้านข้างแกงแพงๆ ทั่วไป ถ้าเราสังเกตดีๆส่วนใหญ่เน้นให้ลูกค้าบริการตัวเอง ตักน้ำเอง ยกจานไปเก็บเอง เพื่อลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ หรือบางครั้งการเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ ที่ทำให้ดูมีจำนวนสินค้าที่เยอะหลากหลายแต่ปริมาณอาจไม่ได้มากตามไปด้วย

และการที่ร้านเหล่านี้นี้ยังอยู่รอดได้ในยุคของแพง นอกจากการบริหารจัดการต้นทุนและวัตถุดิบต่าง ๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ อัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate) ซึ่งส่วนใหญ่อาหารตักใส่ถ้วยรอไว้แล้ว

ลูกค้าเดินมาหยิบถาด เลือกถ้วย จ่ายเงิน กิน แล้วไป กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาไม่ถึง 15-20 นาทีต่อคน ทำให้โต๊ะเพียง 1 ตัวในร้านข้าวแกง 10 บาท อาจรับลูกค้าได้ถึง 3-4 รอบใน 1 ชั่วโมง

ขณะที่ร้านอาหารทั่วไปอาจได้แค่ 1 รอบ ความเร็วนี้เองที่ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันก็มีร้านข้าวแกง 10 บาทในเมืองไทยหลายแห่งที่ยังขายดี ยกตัวอย่างคือ

  • ไทยรักดี ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดนนทบุรี
  • โก๋แดง แกงสิบบาท จังหวัดสมุทรปราการ
  • เจ๊แตแกง 10 บาท ย่านรังสิต-ปทุมธานี
  • เจ๊นก ก๋วยเตี๋ยว 10 บาท จังหวัดอุตรดิตถ์
  • ข้าวแกง 10 บาท ฟาตรี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
  • ร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดอยุธยา

ถูก! คุ้ม! เทรนด์การซื้อที่ลูกค้ายอมจ่ายในยุคของแพง

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ

ถ้าวัดกันที่ความรู้สึก ร้านข้าวแกง 10 บาทให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากสำหรับลูกค้า ยกตัวอย่างร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท ที่อยู่ริมถนนสายเอเชีย ในจังหวัดอยุธยา

ร้านนี้เปิดให้บริการมากว่า 3 ปี มีลูกค้ามาใช้บริการกันเป็นจำนวมาก แม้ต้นทุนการประกอบอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายข้าวแกงกว่า 20 เมนู ในราคาอย่างละ 10 บาทเท่าเดิม

ในมุมของลูกค้าต่างก็พูดในทิศทางเดียวกันว่า ร้านข้าวแกง 10 บาทในยุคนี้ถือว่าคุ้มค่าและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก มาทานสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง

บางครั้งมีเงินเพียง 20–30 บาทก็อิ่มท้องได้ หรือลูกค้าบางคนแวะซื้อก่อนกลับบ้านทุกวันเพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เมื่อเทียบกับการทำอาหารเองที่มีต้นทุนสูงกว่า

อย่างไรก็ดีแม้โมเดลนี้จะได้รับความนิยมแต่ก็มีสิ่งที่ต้องพึงระวังโดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพ หากลดต้นทุนจนกระทบต่อเรื่องของรสชาติ อาจทำให้ปริมาณลูกค้าลดลงทันทีมีผลให้ High Volume เริ่มใช้ไม่ได้ผล

และการขายในปริมาณมากเพื่อให้มียอดขายดี จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีพอสมควรทั้งเรื่องจาน ชาม และการต้อนรับลูกค้า

ซึ่งในยุคน้ำมันแพงปี 2569 โมเดลนี้คือการ ทำน้อยได้มาก ในแง่ของโอกาสการเข้าถึงลูกค้า และสวนทางในการใช้แรงงานที่น้อยลงทำให้ลดต้นทุนได้ดี

แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเน้นที่ความขยันและมีเทคนิคในการบริหารจัดการ เหนือสิ่งอื่นใด ร้านข้าวแกง 10 บาท สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นว่า เป็นธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบในยามทุกข์ยาก ในมุมหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องของจิตใจที่เป็นกุศล แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการทำธุรกิจที่เข้าถึงจิตใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด