ทำเลทอง! ดีจริงแค่ไหน? สำรวจ 3 พิกัดเด่น เน้นย่านเศรษฐกิจ กำลังซื้อสูง

“ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็นเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังกันมานาน แท้ที่จริงแนวคิดนี้เป็นจริงแค่ไหน ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่า สะดวกรวดเร็ว เน้นประหยัด การขายสินค้าหรือบริการหน้าร้านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างกำไรจำเป็นต้องใช้การตลาดออนไลน์ร่วมด้วย ทำให้ยิ่งสงสัยมากขึ้นกับคำว่า “ทำเลดี” ยังมีผลต่อการทำธุรกิจยุคนี้หรือไม่ ถ้าย้อนไปในสมัยก่อนยุคที่อินเทอร์เน็ตไม่แพร่หลาย ไม่มีบริการเดลิเวอรี่ เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของการเปิดร้านค้าปลีกและร้านอาหาร จำเป็นต้องใช้กฎ 4 Pillar ได้แก่

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน
ภาพจาก แกรนด์ มอลล์ (พุทธมณฑลสาย 2)

1.กฏทอง 3 คำ ทำเล ทำเล และ ทำเล ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญกว่ามีส่วนกำหนดชะตาร้านค้าได้กว่า 70% ในยุคที่ยังไม่มีระบบนำทาง (GPS) หรือรีวิวบนโลกออนไลน์ ลูกค้าจะรู้จักและเข้าร้านได้ก็ต่อเมื่อ เดินผ่าน หรือ ขับรถผ่าน เท่านั้น ทำเลที่มองหากันมากเช่นหัวมุมถนน ปากซอย ใกล้ป้ายรถเมล์ ใกล้ตลาด / สถานีรถไฟ และหน้าร้านต้องเด่นชัด ป้ายร้านต้องใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมองเห็นได้มากขึ้น

2.การตลาดแบบปากต่อปาก เมื่อการโฆษณาในสมัยก่อนยังไม่เฟื่องฟู ไม่มี Facebook หรือ Influencer ความน่าเชื่อถือของร้านค้าต้องมาจากเสียงของผู้ที่เคยใช้บริการจริงนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าหลายๆ ร้านจึงพยายามสร้างเอกลักษณ์ของร้านให้มีสโลแกนที่คนพูดถึง เมนูที่อร่อยเป็นมาตรฐาน เพื่อให้เกิดการบอกต่อๆ กันไปได้มากที่สุด

3.Customer Loyalty & Relationship ร้านค้าในสมัยก่อนยิ่งมีความสัมพันธ์กับคนในชุมชนได้มากแค่ไหนก็ยิ่งมีข้อมูลลูกค้าที่ไม่ต่างจาก Data ของธุรกิจในปัจจุบัน การรู้ข้อมูลลูกค้านอกจากสร้างความประทับใจได้ ยังมีผลด้านการตลาดในการพัฒนาสินค้าหรือพัฒนาโปรโมชันให้ถูกใจลูกค้าได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดีหากพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเสริมด้านการตลาด มีบริการเดลิเวอรี่สำหรับการเพิ่มยอดขาย แต่ปัจจัยเรื่อง “ทำเล” ก็ยังมีผลต่อการเปิดร้านไม่ต่างจากอดีต แม้จะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่คำว่าทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่งก็ยังใช้ได้จริงในยุคนี้ด้วยเช่นกัน

ทำเลทองมีผลต่อธุรกิจมากแค่ไหน? เพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน
ภาพจาก ดิ โอลิฟ ยาร์ด คอมมูนิตี้มอลล์

ในปัจจุบันคำว่าทำเลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่ สถานที่สำหรับเปิดร้าน แต่ยังเป็น สินทรัพย์ทางการตลาด (Marketing Asset) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะทำเลที่ดีจะส่งผลต่อโครงสร้างธุรกิจในหลากหลายปัจจัยได้แก่

  • เพิ่มโอกาสในการมองเห็นโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา อันเนื่องจากร้านค้าที่อยู่ในทำเลทองจะได้อานิสงฆ์ที่เพิ่มการมองเห็นจากผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาทุกวัน เปรียบเสมือนการโฆษณาตลอด 24 ชั่วโมง ลดภาระการอัดงบการตลาดได้จำนวนมาก
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มี “กำลังซื้อสูง” ถ้าเป็นทำเลทองที่ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านจัดสรร ใกล้สถานศึกษา หรือตั้งอยู่ในศูนย์รวมกิจกรรม (Lifestyle Hub) จะช่วยดึงดูดลูกค้าที่มีศักยภาพ ทำให้การตั้งราคาขายทำได้ง่ายขึ้น และสร้างอัตรากำไรได้ดีกว่า
  • ลดเวลาในการตัดสินใจซื้อ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเน้นความสะดวกสบาย การมีที่จอดรถเพียงพอ เดินทางเข้า-ออกสะดวก ไม่ต้องรถติด หรือตั้งอยู่ใกล้เส้นทางสัญจรหลัก จะช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำได้มากขึ้น

ถอดรหัส “ทำเลทองยุคใหม่” ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง?

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน
ภาพจาก FB : plernplacekrungthepkreetha

ในอดีต คำว่าทำเลทองอาจหมายถึงเพียงแค่ ใจกลางเมือง หรือ อยู่ในแหล่งชุมชน แต่ในปัจจุบัน นิยามของทำเลทองได้ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตแบบย่อยโซน (Suburbanization) และการเติบโตของย่านที่อยู่อาศัยขอบเมือง ปัจจัยสำคัญของทำเลทองยุคใหม่ ได้แก่:

  1. ความหนาแน่นและกำลังซื้อของที่อยู่อาศัยโดยรอบ ทำเลทองยุคนี้ต้องรายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียม หรือชุมชนที่มีอัตราการอยู่อาศัยจริงสูง
  2. การเดินทางที่เชื่อมต่อหลากหลาย สังเกตว่าหลายโครงการเน้นพิกัดที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักหรือถนนตัดใหม่ เชื่อมต่อทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือถนนวงแหวนรอบนอก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น
  3. สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบวงจร เป็นตัวแปรในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ลานกิจกรรม โซนพักผ่อนหย่อนใจ หรือห้องน้ำ บางโครงการมีพื้นที่พิเศษสำหรับการออกกำลังกายได้อีกด้วย
  4. แนวคิดการบริหารพื้นที่ สังเกตได้ว่าทำเลทองหลายโครงการเน้นการคัดสรรร้านค้า ไม่รับธุรกิจประเภทเดียวกันซ้ำ เพื่อให้ร้านค้าแต่ละประเภทสร้างยอดขายได้อย่างเต็มที่
  5. การผสมผสานไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เป็นลักษณะของ Niche Community Hub ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าซึ่งมีความชอบหลากหลายเช่น โซนกีฬา Wellness, สัตว์เลี้ยง (Pet Friendly) หรือพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว ซึ่งช่วยสร้าง Traffic เฉพาะกลุ่มที่มีความถี่ในการเข้าใช้บริการสูง

สำรวจ 3 ทำเลทอง! ย่านเศรษฐกิจ กำลังซื้อสูง

ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นหลายโครงการเปิดตัวด้วยจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ในแง่ของการทำธุรกิจจำเป็นต้องวิเคราะห์ในหลายด้านทั้งปัจจัยแวดล้อมของโครงการ เงื่อนไขในแต่ละทำเล ทั้งนี้มีตัวอย่างของ 3 โครงการคอมมูนิตี้ space ที่น่าสนใจสำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ได้แก่

1. Grand Mall (พุทธมณฑลสาย 2)

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน

จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ

  • ตั้งอยู่บนถนนพระเทพตัดใหม่ (พุทธมณฑลสาย 2)
  • เชื่อมต่อ ถ.ราชพฤกษ์, บรมราชชนนี, กาญจนาภิเษก, สาย 1-4
  • ใกล้แหล่งชุมชน สถานศึกษา สถานีขนส่ง และหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่

โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์

  • อาคารโปร่ง สูง 4 เมตร ดีไซน์พื้นที่ได้ไร้ข้อจำกัด
  • ที่จอดรถกว้างขวางมากกว่า 80 คัน
  • สงวนสิทธิ์ไม่รับร้านค้าซ้ำประเภท
  • เช่าเริ่มต้น 500 บาท/ตร.ม. (มีให้เลือก 4 ขนาด)
  • ฟรีค่าเช่า 3 เดือนแรก / ไม่มีค่าส่วนกลาง

2. The Olive Yard (บางแค – บางบอน)

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน

จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ

  • พรีเมียมคอมมูนิตี้มอลล์ เชื่อมต่อ ถ.บางบอน, กาญจนาภิเษก, เอกชัย, เพชรเกษม
  • รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ >10 แห่ง ในรัศมี 5 กม.
  • อยู่ด้านหน้าสนามกีฬา Pickleball & Padel (ศูนย์รวมสาย Wellness)

โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์

  • แนวคิด Pet Friendly ต้อนรับคนรักสัตว์เลี้ยง
  • กั้น Unit ให้ฟรี! สิทธิ์ 1 ธุรกิจ ต่อ 1 ผู้เช่า
  • ที่จอดรถ >30 คัน / ไม่กำหนดเวลาเปิด-ปิด
  • ขนาด 40-270 ตร.ม. เช่าเริ่มต้น 18,000 บาท
  • ฟรีค่าเช่าสูงสุด 3 เดือนแรก + การตลาด Influencer

3.PLERN PLACE (กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า)

ทำเลทอง ดีจริงแค่ไหน

จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ

  • ติดถนนสายหลัก ย่านกรุงเทพกรีฑา-มอเตอร์เวย์ร่มเกล้า
  • ย่านเศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งใน BKK
  • รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่มากกว่า 20 โครงการ

โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์

  • Community Space ครบวงจร ทั้งช้อปปิ้งและพักผ่อน
  • ที่จอดรถสะดวกสบายมากกว่า 20 คัน
  • พื้นที่รวม 880 ตร.ม. (ขนาดเริ่มต้นประมาณ 4×8 ม.)
  • โอกาสทอง: เหลือเพียง 3 Unit สุดท้าย!
  • เหมาะสำหรับอาหาร, สปา, คลินิก, สัตว์เลี้ยง

ทั้ง 3 ทำเลข้างต้น สะท้อนถึงเทรนด์ ทำเลทองยุคใหม่ อย่างชัดเจน คือไม่ได้แออัดอยู่ในใจกลางเมือง แต่กระจายตัวอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยระดับบน (High-End Residential Zone) ที่มีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูง เดินทางสะดวก และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการร้าน การเลือกทำเลที่ให้ข้อเสนอคุ้มค่า มีระยะเวลาเว้นว่างค่าเช่าช่วงเริ่มต้น (Rent-Free Period) และมีการปกป้องการแข่งขันภายในโครงการ สิ่งเหล่านี้เป็นก้าวแรกที่จะช่วยการันตีการสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อย่างไรก็ดีก่อนตัดสินใจเลือกทำเลไหนอย่างไรต้องพิจารณาก่อนว่าร้านค้าที่ของเรามีกลุ่มลูกค้าแบบไหน เหมาะสมกับทำเลทองเหล่านั้นหรือไม่ และหากมองในระยะยาวเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจได้อย่างไร แนะนำว่าควรชมสถานที่นั้นๆ สังเกตว่ามีผู้คนมาใช้บริการในทำเลเหล่านี้มากน้อยขนาดไหน ร้านค้าที่อยู่ในโครงการสร้างยอดขายได้มากน้อยเพียงใด ในยุคที่การแข่งขันสูงก่อนตัดสินใจใดๆ ควรมีข้อมูลวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อโอกาสในการทำธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนคืนมาได้อย่างสูงสุด

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด