น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน เปลี่ยนสินค้าบ้านๆ ทะยาน 1 แสนบิล/เดือน

ถ้าพูดถึง “น้ำเต้าหู้” ภาพที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึงคงหนีไม่พ้นรถเข็นริมทาง ใส่ถุงพลาสติกใสๆ ราคาไม่กี่สิบบาท กินคู่กับปาท่องโก๋ในตอนเช้า แต่ถ้าในวันนี้มีคนบอกว่า น้ำเต้าหู้แบบเดียวกันสามารถเข้าไปขายในสยามพารากอนได้ มีราคาตั้งแต่ 25 บาทไปจนถึงเกือบ 150 บาท และมียอดขายประมาณ 100,000 บิลต่อเดือน คุณอาจสงสัยว่า เขาทำอะไรกับน้ำเต้าหู้ธรรมดาๆ ถึงทำให้คนยอมจ่ายแพงขึ้นได้

นี่คือเรื่องราวของ “น้ำเต้าหู้ปูปลา” แบรนด์ที่เริ่มต้นจากความต้องการง่ายๆ ของลูกชายคนหนึ่ง ที่อยากหาน้ำเต้าหู้รสชาติแบบที่คุณพ่อเคยกิน จนกลายเป็นธุรกิจที่ขยายจากร้านเล็กๆ ย่านประตูผีเข้าสู่ศูนย์การค้าชั้นนำของไทย และตั้งเป้าหมายรายได้ระดับ 100 ล้านบาท รวมถึงเป้าหมายระยะยาวแตะ 1,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “น้ำเต้าหู้ขายดี” แต่คือวิธีที่แบรนด์นำสินค้าที่คนไทยคุ้นเคย จนแทบไม่เห็นความแตกต่าง มาสร้างมูลค่าใหม่ผ่าน “รสชาติ มาตรฐาน แบรนดิ้ง ประสบการณ์ และระบบธุรกิจ”

จากร้านน้ำเต้าหู้เจ้าประจำของพ่อ สู่ธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าจะขายได้หรือเปล่า

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

จุดเริ่มต้นของน้ำเต้าหู้ปูปลาอยู่ในช่วงปี 2566 แบรนด์ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นเทรนด์สุขภาพ หรือการทำ Market Research แล้วพบว่าน้ำเต้าหู้กำลังเป็นตลาดดาวรุ่ง แต่มาจากเรื่องง่ายๆ ในครอบครัวคุณตูน–ศิริวัฒน์ ศิริบุญฤทธิ์ มีคุณพ่อที่ดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ และมีร้านเจ้าประจำที่ซื้ออยู่ทุกวัน แต่วันหนึ่งร้านนั้นกลับปิดตัวลง ปัญหาที่ตามมา คือ แม้จะมีร้านน้ำเต้าหู้อยู่เต็มไปหมด แต่กลับหารสชาติที่คุณพ่อชอบไม่ได้ น้ำเต้าหู้จึงกลายเป็นคำถามง่ายๆ ว่า ทั้งที่มีคนขายเยอะขนาดนี้ ทำไมเราถึงหาร้านที่รสชาติแบบที่ต้องการไม่ได้

จากปัญหาในครอบครัว คำถามจึงค่อยๆ ขยายไปสู่ตลาด เพราะเมื่อมองไปรอบๆ ประเทศไทย น้ำเต้าหู้เป็นสินค้าที่คนรู้จักอยู่แล้ว คนกินตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ มีขายแทบทุกตลาด แต่กลับยังไม่มีแบรนด์ที่ยกระดับน้ำเต้าหู้ขึ้นมาเป็นร้านอย่างจริงจังเพราะเวลาเดินห้างทุกครั้ง เราเห็นร้านกาแฟ ร้านชา ร้านชานม และเครื่องดื่มอีกมากมาย แต่แทบไม่เห็น “คาเฟ่น้ำเต้าหู้” ตรงนี้เองที่กลายเป็นช่องว่างทางธุรกิจ

ศิริวัฒน์จึงเริ่มคิดว่า ถ้าจะทำจริง เขาไม่อยากเปิดร้านน้ำเต้าหู้แบบที่มีอยู่แล้วอีกหนึ่งร้าน แต่ต้องการทำให้น้ำเต้าหู้สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดียวกับกาแฟและชานมในห้างได้ แต่ก่อนจะคิดเรื่องห้าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทำสินค้าให้ได้ก่อน

หนึ่งปีที่ไม่ได้ขายสักแก้ว แต่เทน้ำเต้าหู้ทิ้งเป็นพันลิตร

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

ศิริวัฒน์ไม่ได้เริ่มจากการซื้อสูตรสำเร็จมาเปิดร้าน เขาไปเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การเลือกเมล็ดถั่ว การแช่ถั่ว การโม่ การกรอง ไปจนถึงการต้ม และไม่ได้เรียนจากที่เดียวแล้วนำสูตรมาใช้ทันที

เขาศึกษาจากหลายแหล่ง ทดลองหลายรูปแบบ แล้วนำกลับมาปรับเอง เพราะโจทย์ไม่ได้มีแค่ว่า “ทำน้ำเต้าหู้ให้อร่อย” แต่ต้องเป็นน้ำเต้าหู้ในแบบที่เขาต้องการ รสชาติต้องเข้มข้น หอมถั่ว และมีกลิ่นหอมแบบเตาถ่านที่ทำให้นึกถึงน้ำเต้าหู้ในวัยเด็ก

ปัญหาคือ น้ำเต้าหู้เป็นสินค้าที่ดูเหมือนง่าย แต่รายละเอียดเล็กๆ มีผลต่อรสชาติแทบทั้งหมด ถั่วแต่ละชนิดให้รสชาติไม่เหมือนกัน ระยะเวลาในการแช่มีผล อุณหภูมิในการต้มมีผล ปริมาณน้ำมีผลแม้กระทั่งวัตถุดิบที่นำมาใส่ในแก้วก็ต้องทดลอง แปะก๊วยต้องไม่ขม ลูกเดือยต้องไม่แข็งหรือเละเกินไป เผือกต้องมีขนาดและเนื้อสัมผัสที่เหมาะสม ฟองเต้าหู้ต้องมี Texture ที่แตกต่าง ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า

ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 ปี ครัวที่บ้านกลายเป็นห้องทดลอง ทำแล้วให้ครอบครัวชิม ทำแล้วให้คนอื่นชิม ทำ Blind Taste เพื่อดูว่าคนส่วนใหญ่ชอบรสชาติแบบไหน ถ้าไม่ผ่านก็ทำใหม่ ถ้ารสชาติไม่ใช่ก็เททิ้งมีข้อมูลจากบทสัมภาษณ์จากสื่อต่างๆ ระบุว่า ระหว่างพัฒนาสูตรมีการเทน้ำเต้าหู้ทิ้งไปเป็นพันๆ ลิตร กว่าจะได้สูตรที่คุณพ่อพอใจ สำหรับธุรกิจอาหาร นี่อาจเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการจ่ายต้นทุนให้เสร็จก่อนเปิดร้าน เพราะเมื่อร้านเปิดจริง สิ่งที่แบรนด์ไม่อยากให้ลูกค้าเป็นคนทดลองก็คือ “สูตรของเรา”

ไม่ใช่แค่น้ำเต้าหู้อร่อย แต่ต้องทำให้คนจำชื่อได้

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

เมื่อสูตรเริ่มลงตัว ปัญหาต่อไปจึงไม่ใช่เรื่องสินค้าแล้ว แต่เป็นคำถามว่า “ถ้ามีน้ำเต้าหู้อร่อยอีกหนึ่งร้าน แล้วจะทำให้คนจำเราได้อย่างไร” ศิริวัฒน์จึงให้ความสำคัญกับ Branding ตั้งแต่ก่อนเปิดร้านหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ชื่อ” ชื่อที่เลือกคือ “น้ำเต้าหู้ปูปลา” มีที่มาจากเกมพื้นบ้าน “น้ำเต้าปูปลา” ซึ่งเป็นความทรงจำในวัยเด็ก แล้วเติมคำว่า “หู้” เข้าไปให้เชื่อมโยงกับสินค้า ผลคือกลายเป็นชื่อที่คนได้ยินครั้งเดียวก็จำได้

น้ำเต้าหู้ปูปลา ฟังดูเหมือนคุ้นเคย แต่ก็แปลกพอที่จะทำให้คนหยุดถามว่า “ร้านอะไร” และเมื่อชื่อร้านมีคาแรกเตอร์แล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ก็ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ร้านจึงถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายความเก่า ความทรงจำในวัยเด็ก ผสมกับความโมเดิร์นและความน่ารัก มีองค์ประกอบที่หยิบมาจากเกมน้ำเต้าปูปลา

ตั้งแต่ลูกเต๋า ไปจนถึงรายละเอียดของไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วย ถาด และภาชนะต่างๆ แม้แต่ชามที่ใช้เสิร์ฟก็ไม่ได้เลือกจากคำว่า “สวย” แต่ต้องคิดต่อว่าชามแบบไหนเหมาะกับเมนูร้อน เมนูเย็น ท็อปปิ้งจะวางอย่างไรและเมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วจะดูน่ากินหรือไม่ เพราะในโลกที่ลูกค้าสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปได้ทุกครั้งที่กินอาหาร “ร้านที่ถ่ายรูปแล้วสวย” ก็สามารถกลายเป็นสื่อของตัวเองได้

เปิดร้านแรกที่ประตูผี เพราะยังไม่พร้อมเข้าห้าง

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

แม้เป้าหมายตั้งแต่แรกคือการพาน้ำเต้าหู้เข้าห้าง แต่ร้านแรกกลับไม่ได้เปิดในห้าง น้ำเต้าหู้ปูปลาเลือกเปิดแบบ Stand Alone ที่ “ประตูผี” เหตุผลหนึ่งคือทีมต้องการทดสอบตลาดก่อน เพราะในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักแบรนด์ การเดินเข้าไปบอกห้างว่า “เรามีน้ำเต้าหู้ จะขอเปิดร้าน” คงไม่ง่ายนัก ประตูผีจึงเป็นเหมือนสนามสอบสนามแรก ย่านที่มีชื่อเรื่อง Street Food และมีร้านอาหารชื่อดังอยู่มากมาย ทำให้แบรนด์สามารถสร้างตัวตนขึ้นมาก่อน

ช่วงแรกหลังเปิดร้านไม่ได้มีคนแน่นตั้งแต่วันแรก ทีมไม่ได้เร่งโปรโมตหนัก เพราะหากคนเข้ามามากเกินไปในขณะที่ระบบยังไม่พร้อม ก็อาจกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี จึงปล่อยให้ลูกค้าเข้ามาตามธรรมชาติ แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึง มีเพจและนักรีวิวเริ่มเข้ามากิน จากนั้นก็เริ่มมีคนพูดถึงร้าน จากคนกลุ่มเล็กๆ กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ และจากร้านที่เคยเงียบก็เริ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้ทีมเริ่มเห็นว่า สิ่งที่พวกเขาทำอาจมาถูกทาง

จากน้ำเต้าหู้ 25 บาท สู่บิลเฉลี่ยประมาณ 120 บาท

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

หนึ่งในจุดที่น่าสนใจของโมเดลน้ำเต้าหู้ปูปลา คือไม่ได้พยายามทำให้น้ำเต้าหู้มีราคาแพงตั้งแต่แรก ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 25 บาท ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันทำหน้าที่เป็น “ประตูทางเข้า” คนที่เดินผ่านสามารถคิดได้ว่า

“ลองดูก็ได้ ราคาไม่ได้ต่างจากน้ำเต้าหู้ทั่วไปมาก” แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งได้หลายสิบอย่าง มีทั้งฟองเต้าหู้ เผือก ลูกเดือย เม็ดบัว งาดำ และเครื่องต่างๆ รวมกว่า 30–40 รายการตามข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ลูกค้าจึงไม่ได้ถูกบังคับให้ซื้อเมนูราคาแพง แต่สามารถค่อยๆ สร้างแก้วของตัวเองขึ้นมา จาก 25 บาท เพิ่มเครื่อง เพิ่มท็อปปิ้ง เลือกเมนูพิเศษ จนราคาต่อบิลสูงขึ้นตามความต้องการของลูกค้าเอง

ในช่วงปลายปี 2568 มีการรายงานยอดขายประมาณ 100,000 บิลต่อเดือน และค่าเฉลี่ยต่อบิลราว 120 บาท หากนำสองตัวเลขมาคูณกัน จะเท่ากับมูลค่าการขายประมาณ 12 ล้านบาทต่อเดือนในเชิงคำนวณจากตัวเลขดังกล่าว นี่ทำให้เห็นว่า น้ำเต้าหู้ปูปลาไม่ได้หาเงินจากการขาย “น้ำเต้าหู้แก้วละ 25 บาท” เพียงอย่างเดียว แต่หาเงินจากการออกแบบ “Price Architecture” มีราคาที่ทำให้คนเข้าร้านง่าย มีตัวเลือกที่ทำให้ลูกค้าสามารถเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้ตามความต้องการ

ท็อปปิ้งไม่ใช่แค่ของเพิ่ม แต่คือเครื่องมือเพิ่มมูลค่า

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

ถ้ามองเผินๆ การมีท็อปปิ้ง 30–40 อย่างอาจเป็นเพียงเรื่องของความหลากหลาย แต่ในเชิงธุรกิจ มันทำหน้าที่มากกว่านั้นหนึ่งคือ Personalization ลูกค้ารู้สึกว่าแก้วของตัวเองแตกต่างจากคนอื่นสองคือเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ เพราะวันนี้กินงาดำ พรุ่งนี้อาจลองเผือก อีกวันอาจลองเม็ดบัวสามคือช่วยเพิ่ม Average Order Valueและสี่คือทำให้สินค้าเกิด Content ได้ง่ายขึ้น

แก้วน้ำเต้าหู้ที่มีเครื่องแน่นๆ สีสันแตกต่างกัน จึงสามารถถ่ายรูปและแชร์ลง Social Media ได้ น้ำเต้าหู้ธรรมดาจึงถูกเปลี่ยนจาก “สินค้า” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์”

จากน้ำเต้าหู้ร้านริมทาง สู่ร้านในสยามพารากอน

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

เมื่อแบรนด์เริ่มพิสูจน์ตัวเองจาก Stand Alone แล้ว ขั้นต่อไปคือการเข้าไปในห้าง จากข้อมูลในช่วงแรก แบรนด์ขยายเข้าสู่ศูนย์การค้าหลายแห่ง เช่น เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมกาบางนา สยามพารากอน และสามย่านมิตรทาวน์ ก่อนจำนวนสาขาจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเวลาต่อมา การเข้าห้างไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “ได้พื้นที่ขายเพิ่ม”

แต่มันเปลี่ยน Positioning ของแบรนด์ด้วย จากเดิมที่น้ำเต้าหู้ถูกมองเป็นอาหาร Street Food ราคาประหยัด เมื่อมาอยู่ในพื้นที่เดียวกับร้านกาแฟและร้านเครื่องดื่มแบรนด์ดังผู้บริโภคก็เริ่มมองน้ำเต้าหู้ในฐานะ “แบรนด์เครื่องดื่ม” มากขึ้น นี่จึงเป็นกลยุทธ์ Place ที่ส่งผลกลับไปยัง Brand Perception ด้วย ทำเลไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างยอดขาย แต่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

เข้าห้างแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่หน้าร้าน แต่คือระบบหลังบ้าน

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

การเปิดร้าน Stand Alone กับการเปิดร้านในห้างเป็นคนละเกม ร้านเดิมอาจเปิดช่วงเย็น แต่ร้านในห้างต้องเปิดตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น และเมื่อมีหลายสาขา ความผิดพลาดเพียงหนึ่งสาขาก็สามารถกระทบภาพรวมของแบรนด์ได้ น้ำเต้าหู้ปูปลาจึงต้องพัฒนาระบบหลังบ้านและมี “ครัวกลาง” เพื่อควบคุมมาตรฐาน

นี่เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของโมเดลธุรกิจ เพราะสิ่งที่แบรนด์ขายไม่ได้มีแค่รสชาติ แต่ขาย “ความสม่ำเสมอ” ลูกค้าที่กินที่สาขาหนึ่งวันนี้ ต้องคาดหวังได้ว่าเมื่อไปอีกสาขาหนึ่ง รสชาติและคุณภาพจะไม่ต่างกันมาก

แบรนด์ยังเลือกทำสดใหม่ทุกวัน ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การคัดถั่ว ไปจนถึงการใช้น้ำดื่มในกระบวนการผลิต รวมถึงท็อปปิ้งหลายชนิดที่ทำเอง อย่างฟองเต้าหู้แผ่นใหญ่ ซึ่งแบรนด์ระบุว่าไม่ได้ซื้อแบบสำเร็จรูป สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่เมื่อรายละเอียดเหล่านี้ถูกทำซ้ำทุกวันในทุกสาขา มันจะค่อยๆ กลายเป็น “มาตรฐานของแบรนด์”

ทำไมไม่ขายแฟรนไชส์ ทั้งที่น่าจะโตได้เร็วกว่า

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

เมื่อแบรนด์เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ “ทำไมไม่ขายแฟรนไชส์” เพราะแฟรนไชส์สามารถช่วยให้แบรนด์ขยายสาขาได้เร็ว และใช้เงินลงทุนจากผู้ประกอบการรายอื่นแทนการลงทุนเองทั้งหมด แต่น้ำเต้าหู้ปูปลายังเลือกที่จะขยายสาขาด้วยตัวเอง เหตุผลสำคัญที่ผู้บริหารพูดถึงคือ “การควบคุมคุณภาพ” เพราะน้ำเต้าหู้เป็นสินค้าที่มีรายละเอียดในกระบวนการผลิตสูง

ถ้าสาขาหนึ่งทำรสชาติไม่เหมือนกัน ใช้วัตถุดิบไม่เหมือนกัน หรือรักษามาตรฐานไม่ได้ สิ่งที่เสียหายอาจไม่ใช่แค่ยอดขายของสาขานั้น แต่คือชื่อของแบรนด์ทั้งหมด

ดังนั้น โมเดลนี้จึงเลือกแลก “ความเร็วในการขยาย” กับ “การควบคุมมาตรฐาน” และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ธุรกิจอาหารไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า โตเร็วที่สุดแล้วจะดีที่สุดเสมอไป สิ่งสำคัญคือระบบหลังบ้านสามารถรองรับความเร็วที่เราต้องการได้หรือไม่ ปัจจุบันร้าน น้ำเต้าหู้ปูปลา ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยมีสาขาทั้งหมด 17 สาขา

ไม่ได้ซื้อโฆษณาหนัก แต่ให้ลูกค้าช่วยเล่าเรื่องแทน

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ Marketing ของน้ำเต้าหู้ปูปลาไม่ได้เริ่มต้นจากการใช้งบโฆษณาขนาดใหญ่ ในช่วงแรก กระแสสำคัญเกิดจากเพจ นักรีวิว และ Influencer ที่เข้ามาลองเอง เมื่อคนหนึ่งรีวิว อีกคนเห็นก็อยากลอง เมื่อลูกค้าไปถึงร้านแล้วเห็นแก้วน้ำเต้าหู้ที่มีท็อปปิ้งเต็มแก้ว ก็ถ่ายรูป เมื่อมีคนโพสต์ คนอื่นก็เห็น

จากนั้นก็กลายเป็นวงจร สินค้า รีวิว คนอยากลอง ถ่ายรูป แชร์ ลูกค้าใหม่ สิ่งที่ทำให้วงจรนี้ทำงานได้คือสินค้าและ Branding ต้องมี “เรื่องให้เล่า” ชื่อร้านจำง่าย หน้าร้านถ่ายรูปได้ ท็อปปิ้งมีความหลากหลาย มี Story ของผู้ก่อตั้ง และมีรสชาติที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในวัยเด็ก แบรนด์จึงไม่ได้ต้องพูดทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สร้างเงื่อนไขให้คนอื่นอยากพูดถึง

น้ำเต้าหู้ไม่ได้ขายแค่สุขภาพ แต่ขาย “ความทรงจำ”

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

ถ้ามองน้ำเต้าหู้ปูปลาผ่านมุม Product อย่างเดียว เราอาจเห็นเพียงน้ำเต้าหู้กับท็อปปิ้ง แต่ถ้ามองผ่านมุม Brand จะเห็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ “Nostalgia” กลิ่นน้ำเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ ปาท่องโก๋ น้ำขิง งาดำ บัวลอย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับอาหารที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคย แบรนด์จึงไม่ได้พยายามทำให้น้ำเต้าหู้กลายเป็นสินค้าใหม่จนไม่เหลือความเป็นน้ำเต้าหู้

แต่เลือกหยิบความดั้งเดิมมา “จัดวางใหม่” ให้คนรุ่นเก่าได้กินรสชาติที่คุ้นเคย และให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสความดั้งเดิมในรูปแบบที่เข้ากับ Lifestyle ปัจจุบัน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Customer Segment ของแบรนด์กว้าง ตั้งแต่ผู้สูงอายุ คนทำงาน ไปจนถึงวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

จาก 4P สู่ 4C และ 4E

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

ถ้ามองผ่าน Marketing 4P น้ำเต้าหู้ปูปลามีองค์ประกอบค่อนข้างชัด

  • Product คือ น้ำเต้าหู้สดใหม่ รสชาติเข้มข้น ท็อปปิ้งหลากหลาย และเมนูที่ต่อยอดจากของดั้งเดิม
  • Price คือ เริ่มต้นในระดับที่เข้าถึงง่าย แต่มีทางเลือกให้เพิ่มมูลค่าต่อบิล
  • Place คือ เริ่มจาก Street Food Destination อย่างประตูผี ก่อนเข้าสู่ศูนย์การค้าชั้นนำ
  • Promotion คือ การใช้ Branding, รีวิว, Word of Mouth และ Social Content เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองจากแบรนด์ไปเป็นลูกค้า 4P เหล่านี้ความหมายจะเปลี่ยนไป

  • Product กลายเป็น Customer Solution น้ำเต้าหู้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นตัวเลือกที่ให้ทั้งความคุ้นเคย ความสะอาด มาตรฐาน และการเลือกเครื่องได้ตามใจ
  • Price กลายเป็น Customer Cost ลูกค้าไม่ได้จ่ายแค่ค่าน้ำเต้าหู้ แต่กำลังแลกเงินกับความสะดวก สถานที่ และความมั่นใจในคุณภาพ
  • Place กลายเป็น Convenience จากเดิมที่ต้องตามหาร้านน้ำเต้าหู้ริมทาง ก็สามารถซื้อได้ในสถานที่ที่ไปอยู่แล้ว
  • Promotion กลายเป็น Communication แบรนด์ไม่ได้เป็นผู้พูดฝ่ายเดียว แต่ลูกค้า Influencer และคนใน Social Media กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร

และถ้ามองต่อไปถึง 4E จะเห็นว่า จุดแข็งของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ “การขายน้ำเต้าหู้” อย่างเดียว แต่คือการสร้าง Experience ตั้งแต่ชื่อร้าน บรรยากาศ ถ้วย ถาด ท็อปปิ้ง ไปจนถึงเรื่องราวของแบรนด์ ทั้งหมดทำให้การกินน้ำเต้าหู้กลายเป็นกิจกรรมที่มีประสบการณ์มากกว่าการซื้อเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว

โจทย์ใหญ่ต่อไป ทำอย่างไรให้กลายเป็น Top-of-Mind

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/4sh6n

การเป็นกระแสกับการเป็นแบรนด์ที่คน “นึกถึงเป็นอันดับต้นๆ” เป็นคนละเรื่องกัน ช่วงหนึ่งคนอาจแห่ไปเพราะเห็นรีวิว แต่คำถามที่ยากกว่าคือ อีก 3 ปีข้างหน้า ถ้ามีร้านน้ำเต้าหู้ในห้างเพิ่มขึ้นอีก 10 แบรนด์ คนจะยังนึกถึงน้ำเต้าหู้ปูปลาอยู่หรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ผู้บริหารพูดถึงอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้แบรนด์กลายเป็น Top-of-Mind เพราะในตลาดที่คู่แข่งสามารถทำเมนูคล้ายกันได้ สิ่งที่จะรักษาความแตกต่างจึงต้องกลับมาที่รสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานที่ทำซ้ำได้

และในระยะต่อไป แบรนด์ยังมีแผนศึกษาการขยายไปยังช่องทางอื่น เช่น โรงพยาบาล Catering และ Cloud Kitchen รวมถึงการพัฒนาสินค้าแบบบรรจุแพ็กเพื่อเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อและ Modern Trade โดยมีโจทย์สำคัญคือการรักษาความสดใหม่และคุณภาพของสินค้า

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงแผนขยายไปต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งจะเป็นอีกบททดสอบว่าแบรนด์น้ำเต้าหู้ที่สร้างจากบริบทไทย สามารถเดินทางออกไปสู่ตลาดภูมิภาคได้มากแค่ไหน

จาก Second Job สู่ธุรกิจหลัก

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของเรื่องนี้คือ น้ำเต้าหู้ปูปลาไม่ได้ถูกวางให้เป็นธุรกิจหลักตั้งแต่วันแรก ศิริวัฒน์มีธุรกิจครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว ในช่วงแรก น้ำเต้าหู้ปูปลาจึงเป็นเหมือนธุรกิจที่ทำควบคู่กันไป แต่เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนเวลาของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยน จากเดิมที่ธุรกิจครอบครัวเป็นงานหลัก และน้ำเต้าหู้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง

วันนี้น้ำเต้าหู้ปูปลากลายเป็นธุรกิจที่เขาทุ่มเทเวลาให้มากที่สุด สิ่งนี้สะท้อนอีกเรื่องหนึ่งของการสร้างธุรกิจ บางครั้งผู้ประกอบการไม่ได้รู้ตั้งแต่วันแรกว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังทำจะกลายเป็นธุรกิจใหญ่หรือไม่แต่เมื่อทดลองจริง ตลาดตอบรับ ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และโมเดลเริ่มขยายได้ โอกาสก็จะค่อยๆ ชัดขึ้นระหว่างทาง

จากน้ำเต้าหู้ริมทาง สู่ธุรกิจที่ตั้งเป้า 100 ล้าน

น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน
ภาพจาก https://citly.me/O0DfN

เส้นทางของน้ำเต้าหู้ปูปลาจึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการคิดค้นสินค้านวัตกรรมใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ไม่มี Category ใหม่ เพราะน้ำเต้าหู้อยู่กับคนไทยมานานแล้ว สิ่งที่แบรนด์ทำคือ “ยกระดับ” สิ่งที่มีอยู่เดิม

  • จากสินค้าไม่มีแบรนด์ สู่สินค้าที่มี Brand Identity
  • จากร้านริมทาง สู่ร้านในศูนย์การค้า
  • จากราคาหลักสิบ สู่เมนูที่มีราคาสูงขึ้นตามการเลือกของลูกค้า
  • จากสูตรที่ทำในครัว สู่ระบบครัวกลาง
  • จากลูกค้าที่ซื้อ สู่ลูกค้าที่ช่วยสร้าง Content
  • จากร้านหนึ่งร้าน สู่โมเดลที่สามารถขยายสาขาได้

ตัวเลขการเติบโตที่มีการรายงานก็สะท้อนภาพนี้เช่นกัน โดยมีข้อมูลว่ารายได้ในช่วงแรกเติบโตจากประมาณ 4 ล้านบาทในปีแรก เป็นประมาณ 40 ล้านบาทในปีที่สอง และมีการตั้งเป้ารายได้ประมาณ 100 ล้านบาทในปีถัดไป พร้อมเป้าหมายระยะยาวระดับ 1,000 ล้านบาท แน่นอนว่าเป้าหมายในอนาคตยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลประกอบการจริง แต่สิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วคือ น้ำเต้าหู้สามารถกลายเป็น “แบรนด์” ได้

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช