กำไรจาก “วาฟเฟิล” ดีแค่ไหน? มารุวาฟเฟิล วัตถุดิบพร้อม อุปกรณ์ครบ เริ่มได้เลย

เมื่อต้องให้เลือกว่าจะลงทุนอะไรสักอย่าง สิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นไม่ใช่แค่ภาพสวยงามของแบรนด์แต่ต้องมองลึกไปถึงตัวเลขรายได้ ยิ่งยุคนี้คู่แข่งเยอะ พฤติกรรมลูกค้าก็เปลี่ยน เงินลงทุนใดๆ ก็ตามย่อมคาดหวังถึงการหมุนเวียนกลับมาได้อย่างคุ้มค่า คำถามก็คือว่า แล้วจะยังมีสินค้าแบบไหน อย่างไรที่ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างที่ต้องการ

บางคนเลือกเปิดร้านอาหาร บางคนเลือกเปิดร้านกาแฟ เพราะมองว่านี่คือสินค้าที่คนต้องการมาก ขอแค่มีทำเลที่ดีแม้มีความเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสขายได้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า + บริการ + การตลาดเป็นสำคัญ แต่ถ้าจะฉีกแนวไปอีกหน่อย อาจโฟกัสลงมาในกลุ่มที่คนอาจนึกไม่ถึงแต่ก็เป็นสินค้าขายดีเหมือนกัน นั่นคือ “วาฟเฟิล”

ทำไม “วาฟเฟิล” ถึงน่าสนใจและน่าลงทุน?

วาฟเฟิล
ภาพจาก มารุวาฟเฟิล

จุดเด่นของวาฟเฟิลคือสินค้าที่เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย กินได้ตั้งแต่นักเรียน วัยรุ่น คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้วาฟเฟิลขายดีคือกลิ่นที่หอมและแป้งที่อบใหม่ ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าที่เดินผ่านไปมาให้แวะซื้อได้ทันที ในสมัยก่อนวาฟเฟิลมีรูปร่างธรรมดา แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นยุคใหม่มากขึ้น

ผสมผสานการใส่ไอศกรีม วิปครีม หรือผลไม้สด กลายเป็นเมนูง่ายๆ แต่พรีเมี่ยมในราคาที่คนยอมจ่าย ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ายุคนี้การตลาดโซเชี่ยลสำคัญมาก และการที่วาฟเฟิลหน้าตาสวยเป็นทุนเดิม ย่อมทำให้ลูกค้าอยากโพสต์ในโซเชี่ยล ที่ช่วยเป็นการตลาดให้กับแบรนด์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ยิ่งถ้าวิเคราะห์ในแง่ของความคุ้มค่าน่าลงทุนจะพบว่าวาฟเฟิลมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่พร้อมสร้างรายได้คือ

1.ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ แต่สร้างกำไรได้สูง

หากมองในกลุ่มเบเกอรี่โดยทั่วไปมีต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) อยู่ที่ประมาณ 30–35% ของราคาขาย หมายความว่าหากขายได้ชิ้นละ 60–80 บาท จะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

2.พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า / สินค้าต้องมีจุดเด่น

เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้เน้นแค่อร่อยแต่ต้องรู้สึกประทับใจกับสินค้านั้นๆ การที่วาฟเฟิลมีกลิ่นหอม มีรสชาติที่หลากหลาย จึงเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ได้อย่างดี และยังเป็นสินค้าที่พัฒนาเมนูได้อย่างไม่จบสิ้น ยิ่งใส่ไอเดียมากเท่าไหร่ โอกาสขายดีก็ยิ่งมีมากขึ้นด้วย

3.ธุรกิจที่ความเสี่ยงต่ำกว่าเบเกอรี่ประเภทอื่น

ในขณะที่เบเกอรี่ประเภทเค้กหรือขนมปังสด อาจเจอความเสี่ยงเรื่อง Shelf Life ที่มีผลต่อต้นทุนและรายได้ ในกรณีของ วาฟเฟิลที่ส่วนใหญ่ใช้แป้งสำเร็จรูป จึงควบคุมสต็อกวัตถุดิบได้ดีกว่า ต้นทุนวัตถุดิบของเหลือทิ้งแทบจะไม่มี

มารุวาฟเฟิล! แฟรนไชส์อุปกรณ์ครบ ระบบพร้อม เปิดร้านได้ทันที

วาฟเฟิล
ภาพจาก มารุวาฟเฟิล

อย่างไรก็ดีแม้วาฟเฟิลจะเป็นสินค้าที่ขายง่าย ขายดี แต่การที่คนอยากเปิดร้านเองแล้วไปเริ่มจากศูนย์ต้องก้าวไปทีละขั้นตั้งแต่คิดสูตร หาอุปกรณ์ สร้างแบรนด์ ออกแบบร้าน ทำการตลาด สร้างฐานลูกค้า ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้คาดว่าน่าจะใช้เวลานาน วิธีที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับแฟรนไชส์ ซึ่ง “มารุวาฟเฟิล” มีโมเดลลงทุนที่สนับสนุนผู้ลงทุนในทุกด้าน

  • มีแป้งสำเร็จรูปพร้อมใช้งานได้ทันที ซึ่งเป็นหัวใจของวาฟเฟิล และแป้งสูตรมารุวาฟเฟิลพร้อมส่งตรงให้ผู้ลงทุนในทุกสาขา ไม่ต้องผสมแป้งเอง นำไปใช้งานได้ทันที ช่วยสร้างมาตรฐานเรื่องรสชาติให้เท่าเทียมกันในทุกวัน ในทุกสาขา และสามารถควบคุม Food Waste ได้แม่นยำ 100%
  • พื้นที่ร้านขนาดเล็ก ไม่ต้องจ้างพนักงานเยอะ ใช้พื้นที่เปิดร้านประมาณ 12-35 ตร.ม. เมื่อพื้นที่ร้านเล็ก การควบคุมต้นทุนต่างๆ ก็ง่ายกว่าการเป็นร้านขนาดใหญ่ ที่สำคัญไม่ต้องจ้างพนักงานหลายคนใช้เพียง 1-2 คน ก็เปิดร้านได้ ตรงนี้มีส่วนสำคัญมากกับค่า Fixed Cost ในแต่ละเดือน
  • อุปกรณ์ครบ ทีมงานพร้อมดูแลทุกขั้นตอน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ลงทุนไม่ต้องมานั่งสร้างแบรนด์เอง ไม่ต้องคิดเรื่องรูปแบบร้าน มารุวาฟเฟิลมีสาขารวมกว่า 221 แห่ง และมีประสบการณ์มานาน มีฐานลูกค้าทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเปิดสาขาที่ไหนคนก็รู้จักแบรนด์ได้ทันที

จำลองตัวเลขรายได้! มารุวาฟเฟิล ขายดีแค่ไหน?

วาฟเฟิล
ภาพจาก มารุวาฟเฟิล

เพื่อให้มองเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจน เราจะจำลองตัวเลขรายได้จากการประมาณการยอดขาย ซึ่งขอบอกก่อนว่าตัวเลขนี้สามารถผันแปรได้ตามปัจจัยที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละสาขา เบื้องต้นเราคำนวณจากพื้นที่ 12-35 ตร.ม. ซึ่งเหมาะสำหรับการเปิดเป็นคีออสในห้างสรรพสินค้า , คอมมูนิตี้มอลล์ หรือในสถานีบริการน้ำมันต่างๆ สมมุติตัวเลขเบื้องต้นคือ

  • ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น 60 – 80 บาท
  • ยอดขาย 50 – 80 ชิ้นต่อวัน
  • รายได้ต่อวัน ประมาณ 3,500 – 5,000 บาท
  • รายได้ต่อเดือน ประมาณ 105,000 – 150,000 บาท

หักลบต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ (ตัวเลขประมาณการ)

  • ต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) 30-35% ของยอดขาย ประมาณ 35,000 – 45,000 บาท/เดือน
  • ค่าเช่าพื้นที่ 12-35 ตร.ม.เฉลี่ยประมาณ 10,000 – 25,000 บาท/เดือน
  • ค่าจ้างพนักงาน ประมาณ 12,000 – 18,000 บาท/เดือน
  • ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Royalty 3% + Marketing 1% รวมเป็น 4%) คิดจากยอดขาย จะอยู่ที่ประมาณ 4,200 – 6,000 บาท/เดือน
  • ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ-ไฟ) ประมาณ 3,000 – 5,000 บาท/เดือน

ดังนั้นธุรกิจจะมีกำไรสุทธิเหลือประมาณ 30% – 40% ของยอดขาย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 35,000 – 60,000 บาทต่อเดือน จากงบลงทุนตั้งต้นที่ 500,000 – 800,000 บาท สาขาที่ทำเลดีและยอดขายเป็นไปตามเป้า จะสามารถ คืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 12 – 24 เดือน

วาฟเฟิล
ภาพจาก มารุวาฟเฟิล

ในแง่ของการลงทุนถือว่าคุ้มค่าและมองเห็นภาพรายได้ที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีมารุวาฟเฟิลยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและบริการเป็นสำคัญ จึงมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สะท้อนว่านี่คือการลงทุนที่ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจแต่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างกำไรได้ในระยะยาวด้วย

สนใจลงทุนแฟรนไชส์มารุวาฟเฟิล โทร. 097-4429797 , 089-6569797 

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด