ตลาดกาแฟจีน! สาขาเพิ่ม! คุณภาพไม่เพิ่มลูกค้าไม่ชอบ! ยอดขายดิ่งหนัก
จากวัฒนธรรมการดื่มชาของคนจีน แปรเปลี่ยนมาสู่ความนิยมในการดื่มกาแฟมากขึ้น จุดเปลี่ยนเริ่มต้นในปี 1999 ที่สตาร์บัคส์ เข้ามาตีตลาดจีนเป็นครั้งแรก ซึ่งสตาร์บัคส์ก็งัดทุกกลยุทธ์เพื่อเอาชนะใจลูกค้าจีน แม้ต้องยอมแลกกับการขาดทุนในช่วงเริ่มต้นก็ตาม เมื่อความนิยมการดื่มกาแฟของคนจีนเริ่มมากขึ้น ก็ปรากฏแบรนด์ต่างๆ ที่ทยอยเข้าสู่วงการนี้อย่างเช่น Luckin Coffee ในปี 2017 , Cotti Coffee ในปี 2022 เป็นต้นซึ่งจุดเด่นของ 2 แบรนด์ที่พูดถึงนี้คือกาแฟท้องถิ่นที่ชูจุดเด่นเรื่องราคาถูก มีเมนูให้เลือกเยอะกว่าร้านกาแฟอื่น เน้นขนาดร้านที่ไม่ต้องใหญ่มาก เพื่อลดต้นทุนของร้านและค่าเช่า ผสมผสานกับการใช้โมเดลแฟรนไชส์ ทำให้ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และเกิด Economies of scale หรือต้นทุนต่อหน่วยของวัตถุดิบลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เทียบตลาดกาแฟจีน VS ไทย ใครใหญ่กว่ากัน?

วิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบตลาดกาแฟจีนกับไทย จำเป็นต้องโฟกัสแยกย่อยในหลายส่วนยกตัวอย่างเช่น
ตลาดกาแฟระดับกลางที่เน้นราคาไม่แพง จะเป็นตลาดที่ใหญ่มากในจีนเฉพาะกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 700,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท
ตลาดกาแฟสำเร็จรูป ในจีนจะมีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีหากรวมตลาดกาแฟจีนทุกประเภท อุตสาหกรรมนี้ในจีนประเมินว่ากำลังพุ่งแตะระดับ 1 ล้านล้านหยวนหรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท
ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณ 65,000 ล้านบาท เทียบเคียงดูแล้วตลาดกาแฟในจีนถือว่ามีมูลค่ามากกว่าในไทย 30 เท่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเนื่องจากจีนมีประชากรสูงถึง 1,400 ล้านคน
แม้อัตราการดื่มกาแฟต่อหัวของจีนจะยังต่ำกว่าไทย โดยคนจีนดื่มเฉลี่ยประมาณ 25–30 แก้ว/คน/ปี ขณะที่คนไทยดื่มเฉลี่ย 300 แก้ว/คน/ปี แต่ด้วยขนาดประชากรที่มหาศาล และการขยายสาขาของแบรนด์กาแฟราคาไม่แพง เช่น Luckin, Cotti, Lucky Cup) เข้าสู่เมืองรองต่างๆ ทำให้ฐานผู้ดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากดูที่ความหนาแน่นของร้านกาแฟ ในประเทศจีนมีร้านกาแฟสดเปิดให้บริการรวมกันเกือบ 230,000 แห่ง เฉพาะแค่เซี่ยงไฮ้เมืองเดียวก็มีร้านกาแฟมากกว่า 8,000 แห่ง ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ร้านกาแฟในไทยมีรวมกันหลักหมื่นแห่งเท่านั้น
ตลาดกาแฟจีน! สาขาเยอะ! คุณภาพไม่เพิ่ม! ลูกค้าไม่ชอบ

ทุกวันนี้ในประเทศจีนพบเจอร้านกาแฟได้แทบทุกพื้นที่ มีทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ซึ่งถ้าไล่เรียง 10 อันดับแรกคือ
- Luckin Coffee ประมาณ 36,000 สาขา
- Cotti Coffee ประมาณ 18,000 สาขา
- Lucky Cup ประมาณ 9,000 สาขา
- Starbucks China ประมาณ 8,000 สาขา
- NOWWA Coffee ประมาณ 6,000 สาขา
- KCOFFEE (KFC China) ประมาณ 5,000 สาขา
- Manner Coffee ประมาณ 1,500 สาขา
- Tims China (Tim Hortons) ประมาณ 1,050 สาขา
- McCafé (McDonald’s China) ประมาณ 1,000 สาขา
- Pacific Coffee ประมาณ 200 สาขา
** เป็นตัวเลขจำนวนสาขาโดยประมาณ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละแบรนด์ต่อเนื่อง **

แม้จะดูว่าสาขาร้านกาแฟในจีนมีเยอะมาก แต่ในอีกมุมหนึ่งลูกค้าส่วนใหญ่กังวลเรื่อง “คุณภาพ” ที่ไม่ได้เพิ่มตาม ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2025 Luckin Coffee ทำรายได้รวมทั้งปีสูงถึง 4.92 หมื่นล้านหยวน แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 แม้สาขาจะเพิ่มขึ้นเป็น 36,000 สาขา ทว่ายอดขายของสาขาเดิม (Same-Store Sales) กลับเริ่มติดลบ (ประมาณ-5.3%) สะท้อนให้เห็นว่าการเปิดสาขาใหม่ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายให้สาขาเดิม แต่เป็นการแย่งลูกค้ากันเอง
หรืออย่าง Cotti Coffee ที่เป็นคู่แข่งสำคัญที่ใช้กลยุทธ์เปิดร้านประกบกับ Luckin และเน้นขายแฟรนไชส์เป็นหลัก ในบางช่วงอาจมีสาขาใหม่เพิ่มขึ้นหลายร้อยแห่ง ขณะเดียวกันก็มีสาขาเก่าที่ต้องปิดตัวอันเป็นผลจากการที่ร้านค้าแย่งลูกค้ากันเองจนผู้ซื้อแฟรนไชส์แบกรับภาระยอดขายที่ขาดทุนไม่ไหว
วิเคราะห์การตลาดทำไมเพิ่มแต่สาขา ไม่เพิ่มคุณภาพ

ถ้าไปดูตัวเลขรายได้ของแต่ละแบรนด์จะพบว่าอัตราการเร่งขยายสาขาที่มากเกินไป แถมยังต้องแข่งขันในสงครามราคา จนบางทีก็ละเลยเรื่องสำคัญอย่างคุณภาพของสินค้า + บริการ หรือไม่ใส่ใจในความรู้สึกของพนักงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงมาตรฐานที่เริ่มเปลี่ยนไปและมีผลไปถึงยอดขายด้วย
- Cotti Coffee ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Cotti เปิดสาขาใหม่ได้ 1,674 สาขา แต่กลับต้องปิดตัวลงถึง 2,484 สาขา
- Luckin Coffee แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้นจากสาขาที่เพิ่ม แต่ก็มีอัตรากำไรสุทธิที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
- Nayuki มีรายได้รวมในครึ่งปีแรกของปี 2025 ลดลง 14.4% ขาดทุนสุทธิกว่า 118 ล้านหยวน ต้องเปลี่ยนแผนจากการขยายสาขามาเป็นการปิดบางสาขาเพื่อรักษากระแสเงินสดทางธุรกิจ
ปัญหาที่สวนทางระหว่างสาขาเพิ่มกับคุณภาพที่ไม่เพิ่ม ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูง ลูกค้าต้องการความคุ้มค่าคุ้มราคาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แบรนด์จะได้รับผลกระทบชัดเจนวิเคราะห์ได้ดังนี้

1. วิกฤต Brand Equity (คุณภาพที่รับรู้ลดลง) เพราะยิ่งเร่งขยายสาขา การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ , บาริสต้า ยิ่งเป็นเรื่องที่ยาก ในทฤษฎีการตลาด Perceived Quality (คุณภาพที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง) จะมีผลต่อคุณค่าแบรนด์ เมื่อกาแฟรสชาติไม่ได้มาตรฐาน หรือบริการตกต่ำลง ภาพจำของแบรนด์จะเปลี่ยนจาก กาแฟคุณภาพดีราคาคุ้มค่า กลายเป็น กาแฟคุณภาพต่ำ ได้ทันที
2.วิกฤติ Market Cannibalization ยิ่งมีสาขามากในมุมของบริษัทอาจหมายถึงยอดขายที่มากขึ้น แต่ในแง่ของผู้ลงทุนและลูกค้าอาจรู้สึกแตกต่าง เพราะภาวะ Cannibalization สาขาใหม่ไม่ได้ดึงลูกค้าจากคู่แข่ง แต่ไปแย่งลูกค้าจากสาขาเดิมของตัวเอง ยอดขายต่อสาขาจึงดิ่งลง ขณะที่ต้นทุนค่าเช่าและค่าแรงพนักงานยังคงอยู่
3.จิตวิทยาผู้บริโภค (Expectation Disconfirmation Theory) เป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่ชี้ว่าความพึงพอใจเกิดจาก ประสบการณ์จริง + ความคาดหวัง การที่แบรนด์เคยทำมาตรฐานไว้ดีแล้วค่อยๆ ลดสเปก ลงเพื่อเซฟต้นทุน จะเกิดภาวะ Negative Disconfirmation หรือความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการรีวิวในเชิงลบ (Negative Word-of-Mouth) บนโซเชียลมีเดียอย่าง Xiaohongshu หรือ Douyin ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ระยะยาว
อันที่จริงปัญหานี้ก็ไม่ใช่แค่ตลาดกาแฟจีนเท่านั้นแต่เป็นความจริงที่แม้แต่ในธุรกิจเมืองไทยก็เจอ การมีสาขาเพิ่มมองอีกด้านคือลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ เป็นทางแบรนด์เองต่างหากที่ต้องพยายามรักษามาตรฐานและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า+มีคุณภาพ หากแบรนด์ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ควบคู่กับการขยายสาขาน่าจะเป็นเรื่องที่ดีและจะเป็นผลดีกับแบรนด์ในระยะยาวด้วย
อ้างอิง :
- https://citly.me/A1wsX
- https://citly.me/4tUQr
- https://citly.me/5XYcD
- https://citly.me/sVQXK
- https://citly.me/6yrud
- https://citly.me/JmeSO
- https://citly.me/NaoTB
- https://citly.me/cRGNa
- https://citly.me/lWV8b
- https://citly.me/8YoxB
- https://citly.me/5caSA
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




