Bánh Mì Má Hải (บั๋นหมี่ม่าไฮ) แฟรนไชส์เวียดนาม แซนด์วิชเงินล้าน! ยอดขาย 1 ล้านชิ้น/เดือน

ตลาดการค้าในเวียดนามมีอัตราการเติบโตเร็วมาก สะท้อนได้ถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หากมอง ณ ปัจจุบันเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทยอย่างน้อย 3 เท่า แม้ว่ามูลค่า GDP รวมของไทยจะยังสูงกว่าเวียดนามอยู่เล็กน้อย แต่ด้วยความเร็วของอัตราเติบโตในปัจจุบัน คาดว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทยในด้านของมูลค่าเศรษฐกิจรวมภายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้หากโฟกัสไปที่ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ก็ยิ่งชัดเจนว่าปัจจุบันมีการเติบโตและแข่งขันสูง โดยมียักษ์ใหญ่ในแต่ละกลุ่มที่น่าสนใจเช่น

  • Vinamilk อันดับ 1 ในอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของเวียดนาม และเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าการตลาดสูงที่สุดในประเทศ
  • Masan Group เครือบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และอาหารแปรรูปยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม
  • Highlands Coffee แบรนด์ร้านกาแฟที่มีรายได้และจำนวนสาขามากกว่า 800 แห่ง
  • Vissan รัฐวิสาหกิจ/บริษัทใหญ่ผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม

และไม่ใช่แค่ระดับยักษ์ใหญ่ที่น่าสนใจในกลุ่ม “สตรีทฟู้ด” ก็แข่งขันดุเดือดเช่นกัน ความน่าสนใจคือหลายแบรนด์ต่างชาติแม้จะได้ชื่อว่าเป็นยักษ์ใหญ่ แต่ในความเป็นจริงถือว่าเจาะฐานลูกค้าในเวียดนามได้ยากเนื่องจากอาหารท้องถิ่น

มีราคาถูก รวดเร็ว และถูกปากถูกใจคนในประเทศมากกว่า หนึ่งในเมนูที่ฮิตมากในเวียดนามก็คือ Bánh Mì (บั๋นหมี่) ที่เป็นแซนด์วิชขนมปังฝรั่งเศสสไตล์เวียดนาม ที่มีหลายแบรนด์ในประเทศและมีการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์กันอย่างคึกคัก

Bánh Mì Má Hải (บั๋นหมี่ม่าไฮ) แฟรนไชส์สตรีทฟู้ด รายได้หลักล้าน

banh mi ma hai
ภาพจาก https://banhmimahai.vn

ในเวียดนามมีหลายแบรนด์ที่นำ Bánh Mì มาเป็นสินค้าหลักเช่น Bánh Mì Má Hải (บั๋นหมี่ม่าไฮ) , Bánh Mì Minh Nhật (บั๋นหมี่มินห์เญิ้ต) , Bánh Mì Huỳnh Hoa (บั๋นหมี่ฮวี่นฮวา) เป็นต้น แต่ชื่อของ Bánh Mì Má Hải ดูน่าสนใจเป็นอย่างมาก

แบรนด์นี้ก่อตั้งครั้งแรกในปี 2013 จากอดีตนักศึกษา ที่เริ่มธุรกิจด้วยเงินทุนเพียงไม่กี่ล้านดอง (ประมาณไม่กี่พันบาท) จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเลือกทำ บั๋นหมี่ไส้ทอดมันปลา โดยนำทอดมันปลาสดมาบีบเป็นเส้นๆ และทอดใหม่ๆ จนกระทั่งในปี 2018 แบรนด์ได้ไปออกรายการ Shark Tank Vietnam และได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่ ทำให้ปรับระบบเข้าสู่แฟรนไชส์มาตรฐาน

banh mi ma hai
ภาพจาก https://banhmimahai.vn

ปัจจุบัน Bánh Mì Má Hải มีจุดขาย ประเภทKiosk / รถเข็น กระจายอยู่มากกว่า 500 – 1,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศเวียดนาม โดยมียอดขายเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อเดือน กลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ เน้นความเป็นแฟรนไชส์ที่ลงทุนน้อย (Low-Cost Franchise) ช้เงินเริ่มต้นเพียงราวๆ 8.8 ล้านดอง ประมาณ 12,000 – 13,000 บาท ก็สามารถเริ่มเปิด Kiosk ขายได้ทันที ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดคือประมาณ 06.00 – 09.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเร่งด่วนของคนทำงานและนักเรียน

วิเคราะห์ 3 เคล็ดลับทำไมถึงเป็นแฟรนไชส์ขายดี

banh mi ma hai
ภาพจาก www.facebook.com/banhmimahai.vietnam

แน่นอนว่าบั๋นหมี่เป็นสินค้าที่มีหลายแบรนด์คู่แข่งก็มีมาก แถมยังต้องสู้กับปัจจัยแวดล้อมเช่นพฤติกรรมลูกค้า แต่เหตุผลที่ทำให้ Bánh Mì Má Hải เป็นแฟรนไชส์ขายดีมีปัจจัย 3 ข้อคือ

1.ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่ราคาแพง ซึ่งต่างจากบั๋นหมี่แบบเปิดหน้าร้านใหญ่ที่มักจะเจ๊งเพราะค่าเช่า Bánh Mì Má Hải ใช้โมเดล “รถเข็นหน้าตึก/หน้าชุมชน” จึงใช้พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร มีโอกาสคืนทุนไวใน 1-2 เดือน

2.วางระบบการขนส่งวัตถุดิบ (Logistics) โดยมีครัวกลางผลิตวัตถุดิบส่งตรงถึงผู้ลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็น Kiosk ผู้ซื้อแฟรนไชส์เพียงแค่นำวัตถุดิบไปทำตามกรรมวิธีที่ฝึกอบรมก็จะได้สินค้าที่อร่อยและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา

3.การปรับตัวสู่ดิจิทัล (Digitalization) ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือโควิด ทางแบรนด์ได้นำระบบจัดส่งเดลิเวอรี่ เข้ามาเสริม ทำให้สามารถกระจายออเดอร์จาก Kiosk ขนาดเล็กไปยังลูกค้าในรัศมีรอบๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ถอดสูตร “ความสำเร็จ” ใช้กับแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดเมืองไทย

banh mi ma hai
ภาพจาก www.facebook.com/banhmimahai.vietnam

ถ้ามองในแง่ของ Story สตรีทฟู้ดไทยได้เปรียบในเรื่องรสชาติและความเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่แฟรนไชส์สตรีทฟู้ดของไทยยังต้องปรับปรุงคือการพัฒนาธุรกิจให้มีโครงสร้างที่กระชับและ Scale ได้ง่ายโดยมีสิ่งที่ควรพัฒนาคือ

1.รูปแบบร้านเน้นการเข้าถึงง่าย ไม่ต้องร้านใหญ่ เหมือนที่ Bánh Mì Má Hải เน้นเป็น Kiosk ใช้พนักงานแค่ 1-2 คนก็เปิดร้านได้แถมไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่แพง ซึ่งสตรีทฟู้ดไทยอย่าง หมูปิ้ง , กุยช่าย , ข้าวไข่เจียว , ข้าวเหนียวไก่/หมู บางแห่งเปิดร้านขนาดใหญ่เกินกว่ารายได้ แต่หากออกแบบโมเดลลงทุนให้เป็น Micro-Franchise ที่เน้น Grab & Go ใช้พื้นที่น้อย ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น 10,000 – 30,000 บาท จะขยายสาขาได้เร็วกว่า และผู้ซื้อแฟรนไชส์คืนทุนง่ายกว่า

2.สร้างมาตรฐาน SOP ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสตรีทฟู้ดไทยที่รสชาติไม่คงที่ การสร้างมาตรฐาน SOP และมีระบบการจัดส่งวัตถุดิบจากครัวกลางไปถึงผู้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะลดขั้นตอนความยุ่งยากของผู้ลงทุน และยังสร้างมาตรฐานของแฟรนไชส์ให้เท่าเทียมกันในทุกสาขาได้ด้วย

3.ยกระดับภาพลักษณ์และความสะอาด แม้ว่าบั๋นหมี่จะเป็นอาหารสตรีทฟู้ด แต่ทางแบรนด์ มียูนิฟอร์มพนักงาน ใส่ถุงกระดาษโลโก้สวยงาม และใช้วัตถุดิบที่เน้นเรื่องอนามัย ซึ่งแฟรนไชส์ไทยก็ควรนำเรื่องนี้มาปรับใช้ เช่นการเปลี่ยนจากรถเข็นธรรมดาให้เป็น Kiosk ดีไซน์สว่าง สะอาด มีการใช้วัสดุ Food-grade ถุงบรรจุภัณฑ์มีแบรนดิ้งชัดเจน จะช่วยยกระดับสินค้าสตรีตฟู้ดให้น่าสนใจได้มากขึ้น

banh mi ma hai
ภาพจาก www.facebook.com/banhmimahai.vietnam

ในความเป็นจริงสตรีทฟู้ดของไทยมีศักยภาพที่ได้เปรียบมาก ซึ่งหากแฟรนไชส์สามารถแปลงเมนูยอดนิยมอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ , หมูปิ้ง , ข้าวเหนียวมะม่วง , ขนมครก ฯลฯ ให้กลายเป็นระบบที่ผู้ลงทุนเริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักหมื่น ใช้คนขายคนเดียว และคืนทุนได้ภายในไม่กี่เดือน แฟรนไชส์สตรีตฟู้ดไทยจะไม่เพียงแต่ครองตลาดในประเทศได้ แต่ยังมีโอกาสขยายออกไปโตในต่างประเทศได้ด้วย

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด