แผงลอยไทยกำลังจะตาย 60% รายได้ดิ่งเหว
หาบเร่แผงลอยในเมืองไทยเป็นอาชีพที่อยู่คู่คนไทยมานานตั้งแต่อดีต สมัยที่ถนนหนทางยังไม่มีก็อาศัยการพายเรือเพื่อขายของ กระทั่งในปี 2404 มีการสร้างถนนเจริญกรุง ตามมาด้วยถนนบำรุงเมือง เกิดการขยับขยายจากการค้าขายทางน้ำขึ้นมาตั้งขายบนถนน มาถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่รัฐบาลเริ่มมองเห็นปัญหาของแผงลอยที่มีมากขึ้น จึงออกพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและหาบเร่ พ.ศ. 2484 เพื่อจัดระเบียบและเก็บภาษีเป็นครั้งแรก
และในปี 2515 ปัญหาแผงลอยเริ่มกระทบกับความเป็นอยู่คือกีดขวางการจราจรและมีการร้องเรียนอยู่บ่อย ทำให้รัฐบาลต้องออกพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฏหมายสำคัญที่ให้อำนาจ กทม. ในการกำหนดจุดผ่อนผันให้ทำการค้าบนทางเท้าได้เป็นการชั่วคราว
ปี 2540 – 2556 ยุคทองของแผงลอยเมืองไทย

แผงลอยไทยช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้งถือว่าเติบโตสูงมาก เพราะถ้าจำกันได้ดีมีคนตกงานในช่วงนั้นเยอะ ตัวเลขประมาณการคือไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน ทั้งที่ตัวเลขเดิมคนว่างงานมีเพียงประมาณ 5 แสน คำถามคือเมื่อไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ก็ต้องดิ้นรนไปหาอาชีพ นั่นก็คือ “การขายของ”
หลังปี 2540 คนที่ตกงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท บางคนเป็นอดีตเจ้าของกิจการ จำเป็นต้องเอาของเก่าที่มีอยู่มาวางขาย บางคนมาขายอาหาร อาศัยพื้นที่ริมถนน หรือตามตลาดนัด ซึ่งมีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่น้อยกว่าอาคารพาณิชย์ทำเลที่คนนิยมมากในตอนนั้นคือแถวสีลม สุขุมวิท สัญลักษณ์ของยุคที่จำได้คือ คุณ ศิริวัฒน์ วรวัชรประภาส อดีตนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโบรกเกอร์หุ้นที่ล้มละลาย แล้วหันมาขายแซนด์วิชริมถนน เป็นภาพสะท้อนถึงทางรอดของคน
ตกงานที่ลงมาทำการค้าขายริมทางได้อย่างชัดเจนที่สุดถ้าดูตัวเลขของหาบเร่แผงลอยในช่วงปี 2548 – 2556 พบว่า มีจุดผ่อนผันในพื้นที่ กทม. มากกว่า 740 จุด มีจำนวนผู้ค้าที่ถูกกฎหมาย รวมกว่า 20,000 – 30,000 ราย ยังไม่นับรวมพวกที่อยู่นอกจุดผ่อนผันอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย (นับเฉพาะในพื้นที่ กทม.) การที่มีหาบเร่แผงลอยมากในขณะนั้นด้านหนึ่งก็เป็นผลดีในทางเศรษฐกิจที่มีเงินหมุนเวียนในระบบทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท
ทำไม “หาบเร่แผงลอย” เป็นอาชีพที่ใกล้ชิดวิถีชีวิตคนไทย

เราไม่ปฏิเสธว่าหาบเร่แผงลอยเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ใช่เพราะพบเห็นได้บ่อยมองไปทางไหนก็เจอแต่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น ยิ่งกับคนที่หาเช้ากินค่ำคนที่มีรายได้น้อย นักเรียนคนวัยทำงาน หาบเร่แผงลอย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากโดยเฉพาะในเรื่อง “ราคา” เราสามารถหากินข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 20-35 บาทได้ ขณะที่อาหารในห้างหรือร้านติดแอร์ราคาสูงประมาณ 70-100 บาท มีข้อมูลน่าสนใจจาก สถาบันวิจัย TDRI ระบุว่า แผงลอยช่วยให้แรงงานผู้มีราย
ได้น้อยและประชากรชั้นกลางใน กทม. ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้ถึง 20–30% ต่อเดือน ส่งผลให้มีเงินเหลือเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่นของชีวิตและการที่หาบเร่แผงลอยคือการลงทุนแบบไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ไม่ต้องมีเงินทุนสูง เริ่มต้นแค่ 3,000 – 5,000 ก็ตั้งร้านค้าขายได้ และอีกเหตุผลที่ทำให้คนหันมาขายของริมทางเพราะสวัสดิการด้านแรงงานที่ยังไม่คลอบคลุมเพราะช่วงปี 2540 ประเทศไทยยังไม่มีระบบประกันการว่างงาน ซึ่งระบบนี้เริ่มมีการจ่ายชดเชยครั้งแรกในปี 2547 คนที่ตกงานจึงไม่มีเงินเลี้ยงชีพก็จำเป็นต้องหารายได้มาช่วยเหลือตัวเอง
รายได้แผงลอยอดีต VS ปัจจุบัน ต่างกันเยอะมาก!

ขายของริมทางสมัยก่อนมีทุกอย่างตั้งแต่อาหาร ขนม เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ถ้าดูเงินเดือนปริญญาตรีสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งประมาณ 8,000 บาท แต่รายได้แผงลอยทั่วไปประมาณ 1,000 บาทต่อวัน เฉลี่ยต่อเดือนก็มีรายได้ดีกว่าทำงานประจำหรือในยุคที่เงินเดือนปริญญาตรีเพิ่มเป็น 12,000 บาท รายได้แผงลอยทั่วไปทำเลปานกลางก็ประมาณ 20,000 – 30,000 ต่อเดือน เหตุผลที่การขายของแผงลอยรายได้ดีในสมัยก่อนเกิดจากค่าเช่าที่ต่ำมาก การขายของบนพื้นที่จุดผ่อน
ผัน เสียเพียงค่าธรรมเนียมให้ กทม./เทศบาลในราคาที่ไม่แพง และสมัยนั้นก็ยังไม่มีบริการเดลิเวอรี่ไม่มีการหักค่า GP เหมือนปัจจุบัน แถมพวกห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ก็ยังไม่มากเหมือนในตอนนี้ คนส่วนใหญ่จึงอาศัยร้านแผงลอยในการซื้อสินค้าเป็นหลัก

ตัดกลับมาที่สมัยนี้แผงลอยเมืองไทยไม่เฟื่องฟูเหมือนในอดีตจากวิกฤตหลายด้านคือ
- ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาเนื้อสัตว์ ผัก น้ำมันพืช และก๊าซหุงต้ม ปรับตัวสูงขึ้นมากในขณะที่แผงลอยไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ตามใจ เพราะลูกค้ายึดติดว่าแผงลอยต้องเป็น ของถูก ทำให้อัตรากำไร (Margin) ลดลง
- ภาระค่าเช่าที่จากการย้ายพื้นที่ เป็นผลจากการจัดระเบียบทางเท้า ผู้ค้าจำต้องย้ายจาก ทางเท้าสาธารณะ ซึ่งเคยเสียค่าดูแลไม่แพง เพื่อย้ายไปเช่าพื้นที่เอกชน ตลาดนัด หรือ Hawker Center ซึ่งมีค่าเช่าเฉลี่ย 200–500+ บาท/วัน กลายเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่มากขึ้น กำไรก็ลดลง
- กำลังซื้อลดลงอย่างรุนแรง เพราะลูกค้าหลักของแผงลอยคือกลุ่มคนทำงาน มนุษย์เงินเดือน แรงงานรายวัน และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งตอนนี้กำลังประสบภาวะภาระหนี้ครัวเรือนสูง การจะซื้ออะไรสักอย่างต้องระมัดระวังลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อให้มีเงินคงเหลือสำหรับตัวเอง
- การแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อและ Food Delivery สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิงตอนนี้ร้านสะดวกซื้อเป็นตัวเลือกหลักของคนส่วนใหญ่เพราะมีแทบทุกที่ มีสินค้าครบแทบทุกอย่าง ยังไม่นับรวมเรื่องความสะดวกของบริการเดลิเวอรี่ที่ทำให้ร้านค้าแผงลอยเสียเปรียบในเรื่องนี้มาก
สำหรับแผงลอยที่ได้รับผลกระทบมากคือกลุ่มที่ไม่ปรับตัว ค้าขายในทำเลเดิม หรือย้ายไปอยู่ในพื้นที่ค่าเช่าแพง ไม่มีการผสมผสานเรื่องเทคโนโลยี กลุ่มนี้รายได้จะลดลงเฉลี่ย 30% – 50% บางรายมีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 300 – 600 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมากใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำของคนส่วนใหญ่ ส่วนกลุ่มที่มีการปรับตัวตามสังคมก็ใช่ว่ารายได้จะโตแบบก้าวกระโดด กลุ่มนี้เน้นทำเลที่คนพลุกพล่าน มีกลุ่มลูกค้าเยอะใช้ระบบสแกนจ่ายเข้ามาช่วย
มีการขายผ่านแอปเดลิเวอรี่ร่วมด้วย แต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนค่า GP แม้จะมียอดขายมากขึ้น แต่โดยรวมแล้วกำไรสุทธิก็ไม่ได้มากขึ้นตามไป ประเมินแล้วในกลุ่มนี้น่าจะมีราวๆ สัก 20%แตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ยอมปรับตัวซึ่งมีจำนวนมากที่ประมาณ 60% ของผู้ค้าแผงลอยทั้งหมด

อย่างไรก็ดีมองในอีกมุมหนึ่งหาบเร่แผงลอยไม่มีทางหายไปจากเมืองไทย แต่จะอยู่ยากขึ้น รายได้จะลดลง จำเป็นต้องปรับตัวตามโครงสร้างสังคมยุคใหม่ เปลี่ยนแปลงวิธีการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า หากยังยึดติดวิธีเดิมๆ อยู่เดิมๆ ค้าขายยังไงก็ไม่มีกำไร ทำไปก็มีแต่จะเหนื่อยมากขึ้น
อ้างอิง
- https://citly.me/DOgKL
- https://citly.me/eZj5D
- https://citly.me/8WrEo
- https://citly.me/8kPFn
- https://citly.me/6VjJD
- https://citly.me/2t1FL
- https://citly.me/X9t4r
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




