เปิดร้านขายชา กาแฟ กำไรดีจริงไหม? คู่แข่งมาก! อยากรอดต้องแตกต่าง
ถ้าพูดถึงธุรกิจที่มีมากที่สุดในตลาดตอนนี้ไม่นับพวกร้านอาหาร ก็ต้องนึกถึงร้านเครื่องดื่มจำพวกชานมไข่มุก/กาแฟ/น้ำผลไม้ จนมีคนสงสัยว่ามีร้านเยอะมากขนาดนี้แล้วคนขายจะได้กำไรกันแค่ไหน และทำไมคนชอบเปิดร้านเครื่องดื่ม ทั้ง ๆที่รู้ว่าคู่แข่งเยอะ แต่ก็ยังอยากเสี่ยง วิเคราะห์เหตุผลเบื้องต้นพบว่า
1.เริ่มต้นง่าย ใช้ทุนน้อย
เมื่อเทียบกับร้านอาหาร หรือธุรกิจอื่น การเปิดร้านขายเครื่องดื่มดูจะทำง่ายกว่า ใช้พื้นที่น้อย อุปกรณ์ไม่ต้องยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องมีทักษะใดๆมากเป็นพิเศษ บางทีแค่ใช้พื้นที่หน้าบ้านก็เริ่มเปิดร้านได้แล้ว
2.ธุรกิจที่เรียนรู้ง่าย ใครๆก็เริ่มได้
อย่างเช่นการชงกาแฟ การต้มไข่มุก การทำน้ำผลไม้ แต่ละเมนูมีกรรมวิธีที่เป็นรูปแบบชัดเจนขึ้นอยู่กับเทคนิคในการชงของแต่ละคน ที่เหลือคือการนำมาพัฒนาให้เมนูมีความแตกต่าง เพื่อสร้างจุดเด่นชูเป็นจุดขายให้กับร้าน
3.สินค้าที่มีอัตราการซื้อซ้ำสูง
มีผลโดยตรงในเรื่องของยอดขายและกำไรสุทธิได้อย่างชัดเจน เพราะเครื่องดื่มกลายเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะนักเรียน คนวัยทำงาน พ่อบ้านแม่บ้าน บางคนดื่มวันละ 2-3 แก้ว ถ้าเปิดร้านในทำเลที่ดีโอกาสขายสินค้าก็เพิ่มมากขึ้น
4.ธุรกิจที่มีตัวอย่างความสำเร็จชัดเจน
ยิ่งในโลกยุคโซเชี่ยลข่าวของร้านเครื่องดื่มที่ขายดียอดขายหลักแสนหลักล้านต่อดือน หรือบางร้านขายดีจนต้องขยายสาขาเพิ่ม เป็นร้านฮิตกระแสไวรัล มีกำไรต่อแก้วสูง สิ่งเหล่านี้คือภาพจำที่ทำให้คนมองว่าการลงทุนในธุรกิจเครื่องดื่มคือทางเลือกน่าสนใจที่มีกำไรได้แน่ๆ
5.สร้างเป็นรายได้ที่ 2 สำหรับคนต้องการเงินหมุนเวียน
เป็นอีกเหตุผลที่คนสนใจเลือกลงทุนบางคนทำงานประจำรายได้ไม่พอรายจ่าย ก็หันมาเปิดร้านขายเครื่องดื่มที่ตัวเองไม่ต้องเฝ้าร้าน จ้างพนักงานช่วยขาย ลงทุนไม่เยอะแต่มีเงินให้หมุนเวียนเข้ามาใช้จ่ายเป็นรายได้เสริมมากขึ้น
เปิดร้านขายชา/กาแฟ กำไรดีแค่ไหน?

ตลาดเครื่องดื่มกาแฟและชาในประเทศไทยถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีมูลค่าสูงกว่า 60,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนของตลาดกาแฟสดหรือร้านกาแฟมีมูลค่ารวมมากกว่า 30,000 ล้านบาท หรือถ้ามองในกลุ่มของตลาดชานมและชาผลไม้มีมูลค่าการตลาดประมาณ 15,000 – 20,000 ล้านบาท และคนไทยมีอัตราการบริโภคชานมสูงเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียน
แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูดีแต่คนที่เปิดร้านก็ใช่จะรอดทุกราย บางคนล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะมองโครงสร้างกำไรผิด คิดแค่เรื่อง ราคาขาย – ต้นทุนชา/กาแฟ = กำไร แต่ในความจริงมีโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นได้แก่
- ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ประมาณ 30-40% ของยอดขาย
- ค่าเช่าพื้นที่ ประมาณ 15-25% โดยขึ้นอยู่กับแต่ละทำเล
- ค่าแรงงาน ประมาณ 15-20% รวมค่าแรงเจ้าของร้านเองด้วย
- ค่าน้ำ / ค่าไฟ / POS ประมาณ 5-10% โดยขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน
- ค่าธรรมเนียม Delivery ประมาณ 25-30% โดยคิดจากยอดสั่งซื้อผ่านแอป
เมื่อคิดต้นทุนทุกอย่างรวมกันจะทำให้ร้านมีกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ประมาณ 10-20%

สมมุติว่าเราเปิดร้านด้วยตัวเองทำคนเดียวแล้วขายแก้วละ 30 บาท จะมีต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ประมาณ 10 บาท/แก้ว กำไรขั้นต้นคือ 20 บาท/แก้ว แต่ยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆเช่นค่าเช่าที่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงเจ้าของร้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ รวมๆแล้วรายจ่ายต่อเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดร้านและพื้นที่เปิดร้าน) ถ้าคำนวณว่าต้องขายกี่แก้วจึงจะคืนทุน คิดจาก
ค่าใช้จ่ายประจำรวม ÷ กำไรขั้นต้นต่อแก้ว22,000 ÷ 20 = 1,100 แก้ว/เดือนคิดเป็นยอดขายต่อวัน (เปิดขาย 26 วัน/เดือน) 1,100 ÷ 26 ได้ประมาณ 43 แก้ว/วันหมายความว่าหากขายได้ 43 แก้ว/วัน คิดเป็นเงิน 1,290 บาท/วัน จะเพียงพอแค่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังไม่เหลือกำไร ดังนั้นต้องตั้งเป้าขายให้ได้มากกว่านี้ประมาณวันละ 60-80 แก้ว ถึงจะมีกำไรสุทธิที่เหลือไปเป็นเงินเก็บได้
เลือกลงทุนแฟรนไชส์! ระบบพร้อม อุปกรณ์ครบ ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

หนึ่งในวิธีการลงทุนเริ่มต้นได้ง่าย คือการเลือกลงทุนในระบบแฟรนไชส์ที่ปัจจุบันแต่ละแบรนด์แฟรนไชส์มีการพัฒนาสินค้าตัวเองให้โดดเด่นและแตกต่าง อย่าง มาโนอิ ชูคอนเซปต์เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ใช้ไซรัปหญ้าหวานแทนการใช้น้ำตาล มีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกครบ และยังเป็นเป็นแฟรนไชส์เครื่องดื่มที่ได้เครื่องหมายมาตรฐานแฟรนไชส์ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้งบลงทุน 2-5 แสนบาท ระยะเวลาคืนทุน 8 เดือน -1.5 ปี มีทีมงานพร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์ทำเลให้ก่อนเปิดร้าน มีการวางระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีฐานลูกค้าอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การเริ่มต้นจึงสะดวกและง่ายมากสำหรับคนอยากทำธุรกิจ
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายแฟรนไชส์ที่น่าสนใจอย่างเช่น กาแฟพันธุ์ไทย ที่เป็นแบรนด์ใหญ่แบรนด์ดังมีประสบการณ์มานานกว่า 14 ปี เป็นธุรกิจในเครือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) มีการสนับสนุนผู้ลงทุนอย่างครบวงจรทั้งการออกแบบร้าน การสนับสนุนด้านการตลาด การให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ทำเล ผู้ลงทุนมั่นใจว่าจะสร้างรายได้จากธุรกิจได้เกินคุ้ม
โดยมีฐานลูกค้าอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หรือแฟรนไชส์สายเครื่องดื่มกาแฟอื่นๆที่น่าสนใจก็เช่น ลามายอน คอฟฟี่ ธุรกิจในเครือของสยามโกบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในร้านมีเครื่องดื่มทั้งชา กาแฟ โกโก้ สมูทตี้ รวมถึงของหวาน เป็นแฟรนไชส์ที่มาพร้อมระบบบบริหารจัดการครบวงจร และมีทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาเป็นอย่างดีด้วย
ไม่นับรวมแฟรนไชส์เครื่องดื่มที่เน้นจุดเด่นในตัวเองชัดเจน มีรูปแบบร้านสวยงาม เครื่องดื่มครบจบทุกความต้องการ อย่าง เดอะแบล็ค ดราก้อน , ออลส์บับเบิ้ลที , โอลิโนะ เครปแอนด์ ที เป็นต้น ทุกแฟรนไชส์ทีเอกลักษณ์ที่แตกต่างในตัวเองชัดเจน ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของการทำธุรกิจเครื่องดื่มให้อยู่รอด ในยุคนี้

ธุรกิจร้านเครื่องดื่มยิ่งมีจุดขาย รายได้ยิ่งดี
เนื่องจากทุกวันนี้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ การเลือกลงทุนกับแฟรนไชส์ใดๆ ก็ตาม ควรพิจารณาหลายอย่างประกอบกันเช่น
1. Position และกลุ่มเป้าหมาย
พิจารณาว่าเราเปิดร้าเพื่อขายให้ใคร จะได้เลือกแฟรนไชส์ที่ต่างก็มีจุดเด่นในสินค้าของตัวเองได้อย่างถูกต้อง
2.เลือกลงทุนแฟรนไชส์ที่มีเมนูแบบ Signature
แม้ภาพรวมเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ จะคล้ายกันแต่เพื่อให้คนจำร้านได้ง่ายควรมีเมนูที่คนรู้จักเฉพาะร้านเราเท่านั้นอย่างมาโนอที่ชูจุดเด่นเรื่องเมนูสุขภาพ หรือลามายอนคอฟฟฟี่ ที่ชูจุดเด่นกาแฟราคาเบาๆ ในบรรยากาศพรีเมี่ยม เป็นต้น
3.ใช้ระบบ POS และเน้นการตลาดโซเชี่ยล
จะเป็นตัวช่วยให้การเปิดร้านประสบความสำเร็จเร็วขึ้น การเปิดร้านเองโดยบริหารเองไม่ใช้เทคโนโลยี ไม่มีการตลาดยุคใหม่ โอกาสเข้าถึงลูกค้าจะยาก การรอให้ลูกค้าเดินมาหาเราในยุคนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำแต่ควรเข้าหาลูกค้าและทำให้คนรู้จักมีการพัฒนาสินค้าต่อเนื่องจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น

อีกหลักการเปิดร้านที่ต้องจำไว้ให้ดีคือทำเลที่ดีที่สุดไม่ได้หมายถึงทำเลที่แพงที่สุด แต่ต้องเป็นทำเลที่สอดคล้องกับค่าเช่าและยอดขายที่คาดว่าจะทำได้ สามารถคำนวณ Point of Break-even (จุดคุ้มทุน) ได้ชัดเจนว่าต้องขายได้วันละกี่แก้วถึงจะไม่ขาดทุน ผู้ที่คิดว่าการเปิดร้านเครื่องดื่มทำง่าย
ใครๆ ก็ทำได้ ดยไม่มีการวางแผนเรื่องต้นทุนและการสร้างจุดเด่น มักจะจบลงด้วยคำว่าล้มเหลว จึงเป็นเหตุผลว่าทุกวันนี้แฟรนไชส์ทุกแบรนด์ต่างให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่ได้เน้นแค่สินค้าและบริการที่ดี แต่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ลงทุนที่สามารถลงทุนแล้วเติบโตไปพร้อมกัน อันจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์แฟรนไชส์ด้วย
สำหรับผู้ที่อยากเปิดร้านหรือต้องการพัฒนาธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์ปัจจุบันมีหลายคอร์สเรียนที่พร้อมยกระดับผู้ประกอบการได้จริง อย่างเช่น คอร์ส Franchise Jump Up ของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ที่ให้ความรู้พัฒนาธุรกิจสู่แฟรนไชส์ได้อย่างถูกต้อง
เน้นสอนทั้งภาคทฤษฏี + ปฏิบัติ สอนเทคนิคการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน , วิธีการสร้างร้านต้นแบบ รวมถึงหลักการคิดค่าแฟรนไชส์ และให้ความรู้ในเรื่องกฎหมายสัญญาแฟรนไชส์ ทุกเนื้อหามีการปรับปรุงและอัพเดทเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อสร้างความรู้ที่นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับท่านใดที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเพียง Add LINE id : @thaifranchise หรือคลิก https://page.line.me/thaifranchise พิมพ์คำว่า “Jump Up” มีทีมงานพร้อมตอบกลับให้ข้อมูลผู้สนใจในทันที
อ้างอิง :
- https://citly.me/c83apv
- https://citly.me/klcr9a
- https://citly.me/junw1l
- https://citly.me/4vi2rt
- https://citly.me/bjjn5d
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




