อวสานของถูก วิกฤตคนไทย แพงอยู่ แพงนาน แพงต่อไป
สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้อยู่ในภาวะเสี่ยงมาก อันเนื่องมาจากปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เพิ่มสูง ยิ่งเจอกับปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มพรวด ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นทีเดียว 6-8 บาท ถ้ามองย้อนไปโลกใบนี้เคยเผชิญวิกฤติราคาน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1990-1991 หรือวิกฤติฟองสบู่ราคาน้ำมันในปี 2008 แต่ในปี 2026 อาจเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดก็ว่าได้
ราคาน้ำมันขึ้นพรวด! ผลกระทบต่อชีวิตและธุรกิจ?
เหตุการณ์การปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกแบบ ก้าวกระโดด” 6–8 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การขึ้นราคาทั่วไปแต่เป็น จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ของระบบพลังงานไทยอย่างแท้จริง แม้ว่าต้นเหตุของการขึ้นราคาในครั้งนี้มาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงมาก
มองสาเหตุว่าราคาน้ำมันในเมืองไทยทำไมถึงขึ้นพรวดคำตอบสั้นๆคือ เพราะกองทุนน้ำมันแบกส่วนต่างไม่ไหว ถ้าไม่ขึ้นราคากองทุนอาจพังพินาศ จะเป็นปัญหาระยะยาวที่หนักกว่าเดิม
ในแง่เศรษฐกิจการที่ราคาน้ำมันสูงขนาดนี้ย่อมก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่น่าจะเพิ่มจาก 1.5–2.0% กลายเป็น 3.5–4.5% ตรงข้ามกับ GDP ที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 0.2 -0.7% แต่ตัวเลขเหล่านี้คือภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ระดับชาวบ้านอาจไม่ได้สนใจมากนักเพราะสิ่งที่คนทั่วไปสนใจคือต่อจากนี้จะต้องเจออะไรที่แพงขึ้นอีกบ้าง
1. ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูง โดยสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) วิเคราะห์ว่าการขึ้นราคาน้ำมันทุกๆ 1 บาท จะดันต้นทุนขนส่งขึ้นประมาณ 3%

ดังนั้นการขึ้น 6 บาทในรอบเดียว จะทำให้ ต้นทุนขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 18-20% ข้อมูลจากการสำรวจตลาดในช่วงที่ผ่านมาพบว่าสินค้าเริ่มมีการขยับราคาหลายอย่างเช่น
- น้ำมันปาล์มบรรจุขวด ปรับขึ้น 5-8 บาทต่อขวด (จากราคาเดิม 41-42 บาท พุ่งไปแตะ 50-53 บาท)
- น้ำดื่มบรรจุขวด ราคาขายส่งปรับขึ้นประมาณ 5 บาทต่อแพ็ค (จาก 20 บาท เป็น 25 บาท) เนื่องจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ทำขวดขยับตามราคาน้ำมัน และค่าขนส่งที่แพงขึ้น
- วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์และเหล็กได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีน้ำหนักมากและใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต
จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยกำลังเสี่ยงต่อสภาวะ เศรษฐกิจฝืดเคืองแต่ของแพง (Stagflation) เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะไปกดทับอำนาจการซื้อของผู้บริโภค ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ช้าลง
2.สินค้าจ่อคิวขึ้นราคา ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะ อาหารสด เครื่องดื่ม และวัสดุก่อสร้าง จะเริ่มทยอยปรับราคาตามมาในระยะใกล้ เพราะผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนการกระจายสินค้าไม่ไหว
โดยกลุ่มอาหารสดมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนการขนส่งมากที่สุดนื่องจากเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย และต้องใช้รถขนส่งที่มีระบบทำความเย็น ซึ่งกินน้ำมันมากกว่ารถทั่วไปถึง 20-30% แม้แต่ในกลุ่มเนื้อสัตว์และไข่ไก่ที่มีต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นจากค่าอาหารสัตว์ ที่จะขยับตามราคาน้ำมัน
ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาไข่ไก่จากหน้าฟาร์มมีโอกาสปรับขึ้นอีก 10-20 สตางค์ต่อฟองในเร็วๆนี้ หรือพวกผักสดก็เช่นกัน ถ้าราคาน้ำมันสูงเท่ากับค่าขนส่งก็สูงตามราคาขายปลีกผักสดในกรุงเทพฯ จะพุ่งขึ้นทันที 10-15% เพื่อชดเชยรายจ่ายดังกล่าว
3.วิกฤตค่าครองชีพและอำนาจในการซื้อ สำหรับคนใช้รถกระบะหรือรถที่เติมน้ำมันเต็มถัง (ประมาณ 70 ลิตร) การขึ้นราคาครั้งนี้ทำให้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 400-500 บาทต่อการเติมหนึ่งครั้ง

สมมุติถ้าใน 1 เดือนใช้กระบะสำหรับการทำมาหากินและต้องเติมเต็มถังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่ากับจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาถึง 4,000 บาท แต่ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือเมื่อมีรายได้ลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มสูงมาก ทำให้เราต้องดึงเงินออมที่มีออกมาใช้ ครอบครัวไหนที่ยังพอมีสำรองก็ไปต่อได้แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่มีก็อาจต้องไปกู้ยืมเพิ่มวงจรหนี้ครัวเรือนให้ยิ่งสูงกว่าเดิม
4.ค่าโดยสารสาธารณะ แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาไว้ก่อน แต่กลุ่มรถร่วมบริการ แท็กซี่ และไรเดอร์ส่งอาหาร จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ยกตัวอย่างในกลุ่มไรเดอร์ที่เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์วันละประมาณ 5-8 ลิตร จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 30-50 บาทต่อวัน หรือประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน ปัจจุบันค่ารอบพื้นฐานในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 30-33 บาท เมื่อหักค่าน้ำมันและค่าเสื่อมรถ กำไรสุทธิต่อออเดอร์จะเหลือไม่ถึง 20 บาท
รวมถึงจะเป็นปัญหาในกลุ่มแท็กซี่และรถร่วมบริการ และยิ่งตอนนี้กำลังเข้าใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ส่วนใหญ่ภาครัฐจะออกนโยบายตรึงราคาค่าโดยสาร ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเพราะราคาค่าโดยสารไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงมาก
5.ผลกระทบภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 6 กลุ่มสินค้าที่ใช้พลาสติก (ปิโตรเคมี), น้ำมันพืช, ปูนซีเมนต์, เหล็ก, เคมีภัณฑ์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ราคาขายส่งขยับขึ้น
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่ราคาน้ำมันจะขยับขึ้น 6-8 บาท ค่ายเบียร์บางยี่ห้อก็ประกาศปรับราคาขวดละ 2 บาทไปก่อนแล้ว หลังจากนี้ก็เชื่อว่ามีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ต้องทุนแบกต้นทุนต่อไปไม่ไหวและต้องทยอยปรับราคาสินค้าเพิ่ม ก็จะเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ที่ทำให้สินค้าอื่นๆ ขึ้นราคาตามไปด้วยเช่นกัน
วิกฤติครั้งนี้คนไทยจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน?

เป็นเรื่องที่คนไทยกังวลกันอย่างมากต่อสถานการณ์ที่วิกฤตินี้เพราะไม่รู้จุดจบว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ การจะพึ่งพาภาครัฐให้การช่วยเหลือก็ดูจะหวังผลได้ไม่มากนัก คนที่ยังพอมีกำลังก็สามารถประคองตัวต่อไปแต่ในขณะที่อีกหลายคนน่าจะเปราะบางมาก ซึ่งถ้าถามว่าจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน อาจต้องแบ่งเป็น 3 ระยะคือ
1.ระยะประคองตัว ในระยะเวลา 1-3 เดือนข้างหน้า ในช่วงนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังพอ กัดฟัน สู้ได้ แต่จะเห็นการปรับพฤติกรรมแบบหักดิบ เช่น ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างท่องเที่ยว กินข้าวนอกบ้าน ช็อปปิ้งออนไลน์ เพื่อรักษากระแสเงินสดและนำไปจ่ายค่าน้ำมัน
ค่าอาหารที่แพงขึ้น 10-15% หรือการที่คนทำงานจะลดการกินมื้อเที่ยงตามสั่งราคา 60-80 บาท แล้วหันมา ห่อข้าวกินเอง หรือซื้อกับข้าวถุงจากตลาดสดตอนเช้ามาแบ่งกิน 2 มื้อ (เที่ยง-เย็น) เพื่อคุมงบไม่ให้เกิน 100 บาทต่อวัน เป็นต้น
2.ระยะ จุดแตกหัก ในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลงและยืนระยะสูงเกินกว่า 3 เดือน สถานการณ์จะเข้าสู่จุดอันตรายมากขึ้น
เพราะ SMEs ที่แบกต้นทุนไม่ไหวจะเริ่มลดพนักงานลง มีโอกาสที่คนจะตกงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้เสียที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากด้วยเช่นกัน นักวิชาการประเมินว่า หากวิกฤตลากยาว เงินเฟ้ออาจแตะ 4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจต้องปรับขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อ ยิ่งซ้ำเติมผู้ที่มีภาระหนี้สินอยู่ก่อนแล้ว
และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเมื่อคนตกงานหรือถูกลดรายได้ ความมั่นใจในการบริโภคจะหายไปยาวนาน แม้น้ำมันจะลดราคาลงในภายหลัง แต่พฤติกรรมความกลัวจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ
3.ระยะ ปรับโครงสร้างชีวิต ในระยะเวลามากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้วิเคราะห์ว่าหากวิกฤตลากยาวเกินครึ่งปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมไทยอย่างชัดเจน
เราอาจเห็นอาชีพไรเดอร์หายไป หรือเห็นปรากฏการณ์แรงงานไหลกลับสู่ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัด หรือการที่ราคารถกระบะ รถเก๋งจะตกอย่างหนักเนื่องจากคนแห่ขายทิ้งเพราะแบกค่าน้ำมันไม่ไหว
ถ้าเราก้าวมาถึงในระยะนี้คาดว่าภาคธุรกิจคงเสียหายหนักในหลายภาคส่วน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจคงยับเยินไม่มีชิ้นดี และการจะฟื้นตัวกลับมาก็คงต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดด้วย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อราคาสินค้าที่เพิ่มสูงเพราะราคาน้ำมัน แต่ถ้าในอนาคตราคาน้ำมันลดลงราคาสินค้าและอาหารอาจจะไม่ปรับตัวตาม เนื่องจากต้นทุนแฝงและการชดเชยขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการในช่วงก่อนหน้า
ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทีนี้ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะดีขึ้นหรือคลี่คลายไปในทางไหน แต่สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือการเร่งปรับตัวของ SMEs ที่ต้องบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของบุคคลเองก็ต้องวางแผนการเงินในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ใครที่ปรับตัวเร็วกว่าก็อาจอยู่รอดในยุคนี้ได้นานกว่าเช่นกันด้วย
อ้างอิง
- https://citly.me/TAZqJ
- https://citly.me/q3KP0
- https://citly.me/VNpzL
- https://citly.me/pmjRb
- https://citly.me/y6KsO
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




