ลาออกจากพยาบาล สู่ธุรกิจร้านซักผ้ารายได้เกือบ 18 ล้านบาทต่อปี
ถ้าคุณทำงานเป็นพยาบาลมานานกว่า 13 ปี และมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง คุณจะเลือกทำงานอะไรต่อ อยู่กับงานเดิมที่มั่นคง หรือออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่สำหรับ Cami พยาบาลวัย 38 ปีจากรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เธอเลือกทางที่สอง เธอลาออกจากงานพยาบาล เพื่อมาบริหาร “ร้านซักผ้าหยอดเหรียญ” ของตัวเองเต็มเวลาวันนี้ร้านของเธอสร้างรายได้ประมาณ 475,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 16–17 ล้านบาท และยังมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ร้านเสริมสวยที่อยู่ติดกันอีกเกือบ 30,000 ดอลลาร์ต่อปีที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน Cami ใช้เวลาในการดูแลร้านเพียงประมาณ 5–6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เธอต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างระบบและขยายธุรกิจ ช่วงแรก Cami ยังทำงานเกือบเต็มเวลาในโรงพยาบาลควบคู่กับการบริหารร้านซักผ้า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 จนถึงเดือนเมษายน 2023 ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาลอย่างถาวร
“ตอนนี้ฉันใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการดูแลร้าน” เธอบอก

แต่เธอก็ยอมรับว่าไม่ค่อยอยากบอกคนอื่นว่าตัวเองทำงานน้อยขนาดนี้ เพราะเมื่อ 3–5 ปีก่อน เรื่องไม่ได้ง่ายแบบนี้เลย ตอนนั้นเธอต้องใช้เวลามากกว่านี้มาก เพื่อสร้างและขยายธุรกิจ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ Cami เริ่มจ้างพนักงานเข้ามาช่วยปัจจุบันร้านมีพนักงานทั้งหมด 6 คน รวมพนักงานพาร์ตไทม์ 1 คน ทำให้เธอสามารถเปลี่ยนบทบาทจากการ “ทำงานในธุรกิจ” มาเป็นการ “ทำงานกับธุรกิจ” และใช้เวลาไปกับการวางแผนเพื่อให้ร้านเติบโตมากขึ้น
นอกจากเวลาที่ใช้กับร้านแล้ว Cami ยังใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำคอนเทนต์และโพสต์วิดีโอบน Social Media เกี่ยวกับธุรกิจและประสบการณ์การเป็นเจ้าของกิจการ
ในปี 2024 ร้านซักผ้าของเธอมีรายได้ประมาณ 475,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 16–17 ล้านบาท
จากตัวเลขดังกล่าว ร้านมีกำไรประมาณ 119,000 ดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านบาท โดยเงินบางส่วนถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจ ขณะที่ประมาณ 66,000 ดอลลาร์ กลายเป็นเงินเดือนของ Camiนอกจากนี้ เธอยังมีรายได้จากการทำคอนเทนต์บน Social Media ประมาณ 22,000 ดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนของปี 2024 และในปี 2025 เธอคาดว่ารายได้จากช่องทางนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นประมาณ 200,000 ดอลลาร์
สิ่งที่เธอได้กลับมาไม่ได้มีแค่รายได้ แต่คือ “เวลา” Cami บอกว่า เธอคิดถึงความสัมพันธ์และบรรยากาศการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ในโรงพยาบาล แต่ในขณะเดียวกัน การเป็นเจ้าของธุรกิจทำให้เธอมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่เธอสามารถอยู่บ้านได้ในช่วงวันหยุดสำคัญๆ และมีวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกสัปดาห์ เธอไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหัวหน้าหรือผู้จัดการ หากต้องการหยุดงานเพื่อเดินทางกลับบ้าน หรือออกไปทำธุระแบบกะทันหัน สำหรับเธอนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตมากที่สุด
รอขายบ้าน เพื่อซื้อธุรกิจ

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของร้านซักผ้า Cami ทำงานเป็นพยาบาลมานานถึง 13 ปี โดยส่วนใหญ่ทำงานในแผนกปลูกถ่ายไขกระดูกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เธอไม่อยากกลับไปเรียนหนังสือใหม่เพื่อเปลี่ยนอาชีพ และมองว่าทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการเป็นเจ้าของธุรกิจ
เธอเริ่มมองหาธุรกิจหลายประเภท ทั้งการลงทุนในห้องเก็บของให้เช่า และการซื้อ Mobile Home Park จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอเห็นประกาศขายร้านซักผ้าบนเว็บไซต์ BizBuySell ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อนของ Cami ยังแนะนำให้เธอรู้จักกับคุณลุงของเขา ซึ่งเป็นเจ้าของร้านซักผ้าอยู่แล้ว 2 แห่ง
ชายคนนี้ช่วย Cami ดูตัวเลขของธุรกิจ และพูดบางอย่างที่เธอจำได้จนถึงทุกวันนี้ เขาบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาอาจไม่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยหรือเรียนปริญญาโท แต่จะเลือกซื้อร้านซักผ้าแทน เพราะมองว่าธุรกิจร้านซักผ้าเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี Cami ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเตรียมตัวก่อนซื้อธุรกิจจริง
หนึ่งในแผนสำคัญคือการขายบ้านของตัวเองเพื่อหาเงินมาลงทุน เดือนเมษายน 2020 เธอขายบ้านได้ในราคา 310,000 ดอลลาร์ และย้ายไปเช่าบ้านแทน จากการขายบ้าน เธอมีเงินส่วนที่เป็นทุนในบ้าน หรือ Equity ประมาณ 150,000 ดอลลาร์ ซึ่งนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับซื้อร้านซักผ้าที่มีราคา 300,000 ดอลลาร์
จากนั้นเธอเติมเงินออมอีก 50,000 ดอลลาร์ ทำให้มีเงินดาวน์ทั้งหมด 200,000 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีก 100,000 ดอลลาร์ เจ้าของเดิมเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่เธอโดยตรง คิดดอกเบี้ย 6% และให้ผ่อนภายใน 2 ปีแต่ Cami สามารถชำระหนี้ก้อนนี้หมดได้ภายในเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับเธอการขายบ้านไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเท่าไร เพราะสิ่งที่เธอตื่นเต้นมากกว่าคือการได้เป็นเจ้าของธุรกิจ
ร้านซักผ้าที่สร้างกระแสเงินสด
ร้านซักผ้าที่ Cami ซื้อมาเปิดดำเนินการมากกว่า 20 ปี และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อยู่แล้ว หลังจากซื้อกิจการ เธอลงทุนเพิ่มประมาณ 20,000 ดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงร้าน ทั้งระบบไฟ พื้น และทาสีใหม่ เพื่อให้ร้านดูอบอุ่นและน่าใช้มากขึ้น
ปัจจุบันเธอยังมีภาระผ่อนสินเชื่อสำหรับซื้อเครื่องซักผ้า รวมถึงสินเชื่อรถยนต์ 2 คันที่ใช้ในบริการรับและส่งผ้า รวมแล้วเธอต้องจ่ายเงินประมาณ 4,900 ดอลลาร์ต่อเดือน ระหว่างที่บริหารร้าน Cami ค่อยๆ ลดจำนวนชั่วโมงทำงานที่โรงพยาบาลลง จนในที่สุดเธอก็ลาออกจากงานพยาบาลในเดือนเมษายน 2023 หลังจากนั้นเธอก็กลับมาซื้อบ้านหลังใหม่อีกครั้ง
ธุรกิจซักผ้าที่ไม่ได้มีแค่เครื่องซักผ้า

ที่ร้านของ Cami ลูกค้าสามารถใช้บริการเครื่องอบผ้าได้ในราคาประมาณ 25 เซนต์ต่อ 7 นาที ส่วนเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งรองรับผ้าได้ถึง 80 ปอนด์ มีค่าบริการประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อรอบ นอกจากนี้ ร้านยังมีบริการรับและส่งผ้า ซึ่งคิดค่าบริการแตกต่างกันไปตามลักษณะของงาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ Cami แทบไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจหรือการเป็นเจ้าของกิจการเลย เธอบอกว่านี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากที่สุด เธอจึงเริ่มศึกษาธุรกิจด้วยตัวเอง ทั้งฟัง Podcast ด้านธุรกิจ อ่านหนังสือ และพยายามเข้าร่วมงานประชุมของอุตสาหกรรมร้านซักผ้าอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ๆ Software และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจ
แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เธอได้เรียนรู้กลับไม่ใช่เรื่องเครื่องซักผ้า แต่คือการสร้างรายได้จากงาน แล้วนำเงินและเวลาที่ได้กลับไปใช้กับสิ่งที่ตัวเองรัก แทนที่จะพยายามหาอาชีพที่ตรงกับ Passion ของตัวเองทุกอย่างสำหรับ Cami สิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดคือเวลาอยู่กับคนที่รัก และการมีอิสระในการควบคุมตารางชีวิตของตัวเอง เพราะเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ ชีวิตประจำวันของเธอก็ราบรื่นขึ้นมาก
จากร้านเล็กๆ สู่ธุรกิจที่เจ้าของแทบไม่ต้องลงมือเอง

ปัจจุบัน Cami ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กับร้านซักผ้า และใช้เวลาอีกประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการสร้าง Content เกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจข้อมูลจาก The Laundry Association ระบุว่า ร้านซักผ้าทั่วไปสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ประมาณ 15,000–300,000 ดอลลาร์ต่อปี และมีมูลค่าธุรกิจตั้งแต่ประมาณ 50,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์
Cami ประเมินว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เธออาจสามารถเกษียณได้ภายในประมาณ 6–7 ปี หรืออีกทางหนึ่ง เธอสามารถเลือกถือครองธุรกิจต่อ แล้วจ้างคนอื่นเข้ามาบริหารแทน เธอยังมองถึงโอกาสในการซื้อร้านซักผ้าแห่งที่สอง หรือสร้างสาขาใหม่ขึ้นมาเอง จากนั้นขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น และอาจขายกิจการในอนาคตเพื่อทำกำไร
สำหรับ Cami การทำธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเงิน เธอมองว่ามันเหมือนเกมสนุกๆ ที่ตัวเองชอบเล่น ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น ก็ยิ่งเห็นวิธีที่จะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น และทำให้มันเติบโตต่อไปจากพยาบาลที่เคยทำงานในโรงพยาบาลเกือบเต็มเวลา สู่เจ้าของร้านซักผ้าที่มีรายได้ประมาณ 475,000 ดอลลาร์ต่อปี และจากคนที่เคยต้องทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง
วันนี้เธอกลับใช้เวลาที่ร้านเพียงประมาณ 5–6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของการทำธุรกิจว่า ธุรกิจที่ดีอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำให้เราทำงานหนักขึ้น แต่คือธุรกิจที่ค่อยๆ เปลี่ยนเวลาและแรงของเรา ให้กลายเป็นระบบที่สามารถทำงานต่อได้ แม้เจ้าของจะไม่ได้ลงมือเองทุกอย่าง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Cami ได้กลับมา อาจไม่ใช่แค่รายได้จากร้านซักผ้าแต่คือ “อิสระในการใช้ชีวิต” ที่เธอไม่เคยมีมาก่อน
อ้างอิง
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy



