ร้านของทอด! มองเหมือนง่าย แท้จริงได้กำไรแค่ไหน?
ถ้าต้องให้เริ่มธุรกิจสักอย่างเราจะทำอะไร? คำตอบก็อาจจะย้อนถามกลับมาว่าแล้วเรามีเงินทุนแค่ไหน สำหรับคนที่ทุนเยอะ เงินหนาก็อาจเลือกลงทุนกับธุรกิจที่ไม่ต้องเฝ้าร้านเอง จ้างคนมาช่วยขาย เป็น Business Model แบบครบวงจร แต่สำหรับคนที่ทุนไม่หนา แต่อยากมีธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนก็อาจมองหาธุรกิจที่ลงทุนน้อย โอกาสคืนทุนไวทีนี้ก็ต้องมาเลือกว่าจะลงทุนกับอะไร ซึ่งถ้าดูในตลาดเมืองไทยแม้กระแสรักษ์สุขภาพมาแรง แต่ของที่ขายดีและขายง่ายคือ “ของทอด” โดยเฉพาะพวกลูกชิ้นทอด ไก่ทอด เฟรนฟรายด์ ฯลฯ เหตุผลที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ขายดี มีหลายปัจจัยคือ
- ราคาเข้าถึงง่าย ยิ่งในยุคที่ค่าครองชีพสูง คนส่วนใหญ่เลือกความคุ้มค่าเป็นหลัก ลูกชิ้นทอดราคา 20-40 บาท ก็ได้ปริมาณที่เยอะ รสชาติก็อร่อย แถมยังทอดสุกใหม่ กรอบอร่อย ในมุมมองลูกค้าจึงสะดวกรวดเร็วและไม่แพง
- ซื้อง่ายกินได้ทุกวัน เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ยุคคนเร่งรีบ บางคนไม่มีเวลาทานอาหาร ก็สั่งลูกชิ้นทอด ไก่ทอดมาเป็นอาหารที่รับประทานตรงไหนก็ได้ ที่สำคัญคือหาทานได้แทบทุกที่มีอยู่ทุกตรอกซอกซอยมองไปทางไหนก็เจอ
- ความคุ้นเคยและพฤติกรรมลูกค้า ถ้าไปเดินในตลาดซึ่งมีสินค้าให้เลือกเยอะมาก บางทีนึกอะไรไม่ออก ก็แวะร้านลูกชิ้นทอด ของทอด เป็นการซื้อด้วยความคุ้นเคย ยิ่งบางแบรนด์มีน้ำจิ้มรสเด็ด ลูกค้าเคยกินแล้วติดใจ ผ่านไปผ่านมาก็แวะซื้อจนกลายเป็นลูกค้าประจำ
ต้นทุนร้านของทอด! มองเหมือนง่าย แต่ได้กำไรแค่ไหน?

ถึงแม้จะมองว่าเริ่มต้นได้ไม่ยาก งบลงทุนไม่สูง ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ แต่ธุรกิจนี้ก็มีคู่แข่งเยอะ คำถามคือถ้าคิดจะลงทุนควรต้องรู้อะไรบ้างเพื่อให้อยู่รอด เป็นธุรกิจที่เติบโตมั่นคงได้
วิเคราะห์ตามความจริงแล้วร้านของทอดมีโครงสร้างต้นทุนต่อวัน ดังนี้
- วัตถุดิบ (ลูกชิ้น/ไส้กรอก/แป้ง) ประมาณ 50–60% ของยอดขาย
- น้ำมันพืช ต้องเปลี่ยนใหม่สม่ำเสมอ เฉลี่ย 1–2 ขวดต่อวัน ประมาณ 60–100 บาท
- แก๊ส + บรรจุภัณฑ์ เช่น ถุง, ไม้จิ้ม, น้ำจิ้ม ประมาณ 100–150 บาท
- ค่าเช่าที่ (ถ้ามี) เฉลี่ย 100–300 บาทต่อวัน

คำนวณยอดขายในเบื้องต้น (** เป็นตัวเลขประมาณการรายได้ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับทำเล และกลยุทธ์การขายเป็นสำคัญ) ถ้าเป็นร้านขนาดกลางในทำเลทั่วไป จะสร้างรายได้เฉลี่ย 1,500–2,500 บาทต่อวัน ถ้าคำนวณกำไรสุทธิ (Net Profit)หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเหลือกำไรประมาณ 25-35% หรือคิดเป็นเงินสดประมาณ 400-800 บาท/วัน คิดต่อเดือนคือประมาณ 12,000 – 14,000 บาท
หากมองในมุมนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่สร้างเงินหมุนเวียนต่อเดือนได้ไม่น้อย แต่ก็มีบางคนที่ไปไม่รอด ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดีแต่บางทีก็เพราะการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบมากพอ ยิ่งการนำเงินสดที่ได้ไปหมุนเวียนใช้ส่วนตัวไม่ได้
แบ่งมาเป็นทุนหมุนเวียสำหรับวัตถุดิบในวันต่อไป หรือการที่ค่าเช่าอาจแพงกว่าที่คำนวณไว้ ยิ่งค่าเช่าแพงมากเท่าไหร่ กำไรที่ได้ก็ยิ่งน้อยลงหรือปัญหาของเสีย สต็อกสินค้ามากเกินไป สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าร้านของทอดยังเป็นการลงทุนน่าสนใจแต่จะสร้างกำไรได้มากแค่ไหนตัวผู้ลงทุนเองมีส่วนกำหนดทิศทางได้มากที่สุด
ถ้าอยากลงทุน! ควรเริ่มแบบไหนเพื่อสำเร็จได้เร็วที่สุด

ในมุมของการลงทุนที่ง่ายของร้านของทอดคือการเลือกระบบแฟรนไชส์ที่ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ ที่มีวัตถุดิบ + อุปกรณ์ให้พร้อมเปิดร้าน เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีฐานลูกค้า มีระบบบริหารจัดการ พร้อมให้คำปรึกษาได้อย่างมืออาชีพ ยก
ตัวอย่าง ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มีข้อดีคือระบบ Logistic ที่ “ส่งฟรีถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” ทำให้ผู้ลงทุนได้วัตถุดิบในราคาโรงงาน ทำให้มีกำไรในการขายมากขึ้น สมมุติคิดกำไรขั้นต้นแค่ 50% ถ้ามียอดขายต่อวันประมาณ 2,000 –3,000 บาท แสดงว่ามีกำไร 1,000 – 1,500 บาท หักค่าใช้จ่ายจิปาถะเช่นค่าแก๊ส ค่าน้ำมันที่ใข้ทอด น่าจะเหลือกำไรขั้นต่ำประมาณ 500 – 750 บาท กำไรต่อเดือนประมาณ 15,000 – 22,500 บาท
หรือในกลุ่มสินค้าที่ใกล้เคียงกันก็ยังมีแฟรนไชส์ซูโม่ลูกชิ้นปลาระเบิด และ อู้ฟู่ลูกชิ้นปลาเยาวราช ที่มีรูปแบบการลงทุนให้เลือกตามเหมาะสมออกแบบมาเพื่อรองรับคนที่อยากลงทุนสร้างอาชีพ และสามารถเริ่มต้นได้ทันที เป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทำเลและความตั้งใจของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังมีอีกแฟรนไชส์ที่น่าสนใจคือ “หมูทอดหมายเลข 7” ซึ่งเป็นการยกระดับหมูทอดกระเทียมให้ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น มีเมนูน่าสนใจเช่น หมูทอดกระเทียม , หมูสามชั้นทอดกระเทียม , หมูทอดเจียงฮาย , หมูทอดซอสโบราณ ลูกค้า
เลือกได้ว่าต้องการรับประทานแค่หมูทอดกระเทียมอย่างเดียวหรือต้องการจะเพิ่มข้าวด้วย โดยโมเดลลงทุนออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ผ่านการคำนวณทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่า ค่าแรง รวมถึงการลด Food Wasteให้ใกล้เคียง 0% ด้วยระบบวัตถุดิบแช่แข็งพร้อมส่งให้ผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ กำไรขั้นต้นประมาณ 40-44%

และไม่ใช่จะมีแค่ลูกชิ้นทอด หมูทอด แต่กุยช่ายก็เป็นของทอดที่น่าสนใจเหมาะกับการลงทุนเช่นกัน อย่างแฟรนไชส์กุยช่ายสวรรค์ ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นกว่า 60% และตัวเลขหลังจากหักค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ ที่มีในแต่ละเดือน เช่น ค่า
เช่าที่ , ค่าน้ำค่าไฟ , ค่าแก๊ส / ค่าไฟ / น้ำมันทอด รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ กำไรสุทธิต่อเดือนยังเหลือกว่าเดือนละ 15,000 – 20,000 บาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทำเล ปัจจัยแวดล้อมในการเปิดร้านเป็นสำคัญ
ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จากหลายแฟรนไชส์สะท้อนให้เห็นว่าร้านของทอดยังน่าสนใจ และเป็นธุรกิจที่เลือกลงทุนได้แม้ในภาวะที่ค่าครองชีพสูง แต่ก็เป็นสินค้าขายดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและทำเลเป็น
สำคัญ สำหรับใครที่ต้องการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้แนะนำว่าควรเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ และหากต้องการลงทุนแฟรนไชส์ควรศึกษารายละเอียดของแต่ละแบรนด์ สอบถามตัวเลขรายได้และรายละเอียดในการลงทุนทุกแง่มุมเพื่อให้มีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจเพื่อเลือกลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ต้องการ
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




