ร้านขนมใหญ่สุดในโลก Snack Kingdom ขายขนมกว่า 35,000 SKU จาก 70 ประเทศ

ถ้าคุณกำลังจะเปิดร้านขายขนม แล้วมีคนบอกว่าทำไมไม่ทำร้านให้ใหญ่จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปเลย คุณอาจคิดว่ามันฟังดูเกินจริง แต่ที่ฉางซา มณฑลหูหนาน ประเทศจีน มีคนทำแบบนั้นแล้ว และไม่ได้ทำแค่ร้านใหญ่ธรรมดา แต่ทำเป็น Snack Kingdom หรือ 零食王国 อาณาจักรขนมขบเคี้ยวที่มีพื้นที่ถึง 13,315 ตารางเมตร และรวบรวมขนมมากกว่า 35,000 SKU จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2026 Guinness World Records รับรองให้ที่นี่เป็น “ร้านขายขนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก” พูดง่ายๆ คือ ถ้าร้านสะดวกซื้อทั่วไปมีขนมเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ทางกลับกัน Snack Kingdom ก็เอา “ขนม” มาเป็นพระเอก แล้วสร้างทั้งร้านให้กลายเป็นประสบการณ์ตกแต่งด้วยขนมรอบตัว และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากถึงยอมต่อคิว เพื่อเข้าไปเดินซื้อของที่ตัวเองสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป เพราะสิ่งที่ลูกค้าซื้อไม่ได้มีแค่ขนม แต่คือ ประสบการณ์

จุดเริ่มต้นร้านขนมใหญ่สุดในโลก

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

เรื่องนี้เริ่มจากบริษัท 鸣鸣很忙 (Mingming Henmang) ซึ่งเป็นเจ้าของและอยู่เบื้องหลังธุรกิจร้านค้าปลีกขนมในประเทศจีน ได้สร้างร้านขายขนม Snack Kingdom ขึ้นมามีพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับรวบรวมขนมจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว หลังจากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 และกลายเป็นบริษัทค้าปลีกขนมแบบ “量贩零食” หรือร้านขนมราคาคุ้มแบบซื้อจำนวนมากรายแรกๆ ที่เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง

ตัวเลขของบริษัทก็ใหญ่มาก ในปี 2025 ร้านของบริษัทภายใต้แบรนด์ “零食很忙” (Lingshi Henmang / Busy For Snacks) ซึ่งเป็นร้านขนมที่เริ่มต้นในเมือง ฉางซา มณฑลหูหนาน เมื่อปี 2017 จุดขายคือร้านขนมราคาคุ้มค่า เน้นสินค้าหลากหลายและราคาประหยัด และ “赵一鸣零食” (Zhao Yiming Snacks) แบรนด์ร้านขนมที่เริ่มต้นในเมืองอี้ชุน มณฑลเจียงซี เมื่อปี 2019 โดยใช้แนวคิดประมาณว่า“อยากประหยัดก็แวะ Zhao Yiming”

มีจำนวนรวมกันถึง 21,948 สาขาGMV หรือมูลค่าการซื้อขายผ่านร้านในปีเดียวกัน อยู่ที่ประมาณ 93,569 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 68.5% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2,329 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 180.9%ดังนั้น Snack Kingdom จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากบริษัทที่เพิ่งเริ่มขายขนม แต่เกิดจากธุรกิจที่มีเครือข่ายร้านจำนวนมหาศาล และมีระบบจัดซื้อและซัพพลายเชนอยู่แล้ว ตรงนี้ทำให้โปรเจกต์นี้น่าสนใจมากขึ้น

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

เพราะบริษัทไม่ได้มอง Snack Kingdom เป็นแค่ร้านใหญ่หนึ่งร้าน ที่สำคัญ CEO ของบริษัทเคยประกาศรับสินค้าและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตขนมจากทั่วโลกเข้ามาร่วมงาน โดยสินค้าที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้าสู่ระบบของ Snack Kingdom ได้

ตัวเลขของร้านฟังดูแทบไม่น่าเชื่อ ใช้พื้นที่ 13,315 ตารางเมตร หรือใหญ่เกือบเท่าสนามบาสเกตบอล 30 สนามรวมกัน สินค้าเกิน 35,000 รายการ จากประมาณ 6,500 แบรนด์ และมีร้านอยู่บน 2 ชั้น ในจำนวนนี้เป็นแบรนด์จีนมากกว่า 5,000 แบรนด์ มีสินค้ากว่า 20,000 รายการ ขณะที่สินค้านำเข้ามีมากกว่า 1,500 แบรนด์ และกว่า 10,000 รายการ จากกว่า 70 ประเทศ

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคุณกินขนมวันละ 1 อย่าง กว่าจะลองครบทั้งหมด อาจต้องใช้เวลาประมาณ 96 ปี และนี่คือเหตุผลที่ชื่อ Snack Kingdom หรือ “อาณาจักรขนม” ฟังดูไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เป็นแค่ร้านขายขนม แต่ออกแบบให้เป็นสถานที่ที่คนสามารถเดินดู ซื้อของ ถ่ายรูป เล่น และค้นหาขนมใหม่ๆ ไปพร้อมกัน ที่สำคัญเข้าฟรี เปิดตั้งแต่ 10.00-22.30 น.

ลองนึกภาพว่าคุณเดินเข้าไปแล้วไม่ได้เจอแค่ชั้นวางมันฝรั่งทอดหรือช็อกโกแลต แต่เจอทั้งโซนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ลูกอม ขนมกรุบกรอบ ของนำเข้า และสินค้าหายากจากหลายประเทศ จนความรู้สึกเปลี่ยนจาก “มาซื้อขนม” กลายเป็น “มาดูว่าโลกนี้มีขนมอะไรบ้าง” นี่คือจุดที่โมเดลธุรกิจของ Snack Kingdom มีความน่าสนใจ

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

เพราะร้านไม่ได้พยายามชนะด้วยการมีสินค้าราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทางมาที่ร้าน เหมือนกับการไปพิพิธภัณฑ์ เหมือนการไปสวนสนุก เหมือนการไปถ่ายรูป และสุดท้ายค่อยจบด้วยการซื้อของกลับบ้าน

จากร้านค้าธรรมดาๆ ก็กลายเป็นเหมือนการเดินทางเข้าไปใน “อาณาจักรขนม” และพอเข้าไปด้านใน ก็จะเจอกับโซนต่างๆ ที่ถูกออกแบบเป็นธีม มีทั้ง เมืองเครื่องดื่ม น้ำอัดลม ป่าลูกกวาด ดินแดน辣条 พิพิธภัณฑ์ขนม โซนของฝาก และโซนขนมไซซ์ยักษ์ รวมถึงมุมถ่ายรูปที่เรียกได้ว่าตั้งใจสร้างมาเพื่อให้คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายโดยเฉพาะ อย่างเช่น รถเข็นช้อปปิ้งขนาดยักษ์ กำแพงขนมปังขนาดใหญ่ ขวดเครื่องดื่มขนาดมหึมา กำแพงอมยิ้ม และท่อแก้วที่เต็มไปด้วยลูกกวาด

หนึ่งในไฮไลต์คือ กำแพงอมยิ้ม ที่นำอมยิ้มมากกว่า 70,000 แท่ง มาประกอบเป็นงานศิลปะขนาดใหญ่ โดยจำลองภาพปกอัลบั้ม 范特西 (Fantasy) ของ Jay Chou หรือโจวเจี๋ยหลุน

ส่วนอีกจุดคือ “Candy Pipeline” เป็นท่อใสจำนวน 34 ท่อที่บรรจุลูกกวาดจริงประมาณ 500,000 เม็ด เรียกได้ว่าเดินผ่านตรงไหนก็มีอะไรให้หยุดดู แต่ถ้าถามว่ามีโซนไหนที่สายกินน่าจะใช้เวลาอยู่นานที่สุด หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “เมืองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ที่นี่รวบรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 3,500 ชนิด จากจีนและต่างประเทศ

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

ตั้งแต่รสชาติที่คุ้นเคย ไปจนถึงรสชาติหายากและสินค้าจากบางพื้นที่ที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ขายแค่ “บะหมี่” แต่เอาความทรงจำของผู้บริโภคมาทำเป็นพื้นที่ด้วย เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่หลายคนนึกถึงตั้งแต่สมัยเรียน ไปจนถึงมื้อดึกในคืนที่ต้องทำงานล่วงเวลา ดังนั้น พื้นที่นี้จึงไม่ได้ขายแค่สินค้าแต่กำลังขายทั้ง ความทรงจำและความรู้สึก

อีกโซนที่น่าสนใจคือ Global Snack Station เป็นพื้นที่สำหรับขนมนำเข้าจากทั่วโลก ให้ลูกค้าเดินเลือกเหมือนกำลังออกตามล่าขุมทรัพย์ มีทั้งโคล่าจากเกือบ 20 ประเทศ รวมถึงรสชาติของ Lay’s หรือเลย์จากหลายประเทศทั่วโลก พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเดินซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศเพื่อดูว่าประเทศอื่นเขากินอะไรกัน ที่นี่เหมือนเอาซูเปอร์มาร์เก็ตเหล่านั้นมารวมไว้ในที่เดียว

นอกจากนั้น Snack Kingdom ยังมีพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมที่เรียกว่า Kingdom Starlight Stage เปิดให้แบรนด์ต่างๆ เข้ามาเปิดตัวสินค้าใหม่ จัดกิจกรรม หรือสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคยังมี “กำแพงตัวแทนขนมจีน” ที่รวบรวมโลโก้ของแบรนด์ขนมจีนกว่า 80 แบรนด์เอาไว้ด้วย และมีโซน Snack IP Park ที่รวมคาแรกเตอร์จากแบรนด์ขนมมากกว่า 60 แบรนด์ มีทั้ง M&M’s, Chips Ahoy!, 旺旺 และอีกหลายแบรนด์

ทำไมต้องใหญ่ขนาดนี้

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่พฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ในประเทศจีน การซื้อของไม่ได้จบลงที่การซื้อสินค้าอีกต่อไป คนจำนวนมากต้องการทั้งความสนุก ความแปลกใหม่ การถ่ายรูป และสิ่งที่สามารถเอาไปเล่าต่อได้ ดังนั้น ร้านค้าจึงเริ่มมีบทบาทคล้ายสถานที่ท่องเที่ยว และ Snack Kingdom กำลังเล่นเกมนี้อย่างเต็มตัว

ถ้ามองในมุมธุรกิจ นี่คือการเพิ่ม “มูลค่า” ให้กับสิ่งที่จริงๆ แล้วเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป มันฝรั่งทอดหนึ่งถุงอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ถ้าคุณต้องเดินทางไปยังร้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเดินผ่านอุโมงค์ขนม ถ่ายรูปกับสินค้าแปลกๆ และเลือกของจากหลายหมื่นรายการ มันฝรั่งทอดถุงนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

นี่ทำให้ Snack Kingdom มีความคล้ายกับอีกแบรนด์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากแนวคิดใกล้เคียงกัน นั่นคือ MINISO แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองแบรนด์กำลังเดินมาจากคนละทาง

  • MINISO เริ่มจากการเป็นร้านค้าปลีกสินค้าราคาเข้าถึงง่าย แล้วค่อยๆ พัฒนาร้านให้มีความเป็น “ประสบการณ์” มากขึ้น ขณะที่ Snack Kingdom เริ่มจาก “ขนม” แล้วทำให้สถานที่ขายขนมกลายเป็นประสบการณ์ขนาดใหญ่
  • MINISO รายงานว่า ณ สิ้นปี 2025 มีร้าน MINISO ประมาณ 8,151 แห่งในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก และกำลังพัฒนารูปแบบร้านอย่าง MINISO LAND ที่เน้นพื้นที่ธีม IP (Intellectual Property) และประสบการณ์แบบ immersive มากขึ้น
  • MINISO LAND ในเซี่ยงไฮ้ยิ่งสะท้อนแนวคิดนี้ชัดเจน เพราะร้านถูกออกแบบให้มีโซน IP มากกว่า 70 โซน และบริษัทระบุว่ามียอดขายมากกว่า 100 ล้านหยวนภายใน 9 เดือนแรกหลังเปิด ขณะที่สินค้า IP คิดเป็น 79.6% ของรายได้ของร้านดังกล่าว ถ้าเปรียบเทียบแบบง่ายๆ MINISO ขายสินค้า แล้วใช้ IP และประสบการณ์ทำให้คนอยากเข้าร้าน

ส่วน Snack Kingdom ขายขนม แล้วใช้ “ความใหญ่ + ความหลากหลาย + ความแปลก” ทำให้คนอยากเข้าร้าน นี่คือความเหมือนที่สำคัญ ทั้งสองแบรนด์กำลังพยายามแก้ปัญหาเดียวกัน นั่นคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้ามีเหตุผลที่จะเดินเข้าร้าน ทั้งที่สินค้าส่วนใหญ่สามารถซื้อที่อื่นได้ MINISO ใช้ Disney, Harry Potter และ IP ต่างๆ เป็นตัวดึงคน

  • Snack Kingdom ใช้ “ขนมจากทั่วโลก” เป็นตัวดึงดูดคน
  • MINISO ทำให้ร้านเหมือนสนามเด็กเล่นของคนรัก IP ต่างๆ ได้รู้สึกเหมือนเข้ามาอยู่ในโลกของตัวละครที่ตัวเองชอบ
  • Snack Kingdom ทำให้ร้านเหมือนสนามเด็กเล่นของคนรักอาหาร และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด เพราะในยุคที่ผู้บริโภคสามารถกดสั่งของออนไลน์ได้ภายในไม่กี่นาที ร้านค้าจริงๆ กำลังต้องหาคำตอบใหม่ว่า “แล้วลูกค้าจะเดินทางมาหาเราทำไม”

คำตอบของ Snack Kingdom คือ เพราะคุณไม่สามารถสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ได้จากการกดสั่งออนไลน์ คุณไม่สามารถเดินผ่านขนมหลายหมื่นรายการในบ้านได้ คุณไม่สามารถถ่ายรูปกับชั้นวางขนมขนาดยักษ์ในโทรศัพท์จากที่บ้าน และคุณไม่สามารถเดินเล่นกับครอบครัว แล้วหยิบขนมจาก 70 ประเทศใส่ตะกร้าได้จากแอปเดียวในรูปแบบเดียวกัน

ร้านขนมใหญ่สุดในโลก
ภาพจาก https://citly.me/MvaV4

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านค้าขนาดใหญ่บางแห่งจึงไม่ได้วัดความสำเร็จจากยอดขายต่อพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่า ร้านสามารถกลายเป็น Destination ได้หรือไม่ เพราะเมื่อร้านกลายเป็น Destination คนไม่ได้มาเพราะ “ต้องซื้อ” แต่บางคนมาเพราะ “อยากเห็น” แล้วเมื่อเข้ามาแล้วก็อาจกลายเป็น “ไหนๆ มาแล้ว ซื้อกลับไปหน่อย” และตรงนี้เองที่ประสบการณ์สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ แน่นอนว่าโมเดลนี้ก็มีความเสี่ยง

ร้านขนาด 13,315 ตารางเมตรต้องใช้ทั้งค่าเช่า การตกแต่ง พนักงาน ระบบจัดการสินค้า และเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ยิ่งมีสินค้าถึง 35,000 SKU ความซับซ้อนของสต็อกก็ยิ่งสูงขึ้น ที่สำคัญคือ ลูกค้าที่มาเพราะอยากถ่ายรูปอาจไม่ได้ซื้อสินค้าในระดับเดียวกับลูกค้าที่เข้ามาเพื่อซื้อของจริงๆ ดังนั้นโจทย์ของ Snack Kingdom จึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้คนมา”

แต่คือ “ทำอย่างไรให้คนมาแล้วซื้อ และอยากกลับมาอีก” นี่คือจุดที่ต้องติดตามในระยะยาว เพราะการสร้างกระแสในช่วงเปิดร้านทำได้ไม่ยากเท่ากับการสร้างพฤติกรรมซื้อซ้ำ และนี่ก็เป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกถ้าเป็นเมื่อก่อน ร้านขนมอาจแข่งขันกันเรื่องราคา ทำเล และจำนวนสินค้า แต่วันนี้การแข่งขันอาจกลายเป็น ใครสร้างเหตุผลให้คนอยากออกจากบ้านได้มากกว่ากัน

MINISO เลือกเดินทางผ่าน IP บางแบรนด์เลือกผ่านคาเฟ่ บางแบรนด์เลือกผ่านศิลปะ ส่วน Snack Kingdom เลือกผ่าน “ขนม” แต่แก่นของเกมอาจเหมือนกัน คือการเปลี่ยนร้านจากสถานที่ที่คนเข้าไปซื้อของ ให้กลายเป็นสถานที่ที่คนเข้าไปใช้เวลา และเมื่อคนยอมใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น โอกาสในการซื้อสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สุดท้ายแล้ว Snack Kingdom อาจไม่ได้กำลังสร้าง “ร้านขายขนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังทดลองคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในยุคที่ทุกอย่างซื้อออนไลน์ได้ ร้านค้าปลีกต้องทำอย่างไร ถึงจะทำให้คนรู้สึกว่า “ฉันอยากไปที่นั่นด้วยตัวเอง”และบางทีคำตอบอาจไม่ใช่การขายของให้ถูกกว่าเดิม แต่อาจเป็นการทำให้การเดินเข้าร้าน สนุกจนรู้สึกเหมือนไปเที่ยว

อ้างอิงข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช