ย้อนอดีต เศรษฐกิจไทยที่คนว่าดี ดีตอนไหน?
เศรษฐกิจไทยดีตอนไหน? ถือเป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะคำว่าดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับนักลงทุนคำว่าดีอาจหมายถึงตอนที่หุ้นขึ้น แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าคำว่าดีก็คือตอนที่ขายของได้ง่าย มีลูกค้าซื้อเยอะๆ ทั้งนี้หากจะพิจารณาว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่มีสมการที่ควรรู้คือเศรษฐกิจดี = GDP โตสูง + หนี้ครัวเรือนต่ำ + การกระจายรายได้ทั่วถึง
หมายถึงว่าถ้า GDP โต แต่มีหนี้ครัวเรือนสูง ก็ไม่เรียกว่าเศรษฐกิจดีเพราะเปรียบเหมือนบริษัทมียอดขายเยอะ แต่พนักงานส่วนใหญ่กลับไม่ได้มีรายได้เพิ่มบางทีอาจต้องกู้เงินเพื่อเดินทางมาทำงาน หรือถ้ากรณีที่ GDP โต แต่กระจุกอยู่ที่บริษัทใหญ่ ก็ไม่เรียกว่าเศรษฐกิจดีเช่นกัน แม้ราคาหุ้นจะดีแต่อำนาจการซื้อไม่ดีตาม พ่อค้าแม่ค้าขายของได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย เป็นต้น
เศรษฐกิจดีที่แท้จริง ต้องดูจากอะไร?

การจะบอกว่า เศรษฐกิจดีจริง ต้องมีตัวเลขที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทยการที่เศรษฐกิจจะดี GDP ควรอยู่ที่ 3 – 5 % เหตุผลที่ต้องมากกว่า 3% ขึ้นไปเพราะถ้าโตต่ำกว่านี้เช่น 1 – 2 % จะเป็นการโตที่ไม่พอเพียงสำหรับการสร้างงานใหม่ หรือไม่โตพอที่จะรองรับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการที่ปี 2569 ได้ประมาณการณ์ว่า GDP จะโต 1.6 – 1.8% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดีตามหลักวิชาการ
ซึ่งนอกจากดูตัวเลข GDP แล้ว ยังต้องดูอีกว่าเงินที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจเป็นเงินจากส่วนไหน ถ้าได้มาจากการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลักในขณะที่ภาคการบริโภคในประเทศตัวเลขหดตัวก็บอกได้ทันทีว่าเศรษฐกิจไม่ดีเช่นกัน
ทั้งนี้กำลังการซื้อก็เป็นสิ่งสำคัญวัดผลเศรษฐกิจดีไม่ดีได้เช่นกัน ถ้ามองภาพรวมตอนนี้หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงถึง 86.7% ซึ่งหมายความว่า รายได้ 100 บาทที่คนไทยหามาได้ ต้องเอาไปจ่ายหนี้เกินครึ่ง ทำให้เงินเหลือ สำหรับจับจ่ายใช้สอยน้อยลง รวมถึงต้องดูรายได้ที่หักเงินเฟ้อออกแล้วควรต้องมีเหลือ เช่น ถ้าเงินเดือนขึ้น 3% แต่ข้าวแกงแพงขึ้น 5% แบบนี้เรียกว่า ราคาสินค้าพุ่งสูงเร็วยิ่งกว่ารายได้ก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะจะทำให้คนมีกำลังซื้อลดลง
ย้อนอดีต เศรษฐกิจไทยที่คนว่าดี ดีตอนไหน

ประเทศไทยผ่านสถานการณ์วิกฤติมาหลายครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งมีผลทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ลองไปดูกันว่ายุคทองของเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงไหนบ้าง
1. ปี 2530 – 2539 ยุคทองของเศรษฐกิจไทย
ถือเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วย รายได้ต่อหัวพุ่งจาก 21,000 บาท/ปี ในปี 2524 ขึ้นมาเกือบ 76,000 บาท/ปี ในปี 2539 ในช่วงเวลานั้นทั่วโลกถึงกับขนานนามว่าไทยคือ มหัศจรรย์แห่งเอเชีย (The Miracle of Asia) เหตุผลสำคัญที่ทำเศรษฐกิจโตดีเป็นเพราะ
- ข้อตกลง Plaza Accord (ในปี 2528) ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยคือ ตัวเลือกแรก เพราะค่าแรงยังต่ำและนโยบายรัฐเปิดกว้าง
- การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยมีเงินทุนไหลเข้าพุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า ภายในเวลาไม่กี่ปี จากโรงงานประกอบรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโตแซงหน้าภาคเกษตรเป็นครั้งแรก
ในยุคที่เศรษฐกิจดีแบบนี้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ที่เริ่มมีกำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย รถยนต์เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นยุคเดียวกับที่โครงการทางด่วนและรถไฟฟ้าเริ่มก่อสร้าง และดีถึงขนาดที่ห้างสรรพสินค้ายุคใหม่รวมถึงแบรนด์ต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น เพราะคนไทยตอนนี้มีกำลังการซื้อที่สูง
2.วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540

เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และลุกลามไปจนกลายเป็นวิกฤตการเงินในระดับภูมิภาคเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการกู้เงินต่างประเทศเกินตัว เพราะยุคนั้นดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำมาก ประมาณ 4-5% ขณะที่ดอกเบี้ยในไทยสูงถึง 10-12% นักธุรกิจจึงแห่กู้เงินดอลลาร์มาลงทุน
โดยเชื่อว่าค่าเงินบาทจะคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ แต่เงินที่กู้มาเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปสร้างโรงงานที่ผลิตสินค้าเสมอไป แต่ถูกนำไปปั่นราคาที่ดิน สร้างคอนโด และสนามกอล์ฟ จนราคาพุ่งเกินความจริงไปหลายเท่า
และเมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 ผลที่เกิดทันทีคือจาก 1 ดอลลาร์ = 25 บาท พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 56 บาท ทำให้หนี้เงินกู้จากต่างชาติเพิ่มทวีคูณ เช่น กู้เงินมา 100 ล้านดอลลาร์ จากเดิมต้องคืน 2,500 ล้านบาท กลายเป็นต้องคืนเงินถึง 5,600 ล้านบาท ทันที
สถานการณ์ที่เกิดในขณะนั้นคือ ไฟแนนซ์กว่า 56 แห่งถูกสั่งปิดกิจการ คนแห่ไปถอนเงินเพราะกลัวธนาคารเจ๊ง รวมถึง บรรดาเศรษฐีและคนชนชั้นกลางที่เคยร่ำรวย ต้องเอาทรัพย์สิน แบรนด์เนม รถหรู มาวางขายตามริมถนนเพื่อหาเงินสดประทังชีวิต ผลกระทบยังลามมาถึงพนักงานออฟฟิศและคนทำงานก่อสร้างที่ตกงานนับล้านคน ซึ่ง GDP ในช่วงวิกฤตินี้เคยติดลบหนักสุดถึง -7.6% ในปี 2541
3.ยุคฟื้นตัวหลังวิกฤต ปี 2545 – 2555
หลังจากเศรษฐกิจพังไม่เป็นท่าในช่วงต้มยำกุ้ง คนไทยก็เริ่มกลับมาตั้งหลักกันได้อีกครั้ง ในช่วงนี้ GDP ไทยโตเฉลี่ยที่ 5% – 7% ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะ ไม่มากเกินไปจนเกิดฟองสบู่เหมือนตอนปี 40 และในปี 2546 เศรษฐกิจไทยโตถึง 7.1% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการส่งออกที่ขยายตัวตาม
เศรษฐกิจโลก อีกสาเหตุที่ทำให้คนรุ้สึกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจดีเป็นเพราะสัดส่วนหนี้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 40-50% ต่อ GDP เมื่อหนี้มีน้อย กำลังการซื้อก็มีมากขึ้น คนในยุคนี้เริ่มมีเงินเหลือไปเก็บออม หรือนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร ประกอบกับในช่วงนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาระในการผ่อนชำระหนี้ของประชาชนเบาบางลงมาก
แม้จะต้องเจอกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังสูง ทำให้ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยดีดกลับมาโตได้แรงถึง 7.2% ถือเป็นยุคการวางโครงสร้างของธุรกิจ SME และแฟรนไชส์หลายเจ้าที่เราเห็นในปัจจุบันเพราะเป็นช่วงที่คนมีกำลังซื้อและอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง
3.วิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 – 2565

ในช่วงเวลานี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หยุดชะงักทั่วโลก ประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวจึงได้รับผลอย่างมาก ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2540 GDP ติดลบถึง -6.1% จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคนต่อปี เหลือแทบจะเป็น ศูนย์ และในช่วงล็อกดาวน์ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสถานบันเทิง ถูกปิดตัวชั่วคราว
ทำให้กระแสเงินสดขาดสภาพคล่องทันที พนักงานโรงแรม พนักงานสายการบิน และอาชีพอิสระ (Freelance) คือกลุ่มที่กำลังซื้อหายไปเกือบ 100% หลายคนถูกพักงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน เงินส่วนใหญ่ถูกใช้กัไปกับ สินค้าจำเป็น และ อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ เช่น หน้ากากอนามัย, เจลล้างมือ เกิดกระแสการซื้อของออนไลน์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปี 2569 เศรษฐกิจไทยดีหรือไม่ดี?
มาถึงในปีนี้คือ 2569 ถามว่าเศรษฐกิจเราดีไหม คำตอบคือไม่ดีและยังอยู่บนความเสี่ยง เนื่องจากมีอัตราการเติบโตในระดับที่ช้าลง GDP ที่คาการณ์ในปีนี้ประมาณ 1.5 – 1.6% แถมยังมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ผสมผสานกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นไปที่ 3 % ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนมาก ในขณะที่รายได้ของคนทำงานโตช้ากว่า ทำให้กำลังซื้อจริงหดตัวลง
คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้าขนาดใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์มียอดขายลดลง เพราะธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากกลัวหนี้เสีย
ถ้าดูรายได้เฉลี่ยของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 269,643 ต่อปี ถ้าเทียบกับปี 2539 ที่รายได้ต่อหัวสูงถึง 76,000 บาท/ปี ก็ถือว่าต่างกันมาก และยังสวนทางกับรายได้ครัวเรือนที่เฉลี่ย 28,151 บาท/เดือน แต่มีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 144,871 บาท/ครัวเรือน
การที่จะให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นก็มีหลายองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง แต่ในตอนนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือพยายามรักษาสภาพคล่องและระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่ สำหรับคนทำธุรกิจหรือบรรดา SMEs ควรเน้นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าผู้บริโภคจะมีโอกาสอยู่รอดในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่านี้
อ้างอิง
- https://citly.me/dIv4P
- https://citly.me/laAh0
- https://citly.me/emuOM
- https://citly.me/8UlTF
- https://citly.me/vWsNV
- https://citly.me/GglWm
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




