อวสานย่านประตูน้ำ คนซื้อไม่ไป คนขายไม่ไหว ใครจะรอด!
เชื่อว่าหลายคนที่เคยไปซื้อของหรือเดินเที่ยวย่านค้าส่งสำคัญของกรุงเทพมหานครอย่าง “ประตูน้ำ” น่าจะทราบกันอยู่แล้วว่ากำลังเผชิญภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยพบว่าร้านค้ารายย่อยจำนวนมากทยอยปิดกิจการและประกาศเซ้งพื้นที่เพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 50–60% สะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขณะเดียวกัน ภาพของผู้เช่าพื้นที่ภายใน Platinum Fashion Mall ได้รวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าศูนย์การค้า เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารพิจารณาปรับลดอัตราค่าเช่าพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังเผชิญภาวะยอดขายลดลงต่อเนื่องและจำนวนลูกค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนคงที่ได้ตามเดิม
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อภายในประเทศที่ลดลง รวมถึงปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้บรรยากาศทางการค้าภายในพื้นที่เปลี่ยนจากความคึกคักที่เกิดขึ้นในอดีตไปสู่ภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน
โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในย่านประตูน้ำปี 2568 มีมูลค่ารวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท แม้ว่ากำลังซื้อในประเทศจะชะลอตัวลง แต่ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ประกอบการต่างชาติในกลุ่มค้าส่งและค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยภาครัฐประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากกว่า 35 ล้านคน
สถานการณ์ยอดขายในพื้นที่

จากการให้ข้อมูลของผู้ประกอบการรายหนึ่ง เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า ระบุว่า สถานการณ์ยอดขายในปัจจุบันปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยยอดขายลดลงประมาณ 40–50% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสดของกิจการ
รายได้เฉลี่ยต่อวันซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 5,000–7,000 บาท ลดลงเหลือเพียงประมาณ 2,000–3,000 บาทต่อวันเท่านั้น ขณะที่ความสามารถในการระบายสินค้าอยู่ในระดับต่ำลง โดยสามารถจำหน่ายสินค้าได้ไม่ถึง 50% ของสต็อกสินค้าคงเหลือเดิม
ผู้ประกอบการระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ประกอบกับการหดตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ยอดขายจากทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติปรับตัวลดลงพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจว่าจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้นานในระยาวแค่ไหน
สถานการณ์ร้านค้าในพื้นที่
จากการสำรวจบรรยากาศการค้าภายในพื้นที่ประตูน้ำ พบว่าผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสภาพคล่องทางการเงินจำกัด หรือที่เรียกกันว่า “สายป่านสั้น” เริ่มทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่บริเวณซอย 21 มีรายงานว่าร้านค้าประกาศปิดกิจการและเซ้งพื้นที่แล้วราว 50–60% สะท้อนภาวะการปรับตัวอย่างหนักของผู้ประกอบการในระดับเล็กๆ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้นได้
พบว่าพื้นที่ประตูน้ำบางส่วนเป็นล็อกขนาดเล็ก มีความกว้างเพียง 1.2–1.5 เมตร หากตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง ค่าเช่าต่อเดือนสามารถปรับตัวสูงถึง 150,000–220,000 บาท สวนทางกับบรรยากาศการค้าขายที่ยังคงซบเซา
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลให้ต้องตัดสินใจยุติกิจการเพื่อไม่ให้เสียหายมากกว่านี้ ขณะที่บางส่วนยังพยายามประคองธุรกิจต่อไปด้วยความหวังว่าสภาวะตลาดจะกลับมาฟื้นตัวในระยะถัดไป
การประท้วงของผู้เช่า

ผู้เช่าพื้นที่ภายใน Platinum Fashion Mall ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนจากภาวะยอดขายที่ลดลงและภาระค่าเช่าที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน โดยผู้ชุมนุมได้ชูป้ายข้อความเรียกร้องหลากหลาย อาทิ
“ไม่มีเงินกินข้าว เก็บไว้จ่ายค่าเช่า”
“ลดค่าเช่า แก้ปัญหาตรงจุด”
“เบาๆ ค่าเช่าหน่อย”
ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้เช่า มุ่งไปที่การขอให้ผู้บริหารพิจารณาปรับลดค่าเช่าพื้นที่เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยผู้ประกอบการมองว่าหากสามารถลดค่าเช่าลงได้ จะส่งผลให้สามารถปรับลดราคาสินค้าได้ตามไปด้วย ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและดึงดูดลูกค้ากลับเข้าสู่พื้นที่ได้มากขึ้น
จากการตรวจสอบประกาศให้เช่าพื้นที่ในภายใน Platinum Fashion Mall ช่วงปี 2024-2025 พบว่าชั้น 3 ตึก A และโซนทั่วไป มีประกาศให้เช่าขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ตร.ม. อยู่ที่ 195,000 – 205,000 บาทต่อเดือน ส่วนเซ้งอยู่ที่ 8,500,000 บาท
เสียงสะท้อนผู้ประกอบการ

ในมุมของผู้ประกอบการภายในพื้นที่ประตูน้ำ ส่วนใหญ่ยังคงมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปอีก แม้จะยังเผชิญกับแรงกดดันทางด้านรายได้ที่ลดลงและต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนว่าปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรคในขณะนี้ คือ โครงสร้างราคาค่าเช่าที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่มีรายได้ลดลง ไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายค่าเช่าพื้นที่และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ส่งผลให้เกิดภาวะกระแสเงินสดติดลบในหลายราย นอกจากนี้ โครงสร้างรายจ่ายที่ไม่สามารถปรับลดลงได้ตามรายได้ที่หดตัว ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางธุรกิจ และเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการตัดสินใจดำเนินกิจการต่อหรือยุติธุรกิจในเวลาถัดไป
กลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ย่านประตูน้ำ และ Platinum Fashion Mall ได้เสนอให้ภาครัฐและสถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านสภาพคล่องเป็นหลัก เนื่องจากผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนมากกำลังประสบกับปัญหารายได้ลดลงสวนทางกับต้นทุนค่าเช่าที่ยังคงเพิ่มขึ้นในระดับสูง
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วยการจัดทำมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ SME เป็นระยะเวลา 3–6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ผู้ประกอบการยังมองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้น ลดแรงกดดันด้านต้นทุนคงที่ และเพิ่มโอกาสในการประคับประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน
ปัจจัยกดดันธุรกิจย่านประตูน้ำ
1. กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว

ผู้ประกอบการสะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศปรับตัวลดลง ประชาชนมีการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น เน้นบริโภคสินค้าที่จำเป็น ส่งผลให้ยอดขายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าแฟชั่นชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเป็นฐานลูกค้าสำคัญก็ปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของผู้ค้าปลีกและค้าส่งในพื้นที่
2. การแข่งขันค้าปลีกออนไลน์และสินค้านำเข้า
การแข่งขันที่รุนแรงจากการค้าออนไลน์และสินค้านำเข้า ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป แพลตฟอร์ม E-commerce เปิดโอกาสให้ทั้งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้าคนกลางสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนได้โดยตรงในราคาต่ำกว่า ขณะที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายในการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าที่รับสินค้ามาจำหน่ายเผชิญการแข่งขันด้านราคา และมีจำนวนลูกค้าเดินทางมาซื้อสินค้าหน้าร้านลดลง
3. นักท่องเที่ยวบางกลุ่มหาย
กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเคยเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของย่านประตูน้ำ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ยอดขายสินค้าค้าส่งที่พึ่งพาลูกค้าต่างชาติได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านปริมาณการสั่งซื้อและมูลค่าการใช้จ่ายต่อบิลที่ลดลง
4. ต้นทุนพลังงานน้ำมันสูงขึ้น
ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและการเดินทางปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการระบุว่า งบประมาณเชื้อเพลิงในระดับ 1,000 บาท ซึ่งเดิมสามารถเติมน้ำมันได้ประมาณ 16 ลิตร ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 10–11 ลิตร ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าปรับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
สรุป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในย่านประตูน้ำ ซึ่งเคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นและการค้าส่งของประเทศ กำลังถูกตั้งคำถามต่อว่า อนาคตของโครงสร้างเศรษฐกิจด้านการค้าปลีกในพื้นที่ ภายใต้แรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงต่อเนื่อง
ต้นทุนที่สูงขึ้น และจำนวนผู้ประกอบการที่ทยอยปิดกิจการ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่าพื้นที่ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ศูนย์กลางการค้าแฟชั่น” ไปสู่ “พื้นที่รอการฟื้นตัว” หรือไม่
ในขณะเดียวกัน ยังเกิดคำถามถึงความสามารถในการอยู่รอดของผู้ประกอบการรายย่อย หากเจ้าพื้นที่ให้เช่ายังคงค่าเช่าอยู่ในระดับเดิม ท่ามกลางรายได้ที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถประคองตัวได้อีกนานเพียงใด
ท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนคำถามสำคัญต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่งของประเทศไทยว่า โมเดลธุรกิจร้านค้าแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาทำเลและค่าเช่าพื้นที่เป็นหลัก ยังมีความเหมาะสมหรือไม่ในสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุคปัจจุบัน ที่กำลังซื้อมีการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แหล่งข้อมูล
- https://citly.me/TUZqA
- https://citly.me/voxkn
- https://citly.me/XOrt6
- https://citly.me/IJATi
- https://citly.me/HaXWO
- https://citly.me/BE7pw
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




