Lotus´s go fresh เริ่มหายไปจากตลาดจริงหรือ?
ช่วงนี้ใครอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ตามชุมชนรอบกรุงเทพฯ น่าจะเริ่มสังเกตเหมือนกันว่า Lotus´s go fresh บางสาขาค่อยๆ หายไป บางแห่งปิดเงียบ บางแห่งติดป้ายลดราคาล้างสต๊อก บางแห่งหมดสัญญาเช่าแล้วไม่ต่อ ขณะที่บางพื้นที่ปิดไปหลายสาขาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน พอภาพแบบนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เรื่องจึงเริ่มถูกพูดต่อกันว่า
โลตัส โก เฟรช กำลังถอยจากตลาดหรือเปล่า?

บางคนถึงกับพูดกันไปไกลว่าอาจปิด 300 สาขา หรือ 500 สาขาทั่วประเทศ จากช่วงต้นปี 2569 มีประมาณ 2,105 สาขา
แต่ถ้ามองข้อมูลและพัฒนาการของธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มซีพีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องนี้อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อาจไม่ใช่การ “เลิกทำ Lotus´s go fresh” แต่เป็นการจัดระเบียบธุรกิจร้านเล็กครั้งใหญ่
และที่น่าสนใจกว่าจำนวนสาขาที่ปิด คือคำถามว่า แล้ว CP AXTRA กำลังจะเปลี่ยน Lotus´s go fresh ให้เป็นอะไร?
จาก Tesco Lotus Express สู่ Go Fresh

ต้องย้อนกลับไปช่วงปี 2564 ก่อนว่า Lotus´s go fresh ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบไม่มีที่มา เดิมทีร้านเล็กของโลตัสคือ Tesco Lotus Express โมเดลนี้ถูกวางให้เป็นร้านค้าปลีกใกล้บ้าน ย่อขนาดจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงมาอยู่ในชุมชน เน้นสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด อาหารพร้อมปรุง และสินค้าที่คนต้องซื้อในชีวิตประจำวัน
ตอนนั้นโจทย์ค่อนข้างชัด เอาร้านโลตัสเข้าไปอยู่ใกล้บ้านที่สุด แต่พฤติกรรมตลาดเปลี่ยนเร็วมาก
คู่แข่งอย่าง 7-Eleven เร่งขยายสาขาแทบทุกมุมจนมีมากถึง 16,284 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ CJ MORE ก็เริ่มขยายสาขาอย่างจริงจัง มีมากกว่า 2,000 สาขา โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
ร้านเล็กจึงไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “มีสาขาใกล้บ้านหรือไม่” อีกต่อไป แต่แข่งกันเรื่องราคา โปรโมชั่น ที่จอดรถ ความสะดวก สินค้า และความถี่ที่ลูกค้าเข้าร้าน นี่จึงอาจทำให้โลตัสต้องเปลี่ยนเกม
จาก Tesco Lotus Express จึงค่อยๆ ขยับมาเป็น Lotus´s go fresh
แนวคิดก็ชัดขึ้นว่า ร้านเล็กของโลตัสจะไม่พยายามเป็น 7-Eleven อีกแห่ง แต่จะเน้นเรื่องที่ตัวเองมีโอกาสสร้างความแตกต่างได้มากกว่า นั่นคือ อาหารสดและของกินสำหรับมื้อที่บ้าน
เนื้อหมู ไก่ อาหารทะเล ผัก ผลไม้ อาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงของใช้ประจำวัน พูดง่ายๆ คือ 7-Eleven เก่งเรื่อง “ซื้อแล้วกินเลย” ส่วน Go Fresh พยายามเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนที่กำลังจะกลับบ้านไปทำกับข้าว นี่คือจุดตั้งต้นของโมเดล
ทำไมวันนี้เราถึงเห็นสาขาปิด

คำตอบอาจไม่ได้มีข้อเดียว ที่สำคัญคือ สาขาปิด ไม่ได้แปลว่าบริษัทถอยจากตลาด ธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจที่ต้องดูเป็นรายสาขา สาขาหนึ่งอาจขายดีมาก แต่อีกสาขาที่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตรอาจขาดทุนก็ได้ เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่สินค้า มีค่าเช่า ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการ และต้นทุนในการดูแลสาขาอีกจำนวนมาก
ถ้าสาขาหนึ่งยอดขายไม่พอแบกต้นทุน การปิดอาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าการฝืนเปิดต่อ ยิ่งถ้าพื้นที่เดียวกันมีทั้ง 7-Eleven, CJ MORE, ร้านสะดวกซื้อท้องถิ่น ตลาดสด และร้านค้าชุมชนอยู่เต็มไปหมด
คำถามของเจ้าของธุรกิจจึงไม่ใช่…เราจะเปิดร้านให้เยอะที่สุดได้อย่างไร?
แต่กลายเป็น…ร้านไหนควรอยู่ต่อ และร้านไหนไม่ควรอยู่ต่อ?

ตรงนี้เองที่ทำให้เราเห็นการทยอยปิดสาขาเก่าของโลตัสในหลายพื้นที่ บางแห่งอาจเป็นสาขาที่ไม่ทำกำไร บางแห่งอาจหมดสัญญาเช่า บางแห่งทำเลไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน บางแห่งมีสาขาใหม่ของโลตัสอยู่ใกล้กัน และบางแห่งอาจอยู่ในพื้นที่ที่การแข่งขันเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนวันที่เปิดร้าน
น่าจับตาคือ “ปิดร้านเล็ก แต่ไม่ได้หายไปจากพื้นที่”

จากเสียงของผู้บริโภคที่พูดถึงกันในหลายพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่เห็นค่อนข้างชัดคือ บางแห่ง Go Fresh ปิด แต่โลตัสไม่ได้หายไปจากพื้นที่นั้นทั้งหมด กลับมีการขยับไปเปิดร้านรูปแบบใหม่ที่ใหญ่กว่า หรืออยู่ในทำเลที่เหมาะกว่า นี่เป็นคนละเรื่องกับการถอนตัวออกจากตลาด ลองคิดแบบง่ายๆ
ถ้ามีร้านขนาดเล็ก 2-3 แห่งอยู่ในรัศมีเดียวกัน แต่ยอดขายแต่ละแห่งไม่ดีพอ การเก็บทั้งสามร้านไว้ก็ไม่ได้แปลว่าจะดี บริษัทอาจเลือกปิดสองร้าน แล้วเอางบประมาณที่ต้องใช้ดูแลทั้งสามแห่งมารวมกันเปิดร้านที่ใหญ่ขึ้นหนึ่งแห่ง
มีที่จอดรถมากขึ้น มีสินค้าเยอะขึ้น มีอาหารสดมากขึ้น มีร้านค้าเช่ามาช่วยดึงคน มี Jungle Café หรือร้านอาหารเข้ามาเสริม และกลายเป็นจุดหมายในการซื้อของของคนในพื้นที่
โมเดลนี้ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่อาจดีกว่าการกระจายร้านเล็กๆ หลายแห่ง เพราะฉะนั้นถ้ามองแค่จำนวนร้านที่ปิด อาจเห็นภาพว่า “โลตัสกำลังหาย” แต่ถ้ามองว่า เงินลงทุนกำลังย้ายจากร้านแบบไหน ไปอยู่ที่ร้านแบบไหน ภาพจะเปลี่ยนไปทันที
ปัญหาใหญ่จริงๆ คือ “ร้านเล็กกำลังแข่งกันหนักขึ้น”

เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า Lotus´s go fresh เจอการแข่งขันที่หนักขึ้นมาก เมื่อก่อนร้านเล็กในชุมชนมีคู่แข่งไม่กี่ราย วันนี้แทบทุกพื้นที่มีร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด 7-Eleven มีเครือข่ายขนาดใหญ่มาก ส่วน CJ MORE ก็ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและใช้โปรโมชั่นแรง โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัดและโปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 ซึ่งถูกพูดถึงบ่อยมากในเสียงสะท้อนจากลูกค้า
ขณะเดียวกัน Big C Mini, ร้านค้าท้องถิ่น ตลาดสด และช่องทางออนไลน์ก็แย่งเงินจากกระเป๋าเดียวกัน ดังนั้น ลูกค้าไม่ได้ถามแล้วว่า “ร้านไหนอยู่ใกล้ที่สุด” แต่เริ่มถามว่า “ร้านไหนถูกกว่า” “ร้านไหนมีโปร” “ร้านไหนจอดรถง่าย” “ร้านไหนมีถุงให้” “ร้านไหนมีของสดที่เราต้องการ” และที่สำคัญซื้อออนไลน์ถูกกว่าหรือเปล่า
นี่คือสนามรบที่ยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับร้านค้าปลีกไซส์เล็ก
เรื่อง “ถุง” อาจดูเล็ก แต่สะท้อนการแข่งขันได้ดี
ในคอมเมนต์ตามโซเชียลมีเดีย มีคนพูดถึงเรื่องถุงของโลตัสค่อนข้างเยอะ บางคนบอกว่าไม่ชอบเพราะต้องซื้อถุง บางคนบอกว่า CJ ให้ถุงและมีโปรโมชั่น บางคนเลือก 7-Eleven เพราะสะดวกกว่า
เรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลขยอดขายที่เอามาสรุปผลประกอบการได้โดยตรง แต่สิ่งที่มันสะท้อนคือ ประสบการณ์เล็กๆ ตอนซื้อของกำลังมีผลต่อการเลือกร้าน ร้านค้าปลีกยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ราคาสินค้า แต่แข่งกันทุกขั้นตอนตั้งแต่ที่จอดรถ เดินเข้าร้าน หาของ จ่ายเงิน ถือของกลับบ้าน ไปจนถึงการสั่งผ่านมือถือ
ลูกค้าอาจไม่ได้เปลี่ยนร้านเพราะสินค้าต่างกัน 5 บาท แต่อาจเปลี่ยนเพราะ ร้านนี้จอดง่ายกว่า ร้านนี้มีโปรกว่า ร้านนี้มีถุง หรือ ร้านนี้เดินเข้าไปซื้อแป๊บเดียวก็เสร็จ ในธุรกิจที่ลูกค้าเข้าร้านบ่อยๆ เรื่องเล็กๆ เหล่านี้สะสมเป็นยอดขายได้
แล้วคู่แข่งอย่าง CJ MORE มีส่วนไหม

มีแน่นอน แต่ไม่ควรสรุปง่ายๆ ว่า “CJ มา เลยทำให้ Go Fresh ปิด” เพราะในหลายพื้นที่ที่เห็น CJ เปิดใหม่พร้อมกับโลตัสปิดสาขาเก่า มันอาจเป็นทั้ง “การแข่งขัน” และ “จังหวะที่บริษัทกำลังปรับพอร์ตสาขา” เกิดขึ้นพร้อมกัน
CJ MORE กำลังโต 7-Eleven ก็ยังมีความแข็งแรง ร้านค้าท้องถิ่นก็ยังอยู่ ตลาดสดก็ยังมีฐานลูกค้า ออนไลน์ก็โตขึ้น ทุกคนกำลังแย่งพฤติกรรมการซื้อของในชีวิตประจำวันเหมือนกัน
ดังนั้น การที่โลตัสเลือกตัดสาขาที่ไม่คุ้มออก จึงไม่ได้แปลว่าแพ้ CJ ทุกสาขา แต่หมายความว่า ต้นทุนของการรักษาสาขานั้นอาจไม่คุ้มกับรายได้ที่สร้างได้ ในมุมของผู้บริหารนี่เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเลขมากกว่าอารมณ์ที่ต้องจับตาคือ Go Fresh กำลังเปลี่ยนบทบาท
นี่อาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ถ้าเมื่อสิบกว่าปีก่อน Tesco Lotus Express มีหน้าที่หลักคือ เอาโลตัสเข้าไปอยู่ในชุมชน วันนี้โจทย์ของ Go Fresh อาจเปลี่ยนเป็นทำอย่างไรให้แต่ละจุดสร้างรายได้ต่อสาขาให้มากที่สุด
นั่นจึงทำให้สาขาขนาดเล็กมากๆ อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป ถ้าบริษัทสามารถเอาพื้นที่เดียวกันมาทำเป็นร้านที่ใหญ่ขึ้น มีอาหารสดมากขึ้น มีบริการมากขึ้น และดึงลูกค้าเข้ามาได้มากกว่าเดิม ร้านแบบนั้นอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงเห็นภาพบางพื้นที่ว่าร้านเล็กหายไป แต่ร้านใหญ่ขึ้นมาแทน มันไม่ใช่การหายไปจากตลาด แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีเล่นในตลาด
แล้วข่าวปิด 300 หรือ 500 สาขาจริงไหม

ตรงนี้ต้องแยกให้ชัด จากข้อมูลและเสียงที่ถูกแชร์กันในโซเชียลมีเดียตอนนี้ มีการพูดถึงจำนวนสาขาที่ปิดแตกต่างกันมาก ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึง 300 หรือ 500 สาขา บางจังหวัดปิดเกือบทั้งหมด แต่เสียงจากโซเชียลไม่ควรถูกเอาไปเทียบกับตัวเลขปิดสาขาอย่างเป็นทางการเพราะคำว่า “ปิด” ในโลกค้าปลีกอาจมีหลายความหมาย
หมดสัญญาเช่าแล้วไม่ต่อ ย้ายทำเล รวมสาขา ปิดเพื่อรีโนเวต เปลี่ยนรูปแบบร้าน ยุบสาขาที่ทับซ้อน หรือปิดถาวรเพราะไม่ทำกำไร ดังนั้นก่อนจะสรุปว่า “Go Fresh กำลังปิด 300 หรือ 500 สาขา” จำเป็นต้องมีตัวเลขจากบริษัทมายืนยันก่อน
สิ่งที่พูดได้ตอนนี้คือ การปิดสาขาบางส่วนเกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ แต่ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปจากข้อมูลที่มีว่า Lotus´s กำลังถอนตัวออกจากตลาดร้านค้าปลีกไซส์เล็ก เพราะภาพอีกด้านคือการลงทุนและการปรับรูปแบบร้านยังเดินต่อ
สิ่งที่น่ากลัวกว่า “ปิดสาขา” คือ “เปิดแล้วไม่ทำเงิน”

สำหรับธุรกิจค้าปลีก จำนวนสาขาเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจแข็งแรง ในทางกลับกันถ้าสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอดขายต่อสาขาลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และกำไรถูกกินไปกับค่าใช้จ่าย การมีสาขาเยอะอาจกลายเป็นภาระ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงหลังธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่จึงต้องกลับมาดูเรื่อง Same Store Sales Growth หรือ SSSG กันอย่างจริงจัง
- ร้านเดิมขายได้ดีขึ้นหรือแย่ลง?
- ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นหรือไม่?
- ลูกค้าซื้อเยอะขึ้นหรือไม่?
- กำไรต่อสาขาเหลือเท่าไร?
- ค่าเช่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย?
- ค่าไฟและค่าพนักงานกินยอดขายไปเท่าไร?
- คำถามเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวตัดสินว่าสาขาหนึ่งควรอยู่ต่อหรือไม่ ไม่ใช่แค่จำนวนร้านที่เปิดอยู่บนแผนที่
นี่คือโจทย์ใหญ่ของ CP AXTRA

วันนี้ CP AXTRA ไม่ได้มีแค่โลตัส ยังมีแม็คโครอยู่ในพอร์ตด้วย ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ จะจัดบทบาทของแต่ละแบรนด์อย่างไรไม่ให้กินตลาดกันเอง
7-Eleven เหมาะกับการซื้อของเร็ว อาหารพร้อมรับประทาน และความสะดวกLotus´s Go Fresh มีโอกาสวางตัวเป็นร้านอาหารสดและของใช้ในบ้านที่ใกล้ชุมชนLotus´s สาขาใหญ่รองรับการซื้อของครั้งมากๆ Makro เจาะกลุ่มค้าส่งและลูกค้าธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องการซื้อในปริมาณมาก
ถ้าจัดบทบาทได้ดี เครือข่ายทั้งหมดจะกลายเป็นจุดแข็งมหาศาล แต่ถ้าทุกแบรนด์เปิดร้านในทำเลเดียวกัน ขายของคล้ายกัน และแย่งลูกค้ากันเอง เครือข่ายที่ใหญ่ก็อาจกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ได้เหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว Lotus´s go fresh กำลังหายไปจริงหรือ

ถ้าถามว่า “มี Go Fresh ปิดสาขาจริงไหม” คำตอบคือ “มี” แต่ถ้าถาม “แปลว่า Lotus´s กำลังถอยออกจากตลาดร้านเล็กหรือกำลังจะหายไป” ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปแบบนั้น
สิ่งที่เห็นชัดกว่าคือ โลตัสกำลังคัดสาขา สาขาที่ไม่คุ้มอาจถูกตัด สาขาที่ทับซ้อนอาจถูกรวม สาขาที่หมดสัญญาเช่าอาจไม่ต่อ ทำเลที่ไม่ตอบโจทย์อาจย้าย ขณะเดียวกัน ทำเลที่มองว่ายังมีศักยภาพก็อาจถูกพัฒนาให้เป็นร้านที่ใหญ่และครบกว่าเดิม
ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ “Go Fresh กำลังตาย” แต่เป็น “Go Fresh แบบเดิมกำลังถูกคัดออก เพื่อให้ Go Fresh แบบใหม่อยู่รอด” และนี่แหละคือสิ่งที่น่าติดตามมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเกมค้าปลีกไม่ได้วัดกันว่าใครมีร้านเยอะที่สุด แต่วัดกันว่าใครทำให้ลูกค้าเดินเข้าร้านบ่อยที่สุด และทำเงินจากแต่ละสาขาได้ดีที่สุด
ถ้าโลตัสทำตรงนี้สำเร็จ การปิดร้านเก่าหลายสิบหรือหลายร้อยแห่งก็อาจไม่ใช่สัญญาณของการถอยจากตลาด แต่ถ้าปิดแล้วสาขาใหม่ไม่สามารถสร้างยอดขายและกำไรกลับมาได้ เมื่อนั้นจึงจะเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาจริงๆ
และสนามรบของร้านค้าปลีกเล็กในประเทศไทยตอนนี้ กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจาก 7-Eleven กับ Lotus´s แล้ว ยังมี CJ MORE, Big C Mini, ร้านค้าท้องถิ่น ตลาดสด และออนไลน์ที่พร้อมแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
ร้านที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ร้านที่มีสาขามากที่สุด แต่เป็นร้านที่เข้าใจว่า “ลูกค้าจะซื้ออะไร ที่ไหน และเพราะอะไร” ได้แม่นที่สุด
แหล่งข้อมูล
- https://citly.me/0pnYm
- https://citly.me/2aLRv
- https://citly.me/qLxVj
- https://citly.me/n9axs
- https://citly.me/Tbeva
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




