อาณาจักร Valiram Group ธุรกิจมากกว่า 100 แบรนด์ รายได้ 35,000 ล้าน/ปี
ในแง่ของการทำธุรกิจเราจะเห็นว่ามีไม่น้อยที่เป็นลักษณะของกลุ่มทุนเลือกดำเนินกิจการในหลายธุรกิจจนก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นอาณาจักร แน่นอนว่าความเป็นกลุ่มทุนนี้ย่อมหมายถึงระบบการเงินที่แข็งแกร่ง มีระบบบริหารจัดการที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งในโลกธุรกิจก็มีหลายกลุ่มทุนที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่นValiram Group (มาเลเซีย) ที่เน้นการบริหารพอร์ตสินค้าพรีเมี่ยมเช่น เครื่องเพชร แฟชั่น และ F&B (ระดับพรีเมียม) โดยมีรวมกันมากกว่า 100 แบรนด์ เช่น Rolex, Kate Spade, Victoria’s Secret รวมถึง Bacha Coffee และ Blue Bottle Coffee
LVMH (ฝรั่งเศส) กลุ่มทุนที่สร้างอาณาจักรสินค้าพรีเมี่ยมติดอันดับต้นๆของโลก ครอบคลุมทั้งแฟชั่น เช่น Louis Vuitton, Dior ธุรกิจเครื่องเพชร/นาฬิกา อย่างTiffany & Co. , TAG Heuer และกลุ่มเครื่องดื่มพรีเมียมต่างๆ โดยเน้นกลยุทธ์เข้าซื้อกิจการ (M&A) แบรนด์ที่มีประวัติยาวนานเพื่อนำมาบริหารต่อ
Jardine Matheson (ฮ่องกง/สิงคโปร์) เป็นกลุ่มทุนที่เน้นการกระจายพอร์ตในภูมิภาคเอเชีย มีทั้งธุรกิจยานยนต์ , อสังหาริมทรัพย์ , การค้าปลีก , ธุรกิจบริการกลุ่มโรงแรม แน่นอนว่าในไทยก็มีกลุ่มทุนในลักษณะดังกล่าวด้วยยกตัวอย่างเช่น Central Group / CPN ที่ไม่ได้มีเพียงธุรกิจในกลุ่มค้าปลีก แต่ยังขยายพอร์ตเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเช่นการซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าอย่าง Selfridges, Rinascente, KaDeWe หรือที่ชัดเจนสุดๆก็คือ C.P. Group ที่เน้นการเป็นศูนย์กลางบริหารเงินทุนในกิจการต่างๆ ที่มีการถือหุ้นในบริษัทลูกที่มีทั้งในไทยและต่างประเทศครอบคลุมในหลากหลายธุรกิจเช่น เกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร , ค้าปลีก , อสังหาริมทรัพย์ , ยาและเวชภัณฑ์ , การเงินและธนาคาร เป็นต้น
3 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ! การสร้างอาณาจักรธุรกิจคือการลงทุนที่แข็งแกร่ง

หากวิเคราะห์ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ การที่กลุ่มทุนขยายทำธุรกิจที่หลากหลาย มีผลมาจาก 4 ปัจจัยสำคัญได้แก่
1.ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพราะแต่ละธุรกิจช่วงเวลาเติบโตและถดถอยไม่พร้อมกัน เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจสินค้าหรูหรา (Luxury) อาจยอดขายตก แต่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน (FMCG) หรือโรงพยาบาลยังคงเติบโต การมีหลายธุรกิจจึงช่วยพยุงให้รายได้รวมของกลุ่มไม่ผันผวนรุนแรง ที่สำคัญหากพึ่งพาเพียงธุรกิจเดียว เมื่อเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจที่มีเพียงอย่างเดียวอาจได้รับผลกระทบ ทางที่ดีที่สุดคือการกระจายไปในหลายๆธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงให้น้อยลง
2.การบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่กลุ่มทุนเหล่านี้จะเริ่มต้นจากธุรกิจดั้งเดิม เมื่อวงจรในตลาดนั้นๆ เติบโตเต็มที่และบริษัทมีกระแสเงินสดสูง วิธีที่ดีที่สุดคือการนำเงินสดนั้นไปลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยเป็นการขยายธุรกิจแบบที่ไม่ต้องพึ่งการกู้ยืมจากธนาคารด้วย
3.สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเป็นธุรกิจที่อยู่ในเครือเดียวกัน สามารถใช้ทรัพยากรที่มีร่วมกันได้เช่นระบบ
ไอที , ทีมกฎหมาย , ระบบบัญชี , โลจิสติกส์ ต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญ ยังมีอำนาจต่อรองสูงทั้งต่อซัพพลายเออร์ , ธนาคาร รวมถึงเจ้าของพื้นที่ต่างๆ
Valiram Group อาณาจักรธุรกิจจากมาเลเซีย รายได้กว่า 35,000 ล้าน/ปี

เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจประสิทธิภาพของคำว่า “อาณาจักรธุรกิจ” ได้ดียิ่งขึ้นขอยกตัวอย่าง Valiram Group ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าหรู (Luxury Retail) โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1935 ที่เริ่มจากการทำธุรกิจค้าขายสิ่งทอขนาดเล็ก ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากนั้นธุรกิจก็ถูกถ่ายทอดมาแบบรุ่นสู่รุ่น
กระทั่งในปี 1998 ผู้บริหารได้เปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวไปสู่การค้าปลีกระดับ Luxury จากนั้นเมื่อสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) เริ่มเปิดดำเนินงาน Valiram Group ได้สิทธิ์บริหาร ร้านค้าปลีกสินค้า Luxury ที่ใช้ชื่อว่า Dunhill Boutique
ในปี 2021 บริษัทได้เปิดร้าน Swiss Watch Gallery และ Fashion Gallery ที่สนามบินนานาชาติปีนัง และในปี 2003 ก็ได้เปิดแบรนด์ Coach, Montblanc, Hermès และ Godiva ที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ หลังจากนั้น Valiram Group ก็เดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนโดยนำเข้าแบรนด์แฟชั่น น้ำหอม เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับโลก
จนกลายเป็นหนึ่งใน Luxury & Lifestyle Retail Specialist รายใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปัจจุบัน Valiram Group ดำเนินธุรกิจใน 9 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม, ฮ่องกง, มาเก๊า และออสเตรเลีย มีร้านค้ามากกว่า 600 แห่งสำหรับแบรนด์กว่า 200 แบรนด์ และมีพนักงานมากกว่า 6,000 คน ผลงานล่าสุดในเมืองไทยก็คือการนำ Blue Bottle Coffee และ Bacha Coffee เข้ามาดำเนินกิจการในไทย และยังมีอีกหลายแบรนด์ในไทยที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Valiram Group เช่น
- Bath & Body Works แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายและน้ำหอม
- Victoria’s Secret แบรนด์ชุดชั้นในและน้ำหอม
- Michael Kors แบรนด์แฟชั่นไฮสตรีต
- Rituals แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย
ในแง่ของผลประกอบการภาพรวมรายได้ของกลุ่มบริษัทประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือกว่า 35,000 ล้านบาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญด้วย แน่นอนว่าในบรรดาธุรกิจที่หลากหลาย รายได้หลักมาจากสินค้าแฟชั่นหรู เช่น นาฬิกา เครื่องเพชร รวมถึงแบรนด์ F&B ระดับพรีเมียม อย่าง TWG Tea, Bacha Coffee ข้อดีของการกระจายธุรกิจในหลากหลายกลุ่ม คือช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นหลัก
นอกจากนี้ Valiram Group ยังได้นำกำไรจากอาณาจักรธุรกิจมาต่อยอดผ่าน Valiram Family Office โดยเข้าซื้อหุ้นในโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น การเข้าซื้อหุ้นในศูนย์การค้า The Exchange TRX ในกัวลาลัมเปอร์ และโรงแรม Impiana KLCC เพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้นด้วย

แม้จะดูว่าอาณาจักรธุรกิจคือกลุ่มทุนที่มีศักยภาพมาก แต่สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการที่ต้องโฟกัสให้ถูกจุด ซึ่งในอดีตก็มีกลุ่มทุนหลายแห่งที่บริหารผิดพลาด ยกตัวอย่าง Lehman Brothers ของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการล้มละลายในปี 2008 หรือ Daewoo Group ของเกาหลีใต้ที่ต้องล้มละลายพร้อมหนี้สินกว่า 80,000 ล้านเหรียญ
ดังนั้นการลงทุนมีความเสี่ยงคำนี้ยังเป็นจริงในทุกยุคสมัย ยิ่งในโลกธุรกิจปัจจุบันที่การแข่งขันสูง การพัฒนาตัวเอง และพัฒนาสินค้า / บริการให้ก้าวทัน สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป คือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่ดูเหมือนจะง่าย แต่หากมีมุมมองที่ผิดพลาดก็อาจทำให้เสียหายอย่างใหญ่หลวงได้เช่นกัน
อ้างอิง :
- https://citly.me/QbENe
- https://citly.me/tNm3d
- https://citly.me/TAP0d
- https://citly.me/fPXal
- https://citly.me/ZQ5sR
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




