D’Penyetz แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย 70 สาขาทั่วโลก โตด้วย Micro-Franchise

ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยที่ระบบแฟรนไชส์คือการลงทุนที่คนสนใจ เพราะเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องสร้างแบรนด์เอง สามารถเริ่มต้นและต่อยอดได้ทันที


หนึ่งในกลยุทธ์สำหรับสร้างธุรกิจให้เติบโตคือ Micro-Franchise หรือการเริ่มต้นจากแฟรนไชส์ขนาดเล็กที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือในประเทศอินโดนีเซียมี Micro-Franchise เยอะมากคือการลงทุนน้อยแต่เน้นเปิดหลายสาขาเพื่อกระจายความเสี่ยง

แต่ถึงแม้จะเป็นการลงทุนขนาดเล็กที่เริ่มต้นด้วยงบที่น้อยกว่าการเป็นแฟรนไชส์ขนาดใหญ่แต่ก็ต้องผนวกรวมเรื่องการตลาดดิจิทัลเข้าไปด้วย โดยมีหลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียที่สำเร็จมาจากการเริ่มต้นด้วย Micro-Franchise

D’Penyetz เปลี่ยนอาหารท้องถิ่นให้เป็นธุรกิจแฟรนไชส์

D'Penyetz แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย
ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

D’Penyetz (ดีปันแย็ตส์) เป็นเคสที่น่าสนใจมากในโลกธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการนำอาหารพื้นเมืองอินโดนีเซียมาทำให้เป็นระบบจนขยายไปได้หลายประเทศ

จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดขึ้นในสิงคโปร์เมื่อปี 2005 ผู้ก่อตั้งคือ Edy Ongkowijaya ซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียที่ไปทำงานในสิงคโปร์ และค้นพบว่า Ayam Penyet หรือไก่ทอดทุบที่เป็นอาหารพื้นเมืองของอินโดนีเซีย เป็นที่นิยมมากในสิงคโปร์

แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านแบบแผงลอย ที่มาตรฐานความสะอาดหรือการบริการยังไม่สม่ำเสมอ จึงมีความคิดที่จะยกระดับอาหารพื้นเมืองนี้ให้เป็นร้านอาหารที่มีแบรนด์ชัดเจน

ในช่วงแรกผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ทุ่มเวลาให้กับการพัฒนาสูตร Sambal หรือน้ำพริก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเมนูนี้

โดยพยายามร้างสูตรที่เป็นเอกลักษณ์และมีระดับความเผ็ดให้เลือก เพื่อให้เข้ากับความชอบของคนหลายสัญชาติในสิงคโปร์

D'Penyetz แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย
ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

ตอนนั้นใช้ชื่อร้านว่า Dapur Penyet ที่แปลว่าครัวไก่ทอดทุบ ต่อมาได้รีแบรนด์ใหม่เป็น D’Penyetz เพื่อให้ชื่อดูทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น

ถ้าดูกระแสของ D’Penyetz ในช่วงแรกที่เปิดร้านในสิงคโปร์ประมาณปี 2005 – 2008 ถือว่าประสบความสำเร็จมากระดับที่เรียกว่าสร้างปรากฏการณ์ทำให้คนมาต่อคิวซื้อสินค้า

เพราะก่อนที่จะเริ่มธุรกิจนี้ Ayam Penyet หรือไก่ทอดทุบในสิงคโปร์ถูกมองว่าเป็นอาหารราคาถูกที่หาได้ตามร้านอาหารทั่วไป แต่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้เลือกเปิดสาขาแรกๆ ในทำเลเข้าถึงพนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่

เช่น ย่าน Jurong Point หรือย่านที่มีการสัญจรสูง และเน้นะบบการจัดการร้านแบบร้านอาหารสมัยใหม่ (Full-service restaurant) มีพนักงานต้อนรับ มีระบบคิวที่ชัดเจน

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้คนพูดถึงมากที่สุดคือรสชาติ โดย D’Penyetz มีสูตรน้ำพริกที่แบ่งระดับความเผ็ดไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับเผ็ดน้อยไปจนถึงเผ็ดมาก ซึ่งการที่ล้าใช้พริกสดจำนวนมากและคงรสชาติต้นตำรับแบบอินโดนีเซียแท้ๆ ทำให้เกิดกระแสพิสูจน์การกินเผ็ดที่คนอยากมาลองท้าทายมากขึ้น

อย่างไรก็ดีแม้ D’Penyetz จะเน้นทำเลในห้างหรือ Standalone แต่ในช่วงแรก D’Penyetz ตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนในสิงคโปร์ ที่มีโอกาสได้รับประทานอาหารคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเติบโตอย่างรวดเร็ว

D’Penyetz สาขามากกว่า 70 แห่งทั่วโลก รายได้กว่า 2 ล้านบาท/สาขา/เดือน

D'Penyetz แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย
ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

ทั้งนี้ D’Penyetz ไม่ใช่ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่ได้มีการเปิดเผยงบกำไรขาดทุนแบบละเอียดเหมือนบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น ดูสาขาของ D’Penyetz ตอนนี้มากกว่า 70 แห่งทั่วโลก

ในสิงคโปร์มีหลายสาขาที่รู้จักกันดีเช่น Lucky Plaza ในย่าน Orchard , JEM ในย่าน Jurong Gateway และ Tampines Hub เป็นต้น

นอกจากนี้ประเทศที่มีสาขามากที่สุดคือในอินโดนีเซียที่ถือเป็นตลาดหลัก มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศตั้งแต่เกาะสุมาตรา , เกาะจาวา ไปจนถึงเกาะบอเนียว มีทั้งแบบร้านในห้างสรรพสินค้าและร้านแบบ Standalone ขนาดใหญ่ที่เน้นกลุ่มครอบครัว

ไม่ใช่แค่นั้น D’Penyetz ยังมีอีกหลายสาขาในประเทศอื่นๆ อย่างเช่นในมาเลเซีย ที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ในกัวลาลัมเปอร์และสลังเงอร์ หรือในประเทศบรูไนที่มีสาขาในเขต Gadong และ Times Square Shopping Centre ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ

นอกจากนี้ยังก้าวสู่ระดับสากลด้วยการเปิดตลาดในออสเตรเลีย มีสาขาที่เมลเบิร์น ที่จับกลุ่มลูกค้าคือนักเรียนต่างชาติชาวเอเชียที่มีอยู่จำนวนมาก ที่ทำให้อาหารนี้เริ่มแพร่หลายไปสู่ผู้คนท้องถิ่นในประเทศนั้นด้วย

ในส่วนของรายได้กว่า 70% คือมาจากการนั่งทานในร้านและซื้อกลับบ้าน อีก 30% มาจากการขายเดลิเวอรี่ ถ้าพิจารณารายได้อ้างอิงจากโครงสร้างของแบรนด์ที่แข็งแกร่งคาดว่าจะมีรายได้เฉลี่ยต่อสาขา ประมาณ 2-3 ล้านบาท/เดือน

ในมุมของการขยายแฟรนไชส์ D’Penyetz มีรายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้าประมาณ 500,000 – 1.5 ล้านบาทต่อสัญญาขึ้นอยู่กับรูปแบบของร้าน และค่าธรรมเนียมรายเดือนจากยอดขายประมาณ 4-6% ของยอดขาย

และรายได้ที่สำคัญคือการขายวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่เป็นสูตรลับ ซึ่งแฟรนไชส์ซี จำเป็นต้องซื้อจากครัวกลางเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐานรสชาติ

3 ปัจจัยสร้างธุรกิจสู่ความสำเร็จด้วย Micro-Franchise

ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

กรณีศึกษาของ D’Penyetz นั้นชัดเจนในเรื่องนี้มาก ในความเป็นจรืงแล้วคนที่ทุนน้อย คนที่อยากเริ่มธุรกิจการทำ Micro-Franchise หรือแฟรนไชส์ขนาดเล็ก ถือ่วาเหมาะมาก ซึ่งมีปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ควรรู้คือ

1.ต้นทุนต่ำกว่าการทำแฟรนไชส์ขนาดใหญ่

การทำร้านขนาดเล็กกใช้พื้นที่เพียง 10–20 ตารางเมตร ซึ่งสัดส่วนพื้นที่ 70% จะถูกใช้เป็นส่วนเตรียมอาหาร และอีก 30% เป็นส่วนรับออเดอร์ ใช้วิธีเน้นการขายแบบ Grab & Go และ Delivery เป็นหลัก

ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้สามารเปิดกิจการในจุดที่ร้านใหญ่เข้าไม่ได้ เช่น ใต้คอนโดมิเนียม, หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต หรือปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งค่าเช่าอาจถูกกว่าในห้างใหญ่ถึง 3-5 เท่า

2.ใช้ระบบครัวกลางเพื่อควบคุมคุณภาพ

ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

เหมือนที่ D’Penyetz ใช้น้ำพริกและซอสหมักไก่ส่งตรงจากครัวกลางให้ทุกสาขาในแบบสำเร็จรูป รวมถึงการออกแบบระบบ SOP (Standard Operating Procedure) ให้ทุกสาขาทำตามได้และอร่อยเป็นมาตรฐานเดียวกันเช่นวิธีการหมักไก่ , การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การใช้คู่มือรูปภาพติดที่ฝาผนังครัวเพื่อบอกวิธีการทุบไก่และการวางเครื่องเคียงให้เหมือนกันทุกจาน เพื่อลดความผิดพลาดจากตัวบุคคล

และข้อดีของระบบครัวกลางอีกอย่างคือ เมื่อครัวกลางผลิตในปริมาณมหาศาล ต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วยจะถูกลง ส่งผลให้เจ้าของแบรนด์สามารถขายวัตถุดิบให้แฟรนไชส์ซีในราคาที่แข่งขันได้ ในขณะที่ตัวเองก็ยังมีกำไรจากส่วนต่างนั้น

3.ใช้กลยุทธ์ ป่าล้อมเมือง

เมื่อเรามีต้นทุนน้อยกว่าจะแข่งกับแบรนด์ใหญ่ในเรื่องทำเลที่ดีกว่าคงยาก ซึ่ง D’Penyetz เลือกใช้ทำเลที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเช่นย่านออฟฟิศ , ที่พักอาศัย ดึงดูดให้คนในย่านนั้นไม่ต้องเดินทางไปไกลแต่สามารถเดินใกล้ๆ ก็มาถึงร้าน

เมื่อทำให้ลูกค้าในพื้นที่รู้สึกเป็นร้านประจำที่ขาดไม่ได้แบรนด์ก็จะเริ่มเป็นที่รู้จักซึ่งรวมถึงการทำให้แบรนด์มียอดขายที่ดีมากขึ้นตามไปด้วย

รวมถึงการขยายสาขาไปในเมืองรองซึ่งค่าเช่าและต้นทุนต่ำกว่ามากจึงมีโอกาสทำกำไรจากธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช