Checklist ธุรกิจ : สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มธุรกิจในปี 2026
ในปี 2025 เศรษฐกิจไทยและภาคธุรกิจเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงและซับซ้อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปรับตัวอย่างหนักหน่วงหรือแม้กระทั่งปิดกิจการ จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการกว่า 9,729 ราย หรือถ้าจะให้สรุปเป็นข้อใหญ่ของวิกฤติธุรกิจในปี 2568 ได้แก่
1.เงินเฟ้อต่ำแต่ค่าครองชีพสูง
รายได้เฉลี่ยของคนไทยแทบไม่โตแต่ราคาสินค้าจำเป็น (อาหาร เครื่องดื่ม พลังงาน) กลับขึ้นสะสมต่อเนื่องหลายปี ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ราคาในการตัดสินใจซื้อ เกิดเป็นสงครามราคาในหลายธุรกิจ โดย 58% เปลี่ยนไปซื้อสินค้าแบรนด์ถูกกว่า แม้จะไม่ชอบในเรื่องยี่ห้อหรือคุณภาพ ขณะที่ 81% ของผู้ซื้อออนไลน์จะเช็คราคาจากหลายช่องทางก่อนตัดสินใจซื้อ

2.ภาระหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี
มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ครัวเรือนไทย 64% ลดการใช้จ่ายสินค้าที่ “ไม่จำเป็น”เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเอาไว้ใช้ในแต่ละเดือนมากขึ้น สอดคล้องกับ หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในปี 2568 สูงถึง 740,596 บาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน และถ้ามองในระดับโลก หนี้ครัวเรือนไทยรั้งอันดับต้นๆ ของโลก ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 86-90% ของ GDP ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอย
3.ต้นทุนทางธุรกิจพุ่งสูงขึ้นแบบรอบทิศทาง
หรือที่เรียกว่า Cost-Push Inflation เป็นปัญหาหนักที่ทำให้ภาคธุรกิจหลายรายไปต่อไม่ไหวหนักสุดก็ถึงขั้นปิดกิจการ โดยเฉพาะ 2 ตัวแปรหลักคือ ค่าแรงและพลังงาน
- การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ในหลายพื้นที่ซึ่งธุรกิจไม่ได้จ่ายเพิ่มแต่ค่าจ้างต้องจ่าย เงินสมทบประกันสังคม และ เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลระบุว่าหากปรับค่าแรงเป็น 400 บาททั่วประเทศ จะทำให้ต้นทุนแรงงานเฉลี่ยของ SME เพิ่มขึ้นถึง 6%
- ค่าน้ำ / ค่าไฟ / ค่าขนส่ง แม้จะมีข่าวว่าภาครัฐจะพยายามลดค่าไฟลง เหลือประมาณ 3.88 บาท/หน่วย ในต้นปี 2569 แต่ก็คาดว่าไม่น่าจะช่วยผู้ประกอบการได้มาก หรือการที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้มหาศาล ทำให้ความสามารถในการ ตรึงราคาน้ำมัน ทำได้จำกัด ธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดโลก

4.ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้ามาเมืองไทย
ในปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างธุรกิจไทยสั่นคลอนอย่างรุนแรง เนื่องจากสินค้าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยเฉลี่ยถึง 20-40% ผลกระทบจึงมาถึงผู้ประกอบการไทยเต็มๆ เพราะไม่อาจสู้ในสงครามราคาได้ ชัดเจนที่สุดคือสถิติการปิดโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น ทำให้การจ้างงานลดลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในทุกภาคส่วน
และปัญหาทางธุรกิจก็ไม่ได้มีแค่ที่กล่าวมานี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นผลด้านลบไม่ว่าจะเป็น ภาษีจากสหรัฐ 19% ทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือปัญหา ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) และนักลงทุนในประเทศ
รวมไปถึงปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งปัญหาภัยแล้ง , น้ำท่วม มีผลกระทบอย่างมากทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม และการฟื้นฟูที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศได้
การตลาดปี 69 ต้องเน้น “Long-Term Value Strategy”

ธุรกิจปี 69 ต้องเน้นการตลาดที่แข่งในระยะยาว (Long-Term Value Strategy) มากกว่า การได้ผลในระยะสั้น (Quick Big Win) ธุรกิจควรต้องเน้นความสม่ำเสมอ การวางแผน เพื่อความยั่งยืนและโฟกัสไปที่การสร้าง คุณค่า (Value) ที่ยั่งยืนระหว่างแบรนด์กับลูกค้า โดยมองว่าลูกค้าหนึ่งคนจะสร้างรายได้ให้เราไปตลอด ซึ่งมีเหตุผล 3 ข้อว่าทำไม Long-Term Value Strategy จึงเป็นหลักการตลาดที่ควรนำมาใช้
- ต้นทุนค่าโฆษณาที่สูง ซึ่งการยิงแอดเพื่อหาลูกค้าใหม่มีราคาแพงขึ้นทุกปี หากขายได้ครั้งเดียวแล้วลูกค้าหายไป กำไรจะถูกกลืนหายไปกับค่าโฆษณา
- ลูกค้าจะเชื่อถือแบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน เพราะในยุคที่โฆษณามีความเกินจริงจากการใช้เทคโนโลยีเข้าข่วย แบรนด์ที่สื่อสารกับลูกค้าด้วยความจริงเป็นตัวตนของแบรนด์ที่เข้าใจได้ง่าย จะได้รับความสนใจมากกว่า
- การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวทำได้ยากขึ้น ดังนั้นแบรนด์เองจึงต้องเก็บข้อมูลผ่านการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า
ในปี 69 AI จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจยิ่งขึ้นหากแบรนด์ไม่มี Long-Term Value หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า แบรนด์นั้นจะถูกแทนที่ด้วยคู่แข่งที่ราคาถูกกว่าได้ทันที แต่วิธีนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างและสะสมความเชื่อมั่น แต่เป็นวิธีที่ได้ผลดีกับการทำธุรกิจในระยะยาว และนอกจากการเตรียมความพร้อมในด้านความคุ้มค่า ธุรกิจเองก็ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและด้านอื่นๆ ควบคู่กันด้วย
Checklist ธุรกิจ : เตรียมความพร้อมสู่ปี 2026
ในปี 2569 จะก้าวสู่ยุคที่เรียกว่า AI-First Reality หรือการที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมในธุรกิจแต่จะกลายเป็นกำลังสำคัญมากขึ้น ร่วมกับพฤติกรรมลูกค้าจะมีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การทำธุรกิจจึงต้องเตรียม Checklist ให้มีความพร้อมในหลายด้านได้แก่

1.การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี
เช่นการนำ AI มาใช้ในส่วนงานต่างๆ เช่น Chatbot บริการลูกค้า, การวิเคราะห์ข้อมูลการขาย หรือการสร้าง Content Marketing หรือการเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าให้สอดคล้องกับ PDPA และมาตรฐานสากลที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ยังควรที่จะพัฒนาระบบหลังบ้านให้ทันยุคสมัยเพื่อให้การทำธุรกิจเกิดประสิทธิภาพได้มากที่สุด ซึ่งการเตรียมความพร้อมในด้านนี้ได้อย่างเหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาแทน รวมถึงยังช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แบบที่เข้าความต้องการมากขึ้นด้วย

2.เตรียมความพร้อมในการดูแลลูกค้า
ปี 2569 เราจะไม่ได้แข่งกันที่ใครเร็วกว่าเท่านั้น แต่แข่งกันที่ว่าใครคุ้มค่าและน่าสนใจกว่า ธุรกิจที่ทำให้ลูกค้าพอใจได้มีโอกาสอยู่รอดได้สูง ซึ่งธุรกิจต้องเข้าใจก่อนว่า ลูกค้าในอนาคตต้องการเป็นมากกว่าผู้ซื้อและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการสร้าง Brand Community หรือพื้นที่ให้ลูกค้าได้คุยกันเองและคุยกับแบรนด์ รวมถึงการนำความคิดเห็นลูกค้ามาพัฒนาสินค้าจริงๆ จะช่วยสร้างความรู้สึกดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้ามากขึ้น
3.การเตรียมความพร้อมและวางแผนด้านการเงิน
ภาพคล่องทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอกับธุรกิจในปี 2569 แต่ต้องมีแผนสำรองเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ อาจใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย เพื่อให้มองเห็นถึงกระแสเงินสดในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าเพื่อจะได้เตรียมแผนรับมือในกรณีที่อาจมีปัญหา
หรือการเตรียมวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ธุรกิจยังมีผลประกอบการดี เพราะในยามวิกฤต การขอสินเชื่อจะทำได้ยากและมีดอกเบี้ยสูงกว่า

4.การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและทีมงาน
ปี 2569 “มนุษย์” ยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่บทบาทของจะเปลี่ยนไปเน้นการทำงานผ่านการควบคุมระบบต่างๆมากขึ้น บุคลากรในการทำงานยุคใหม่ต้องมีทักษะการใช้ AI เช่น Prompt Engineering หรือการใช้ AI Copilot ที่จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานเหมือนการใช้ Microsoft Office ในสมัยก่อน นอกจากนี้ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีทักษะจริงมากกว่าแค่มีความรู้ตามตำราเพราะนำมาใช้ได้จริงมากกว่า
5.การเตรียมความพร้อมด้านการตลาดในยุค Advanced Marketing
คาดว่าปี 2569 อัลกอริทึมของ Social Media จะปิดกั้นการมองเห็นมากขึ้น และค่าโฆษณาจะแพงขึ้นมากเช่นกัน ธุรกิจที่อยากจะอยู่รอดจำเป็นต้องสร้างช่องทางของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาแค่ Facebook / TikTok รวมถึงการทำ SEO แบบเดิมที่เน้นแค่ Keyword จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะคนจะเลิกพิมพ์ค้นหา แต่จะ ถาม AI แทน ดังนั้นคอนเทนต์ของธุรกิจต้องเขียน คำตอบที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ AI หยิบยกไปอ้างอิงได้

นอกจากนี้ยังมี Checklist อีกอย่างที่น่าสนใจคือการเตรียมความพร้อมในการสร้างแบรนด์ที่มากกว่าการเป็นแค่สินค้า เพราะในปี 2569 คาดว่าจะมีภาพสวยงามที่เกิดจาก AI เยอะมากๆ
รวมถึงข้อความการตลาดที่สมบูรณ์แบบเกินจริง เป็นผลให้ผู้บริโภคมองหาความจริงจากสินค้ามากขึ้น สิ่งที่ต้องสื่อสารแท้จริงนับจากนี้อาจไม่ใช่ว่าสินค้าเราดียังไง แต่ต้องสื่อสารว่าสินค้าเราคุ้มค่าและน่าสนใจแค่ไหน ทำไมจึงควรซื้อสินค้าของเรา เรียกว่าเป็นการสร้างแบรนด์ที่เป็น Long-Term Value Strategy แทนที่จะเป็นแค่สินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าซื้อใช้เท่านั้น
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




