อวสานชนชั้นกลาง ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม
ถ้ามองในเรื่องของการจำแนกชนชั้นโดยใช้ข้อมูลรายได้และพฤติกรรมการบริโภคมาเป็นเกณฑ์ จากจำนวนประชากรในเมืองไทยที่มีตอนนี้แบ่งได้คราวๆ คือ
- ชนชั้นบน คือผู้ที่มีรายได้ครัวเรือน / เดือน ประมาณ 85,000 – 100,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วน 4-5%
- ชนชั้นกลางระดับบน มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 50,000 – 85,000 บาท ประมาณ 10-15%
- ชนชั้นกลาง มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 25,000 – 50,000 บาท ประมาณ 20-25%
- ชนชั้นฐานราก มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 15,000 – 20,000 บาท ประมาณ 50-60%
ถ้าวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง ชนชั้นฐานราก ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกษตรกร แรงงานรายวัน และผู้มีรายได้น้อย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อค่าครองชีพ และมักเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญผ่านนโยบายสวัสดิการต่างๆ ในขณะที่ชนชั้นกลาง มีสัดส่วนประมาณ 35-40% ของประชากร
ถือเป็นกลุ่มกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังการซื้อมากพอสมควร ในขณะที่ชนชั้นบน แม้จะมีจำนวนน้อยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกลุ่มที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างดี
ปรากฏการณ์ “ชนชั้นกลางที่เริ่มจะหายไป”

มองสัดส่วนตอนนี้ชนชั้นกลางในเมืองไทยมีอยู่ราวๆ 1 ใน 3 ของประชากร และจากสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีปรากฏการณ์ที่น่ากังวลคือ ชนชั้นกลางบางส่วนกำลังขยับลงไปใกล้เคียงกับชนชั้นฐานรากมากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
1.ค่าครองชีพที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเงินเดือน
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เงินเฟ้อ ที่ไม่ได้มาแค่ตัวเลข แต่มาในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าอาหาร พลังงาน ไปจนถึงค่าเดินทาง ปัจจุบันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานโลก แต่โครงสร้างเงินเดือนของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กลับเติบโตในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 3-5% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น
อย่างกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 6-8 บาทต่อลิตร ก็ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 18-20% ราคาสินค้าต่างๆ ก็เตรียมขยับตามไป ผลลัพธ์ที่เช่นได้ชัดคือถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท อำนาจในการซื้อลดลงเปรียบเสมือนเหลือเงินเพียง 24,000 – 25,000 เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสมัยก่อน ไม่ต้องพูดถึงเงินที่เหลือเก็บ เพราะต้องใช้เงินแทบทั้งหมดไปกับการประคองชีวิตให้รอดในแต่ละเดือน
2.หนี้ครัวเรือนที่มีแต่จะสูงมากขึ้น
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกือบ 91% ของ GDP และชนชั้นกลางในไทยคือกลุ่มที่แบกหนี้สูงสุดในระบบเศรษฐกิจ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาระหนี้ดี ในเชิงทฤษฎี เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หนี้เหล่านี้กลายเป็นภาระหนักอึ้ง ยิ่งเจอสภาวะที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ภาระในการผ่อนชำระของชนชั้นกลางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
จากข้อมูลพบว่าชนชั้นกลางต้องจ่ายเงินไปกับค่าผ่อนบ้านและรถเฉลี่ย 40-50% ของรายได้ เช่นหากมีรายได้ต่อครัวเรือน 40,000 บาท ต้องผ่อนบ้าน 10,000 บาท ผ่อนรถ 10,000 บาท เหลือเงิน 20,000 บาท เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น จะเหลือเงินเก็บสะสมจริงไม่ถึง 10% ของรายได้ และการที่หลายคนไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเมื่อเกิดวิกฤติในครอบครัว เช่นเจ็บป่วย หรือตกงาน ก็ทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังทลายได้เร็วขึ้น
3.ค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้ และรายได้ที่โตไม่ทัน
หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Squeezed Middle คือการที่ชนชั้นกลางกำลังถูกบีบจากทั้งกลุ่มชนชั้นบน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการปรับตัวและเข้าถึงทรัพยากรได้มาก และการถูกบีบจากกลุ่มชนชั้นฐานรากที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลมักจะมีนโยบายช่วยเหลือโดยตรง เช่น บัตรสวัสดิการต่างๆ ทำให้ชนชั้นกลางกลายเป็นกลุ่มที่ รวยเกินกว่าจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ก็จนเกินกว่าจะอยู่ได้อย่างสบาย ต้องแบกรับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับรู้สึกว่าสวัสดิการที่ได้รับคืนมานั้นไม่คุ้มค่า
รวมถึงภาวะเงินออมของชนชั้นกลางตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤติข้อมูลชี้ว่า ประชากรไทยกว่า 80% มีเงินในบัญชีไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นกลาง หากราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพพุ่งสูงต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน จะเริ่มเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง จนต้องนำทรัพย์สินไปจำนำหรือกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชนชั้นกลางกำลังเผชิญกับภาวะ Squeezed Middle จากทั้งค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้และรายได้ที่โตไม่ทัน ทำให้แนวคิดเรื่องการเกษียณหรือการสร้างฐานะให้มั่นคงกว่าเดิมกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น
ถ้าชนชั้นกลางล่มสลาย! จะเกิดอะไรขึ้น?

แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ก็สุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หากชนชั้นกลางในเมืองไทยเหลือน้อย สิ่งแรกที่จะเกิดคือ ประเทศจะเสียสมดุลในทุกมิติ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและสังคม มีข้อมูลระบุว่าในหลายประเทศรวมถึงไทย การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นประมาณ 50-60% ของ GDP โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินนี้มาจากชนชั้นกลาง หากชนชั้นกลางลดการใช้จ่ายลงเพียง 10% อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศหดตัวลงได้ถึง 1.5 – 2% ทันที ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง
วิกฤต SME และการจ้างงาน โดยปัจจุบัน SME ในไทยจ้างงานประชากรกว่า 70-80% หากกำลังซื้อชนชั้นกลางหายไปต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า SME ในกลุ่มบริการและค้าปลีกอาจต้องปิดตัวลงถึง 15-20% ภายในหนึ่งปี ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
ฐานภาษีที่แคบลง การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แม้คนรวยจะเสียภาษีในอัตราสูงกว่า แต่ชนชั้นกลางคือกลุ่มที่มี จำนวนคนเสียภาษีมากที่สุดหากชนชั้นกลางหายไป รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มหาศาล ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงถึง 20-30% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ทำให้รัฐไม่มีเงินไปอุดหนุนสวัสดิการให้คนยากจนหรือลงทุนในโครงการใหม่ๆ
เกิดปัญหา “สมองไหล” ซึ่งเป็นความสูญเสียระยะยาวที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ชนชั้นกลางมักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เช่น หมอ, วิศวกร, นักการตลาด, นักวิจัย เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี คนเหล่านี้อาจเลือกย้ายประเทศเพื่อไปทำงานในที่ที่คุ้มค่ากว่า ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าหากคนกลุ่มนี้ย้ายไปสร้าง GDP ให้ประเทศอื่น 10,000 คน ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 50,000 – 100,000 ล้านบาท ในช่วงอายุการทำงานของคนเหล่านี้

ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าในประเทศที่ชนชั้นกลางล่มสลาย สัดส่วนงบประมาณ R&D ต่อ GDP มักจะต่ำกว่า 1% เพราะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากไม่มีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากพอจะรองรับสินค้ากลุ่ม Premium หรือนวัตกรรมใหม่ และเมื่อชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่ม แรงงานทักษะลดลง ประเทศจะขาดแคลนบุคลากรที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า รวมถึงจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะการตัดสินใจเข้ามา
ตั้งโรงงานหรือฐานธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้ดูแค่ค่าแรง แต่ดูว่า คนในประเทศนั้นมีปัญญาซื้อของที่เขาผลิตได้ ไหม หากสัดส่วนชนชั้นกลางลดลงเหลือต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดตลาดภายในประเทศเล็กเกินกว่าจะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทำให้ประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านเศรษฐกิจ
การคงอยู่ของชนชั้นกลางจึงมีความหมายในทางเศรษฐกิจมาก การล่มสลายหรือหายไปไม่ส่งผลดีกับใครในประเทศทั้งสิ้น ซึ่งจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าศักยภาพของชนชั้นกลางในเมืองไทยจะได้รับการฟื้นฟูมากแค่ไหน ถ้าไม่มีนโยบายหรือส่งเสริมรายได้ของชนชั้นกลางให้ลืมตาอ้าปาก ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปอาจกลายเป็นอวสานชนชั้นกลางแบบสมบูรณ์ได้
อ้างอิง
- https://citly.me/5x2FE
- https://citly.me/TIuol
- https://citly.me/fjU01
- https://citly.me/qKfxa
- https://citly.me/ZdaM4
- https://citly.me/auC64
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




