Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru โตเร็ว 900 สาขา ชายเมืองอเมริกา

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดร้านกาแฟในสหรัฐฯ ทั้งจากเชนรายใหญ่ ร้านท้องถิ่น และแบรนด์ specialty coffee แฟรนไชส์กาแฟสัญชาติอเมริกันอย่าง Scooter’s Coffee กลับเลือกสร้างความแตกต่างด้วยโมเดล “drive-thru” ที่เน้นความรวดเร็วและความสะดวกเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ

ภาพรถยนต์ต่อคิวซื้อกาแฟโดยไม่ต้องลงจากรถ กลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคอเมริกัน โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่เร่งให้บริการแบบ contactless และ convenience เติบโตอย่างรวดเร็ว

Scooter’s Coffee คือหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ดังกล่าวอย่างชัดเจน จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์กาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดของสหรัฐฯ ด้วยจำนวนสาขากว่า 900 แห่ง ผ่านกลยุทธ์แฟรนไชส์และการเจาะตลาดเมืองรอง

ความสำเร็จของแบรนด์ไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟ แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” และ “ความสะดวก” ไม่แพ้คุณภาพของสินค้าและบริการ

ร้านเล็กใน Nebraska สู่เชนกาแฟเติบโตเร็วของสหรัฐฯ

Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru
ภาพจาก www.scooterscoffee.com

Scooter´s Coffee ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดย Don Eckles และ Linda Eckles คู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน ที่เมือง Bellevue รัฐ Nebraska ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มต้นจากร้านกาแฟขนาดเล็กแบบ drive-thru เพียงแห่งเดียว ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ การเสิร์ฟเครื่องดื่มคุณภาพดีอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่าย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตเร่งรีบในแต่ละวัน

แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านสโลแกน “Amazing People, Amazing Drinks… Amazingly Fast!” ซึ่งกลายเป็นจุดยืนสำคัญของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ แตกต่างจากเชนกาแฟจำนวนมากในยุคนั้นที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่นั่งพักผ่อนหรือประสบการณ์ในการดื่มกาแฟแบบคาเฟ่

ผู้ก่อตั้งมองเห็นว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตชานเมืองและเมืองขนาดกลาง ต้องการความสะดวกและความรวดเร็วมากกว่าการใช้เวลาอยู่ภายในร้าน ส่งผลให้ Scooter’s Coffee เลือกพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เน้นบริการแบบ drive-thru เป็นแกนหลักตั้งแต่เริ่มต้น

แม้ในช่วงแรกแบรนด์จะยังเป็นเพียงธุรกิจท้องถิ่นขนาดเล็กในรัฐ Nebraska แต่แนวทางดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดแตกต่างสำคัญ ที่ช่วยให้ Scooter’s Coffee สามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และวางรากฐานสู่การขยายธุรกิจในระยะต่อมา

จากร้านท้องถิ่นสู่โมเดลแฟรนไชส์ที่เติบโตทั่วประเทศ

Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru
ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

 

หลังจากเริ่มต้นธุรกิจและได้รับการตอบรับที่ดี Scooter’s Coffee ได้ขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยใช้โมเดลร้านขนาดเล็กแบบ drive-thru เป็นโมเดลหลัก ทำให้สามารถเปิดสาขาได้รวดเร็ว ใช้เงินลงทุนต่อสาขาไม่สูงมาก และเหมาะกับพื้นที่ชานเมืองหรือเมืองรองในสหรัฐฯ

แบรนด์เลือกเจาะตลาดนอกเขตเมืองใหญ่ ทั้งเมืองขนาดกลาง ชานเมือง และทำเลริมเส้นทางคมนาคม แทนการแข่งขันโดยตรงในย่านธุรกิจใจกลางเมืองเหมือนเชนกาแฟรายใหญ่ ส่งผลให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

หลายฝ่ายมองว่า Scooter’s Coffee เป็นแบรนด์ที่มาถูกทางก่อนเวลา จากการวางเดิมพันกับโมเดล drive-thru และความสะดวกตั้งแต่ก่อนยุคโควิด-19 เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐฯ เปลี่ยนไปสู่บริการแบบ contactless มากขึ้น ทำให้ร้านกาแฟที่เน้น drive-thru ได้รับอานิสงส์โดยตรง และช่วยเร่งการเติบโตของแบรนด์อย่างชัดเจน

ภาพโดยรวมการเติบโตของ Scooter’s Coffee สะท้อนการวางตำแหน่งธุรกิจที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความสะดวก และการเข้าถึงบริการที่ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน

งบลงทุนแฟรนไชส์ Scooter’s Coffee

ด้านการลงทุน Scooter’s Coffee ระบุว่า การเปิดแฟรนไชส์ในสหรัฐฯ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง โดยร้านรูปแบบ Kiosk หรือร้านขนาดเล็กแบบ drive-thru ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 954,650-1.523 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ร้านรูปแบบ Endcap ซึ่งอยู่เปิดอยู่ภายในอาคารหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ ใช้เงินลงทุนราว 692,150-1.053 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขดังกล่าวรวมค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นมูลค่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว บริษัทกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนแฟรนไชส์ไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องอย่างน้อย 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Worth) ไม่ต่ำกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าแบรนด์มุ่งคัดเลือกผู้ลงทุนที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจระยะยาว

ทำไม Scooter’s Coffee เติบโตอย่างรวดเร็ว

Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru
ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

เบื้องหลังการเติบโตของ Scooter’s Coffee ไม่ได้เกิดจากการเป็นเพียงร้านกาแฟทั่วไป แต่เกิดจากการวางโมเดลธุรกิจที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความรวดเร็ว” และ “ความสะดวก” มากขึ้น

1. Drive-Thru Economy ตอบโจทย์ความเร็ว

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ drive-thru โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองและเมืองขนาดกลางของสหรัฐฯ ที่ผู้บริโภคใช้รถยนต์เป็นหลัก ทำให้บริการที่ไม่ต้องลงจากรถและใช้เวลาไม่นานกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า

Scooter’s Coffee จึงวางตำแหน่งตัวเองเป็นแบรนด์ที่เน้น speed and convenience มากกว่าการแข่งขันด้านบรรยากาศภายในร้าน และยิ่งได้รับอานิสงส์หลังโควิด-19 ที่พฤติกรรมแบบ contactless กลายเป็นเรื่องปกติ

2. ร้านขนาดเล็ก ต้นทุนต่ำ ขยายได้เร็ว

Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru
ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

อีกจุดแข็งคือโมเดลร้านขนาดเล็กแบบ drive-thru ที่ใช้พื้นที่และต้นทุนการก่อสร้างต่ำกว่าร้านกาแฟทั่วไป ทำให้สามารถเปิดสาขาได้รวดเร็วในทำเลที่มีรถสัญจรสูง เช่น ชานเมือง สถานีบริการน้ำมัน และริมถนนหลัก โครงสร้างร้านลักษณะนี้ช่วยให้แบรนด์ scale ธุรกิจได้เร็ว ทั้งด้านจำนวนสาขาและความครอบคลุมของพื้นที่

3. แฟรนไชส์ เครื่องยนต์หลักขยายตัว

Scooter’s Coffee ใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นกลไกหลักในการเติบโต เปิดโอกาสให้นักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาบริหารสาขาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ช่วยลดภาระการลงทุนของบริษัทแม่และเร่งการขยายสาขาไปยังเมืองรองและชุมชนท้องถิ่น แนวทางนี้ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตนอกเขตเมืองใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างฐานลูกค้าในพื้นที่ที่คู่แข่งยังไม่หนาแน่น

4. เมนูเข้าถึงง่าย เจาะตลาดวงกว้าง

แม้จะอยู่ในตลาดกาแฟ แต่ Scooter’s Coffee ไม่ได้เน้นภาพลักษณ์ specialty coffee แบบเข้มข้น โดยเลือกพัฒนาเมนูที่เข้าถึงง่าย เช่น เครื่องดื่มรสหวาน blended drinks, flavored latte และเครื่องดื่มกลุ่ม energy-based กลยุทธ์นี้ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง และแข่งขันในตลาด mass market ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จำนวนสาขา สะท้อนการขยายตัวของแบรนด์

ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

 

Scooter’s Coffee ถือเป็นหนึ่งในเชนกาแฟที่เติบโตเร็วในสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ซึ่งเร่งให้โมเดล drive-thru ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันแบรนด์มีสาขามากกว่า 900 แห่ง ครอบคลุมกว่า 30 รัฐในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดที่ยังมีเพียงไม่กี่ร้อยสาขา สะท้อนอัตราการขยายตัวที่มีอัตราเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การเติบโตดังกล่าวทำให้ Scooter’s Coffee ถูกจับตามองในฐานะผู้เล่นสำคัญในตลาดกาแฟสหรัฐฯ และเป็นคู่แข่งทางอ้อมของเชนรายใหญ่อย่าง Starbucks, Dutch Bros และ Dunkin’

อย่างไรก็ตาม แต่ละแบรนด์มี positioning ต่างกัน โดย Starbucks เน้นประสบการณ์การดื่มในร้านและภาพลักษณ์พรีเมียม ขณะที่ Dutch Bros โฟกัสไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่วน Dunkin’ แข็งแรงในตลาด mass และอาหารเช้า

ในทางกลับกัน Scooter’s Coffee เลือกวางจุดยืนด้านบริการด้วย “ความเร็ว” และ “ความสะดวก” ผ่านโมเดล drive-thru ขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ convenience มากขึ้น

ภาพรวมการเติบโตของแบรนด์จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดกาแฟสหรัฐฯ จากการแข่งขันด้านประสบการณ์ในร้าน ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความเร็วและความสะดวก” มากขึ้น

เมื่อ “Convenience Culture” กำลังมาแทน Café Culture

ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

การเติบโตของ Scooter’s Coffee ไม่เพียงแต่สะท้อนความสำเร็จของแบรนด์กาแฟรายหนึ่ง แต่ยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดกาแฟสหรัฐฯ ที่กำลังขยับจาก café culture ไปสู่ convenience culture มากขึ้น

ในอดีตร้านกาแฟแข่งขันกันด้านบรรยากาศ พื้นที่นั่งทำงาน และประสบการณ์ภายในร้าน จากกระแสการทำงานนอกออฟฟิศและการใช้คาเฟ่เป็นพื้นที่สังคม แต่พฤติกรรมผู้บริโภคในระยะหลังเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเขตชานเมืองที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและความสะดวกมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวยิ่งชัดเจนหลังโควิด-19 ซึ่งทำให้บริการแบบ drive-thru และ contactless กลายเป็นพฤติกรรมปกติ ส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มที่เน้นความสะดวกเติบโตโดดเด่นขึ้น

ในบริบทนี้ drive-thru coffee กลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ขยายตัวเร็วของอุตสาหกรรมกาแฟสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่ suburban ที่ผู้บริโภคพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก Scooter’s Coffee จึงสามารถเติบโตได้ดีจากโมเดลร้านขนาดเล็กที่เน้นความรวดเร็วมากกว่าประสบการณ์ในร้าน

นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดกาแฟสหรัฐฯ ที่กำลังให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพและความสะดวก” มากขึ้น คล้ายกับการเปลี่ยนผ่านที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด

โอกาสและความท้าทายของ Scooter’s Coffee

ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

แม้ Scooter’s Coffee จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การขยายตัวในระยะต่อไปยังมีทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญ ฝั่งโอกาส ตลาดเมืองรองและชานเมืองในสหรัฐฯ ยังมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เชนกาแฟรายใหญ่ยังเข้าไปไม่หนาแน่น ขณะเดียวกันโมเดล drive-thru และร้านขนาดเล็กยังช่วยให้ขยายสาขาได้ง่ายและใช้เงินลงทุนต่อแห่งไม่สูง

แบรนด์ยังมีศักยภาพในการขยายไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่พึ่งพารถยนต์สูง หรือเมืองที่กำลังขยายตัวสู่ชานเมือง แต่แบรนด์ยังเผชิญการแข่งขันสูงจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Starbucks, Dutch Bros และ Dunkin’ ที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งอยู่แล้ว

อีกความท้าทาย คือ ต้นทุนแรงงานและต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันด้านคุณภาพกาแฟ ในช่วงที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ specialty coffee มากขึ้น โจทย์สำคัญของ Scooter’s Coffee จึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ความเร็ว” และ “คุณภาพ” ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันเข้มข้นขึ้น

โมเดล Scooter’s Coffee เกิดขึ้นในไทยได้หรือไม่

ภาพจาก www.facebook.com/ScootersCoffee

แม้แฟรนไชสฺกาแฟ Scooter’s Coffee ยังไม่มีสาขาในประเทศไทย แต่โมเดลธุรกิจแบบ drive-thru ของแบรนด์ถือว่าน่าสนใจสำหรับตลาดกาแฟในประเทศไทยที่กำลังแข่งขันสูงขึ้น

ที่ผ่านมาตลาดกาแฟไทยเติบโตจากวัฒนธรรมคาเฟ่และการนั่งพักผ่อน แต่ระยะหลังเริ่มเห็นการขยายตัวของโมเดล grab-and-go และ drive-thru มากขึ้น โดยเฉพาะในชานเมืองและสถานีบริการน้ำมัน

แบรนด์ไทยอย่าง Café Amazon, Punthai Coffee และ Inthanin ก็เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่เน้นความสะดวกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกาแฟในไทยกำลังขยับใกล้แนวโน้มเดียวกับสหรัฐฯ ในบางส่วน

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยยังแตกต่างจากสหรัฐฯ โดย “คาเฟ่” ยังทำหน้าที่มากกว่าร้านกาแฟ ทั้งพื้นที่ทำงานและพบปะสังสรรค์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า โมเดลร้านกาแฟแบบ drive-thru จะเติบโตได้มากน้อยเพียงใดในประเทศไทย และผู้บริโภคในไทยจะให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” มากขึ้นในระยะยาวหรือไม่

สรุป

ความสำเร็จของแฟรนไชส์กาแฟ Scooter’s Coffee สะท้อนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับ “ความสะดวก” และ “ความรวดเร็ว” มากขึ้น จากร้านกาแฟเล็กๆ ในรัฐ Nebraska สู่เชนร้านกาแฟที่มีสาขากว่า 900 แห่งทั่วสหรัฐฯ การเติบโตของแบรนด์ชี้ให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจแบบ drive-thru มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช