จุดสลบคนเปิดร้าน! พลาดตรงไหน ทำไมเจ๊งไม่เป็นท่า
สำหรับคนที่เริ่มกิจการและเลือกเปิดร้านใดๆ สักอย่าง สิ่งที่ต้องการเห็นคือหน้าร้านที่สวยงาม บรรยากาศร้านที่พร้อมดึงดูดลูกค้า เพื่อไปให้ถึงผลลัพธ์สุดท้ายคือการที่มีลูกค้ามาใช้บริการในร้านจำนวนมาก แต่ในความจริงอาจไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น ข้อมูลระบุว่ากว่า 60% ของธุรกิจจำเป็นต้องปิดตัวตั้งแต่ช่วงปีแรก วิเคราะห์ลงไปในเหตุผลไม่ได้เกิดจากสินค้า / บริการไม่ดี ไม่ได้เกิดจากทำเลที่แย่ แต่เกิดจากสาเหตุที่คนคาดไม่ถึงคือธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน
ทำไมเงินทุนหมุนเวียนถึงสำคัญกับธุรกิจ?

การเลือกลงทุนเองหรือซื้อแฟรนไชส์มาเปิดสักแบรนด์ บางคนอาจมองแค่เงินก้อนแรกที่เอาไปเริ่มธุรกิจ เช่นถ้าซื้อแฟรนไชส์ก็จะคิดแค่เรื่องค่าแฟรนไชส์ , ค่าก่อสร้างตกแต่งร้าน , ค่าอุปกรณ์ , ค่าวัตถุดิบ แต่ลืมนึกไปว่า เงินทุนก้อนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่จะทำให้ร้านอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เงินทุนหมุนเวียน” ซึ่งมีความสำคัญมากจากหลายเหตุผล
1.เปิดร้านช่วงแรกยอดขายยังไม่นิ่ง
โดยเฉพาะในช่วง 3-6 เดือนแรกลูกค้ายังไม่รู้จักแบรนด์ ยอดขายมักจะยังขึ้นๆ ลงๆ ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำ (Fixed Costs) เช่น ค่าเช่าร้าน, เงินเดือนพนักงาน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ ฯลฯ จะเข้ามาหาเจ้าของร้านแบบไม่หยุดหย่อน การมีเงินทุนหมุนเวียนก็เพื่อนำมาใช้จ่ายกับปัญหาเหล่านี้ในช่วงที่ร้านยังสร้างยอดขายไม่ได้ตามเป้า
2.ป้องกันปัญหาขายดีแต่ไม่มีเงินสด
หรือที่บางคนเรียกว่าขายดีแต่ยังเจ๊ง นั่นเพราะเกิดความแตกต่างระหว่างตัวเลขกำไรกับเงินสดที่ไม่ตรงกัน เพราะคำว่ากำไร (Profit) คือการนำรายได้ที่เกิดขึ้น ลบด้วย ต้นทุนและค่าใช้จ่าย ตามรอบบัญชี แต่เมื่อใดก็ตามร้านเกิดช่องว่างระหว่างเงินทุน เมื่อต้องใช้จ่ายกลับไม่มีเงินสดทั้งจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าพนักงาน ถ้าสะสมไปเรื่อยๆ ยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุนสุดท้ายก็ไปไม่รอดจนต้องปิดกิจการ
3.ช่วยรักษาเครดิตและความน่าเชื่อถือกับซัพพลายเออร์
เพราะการเปิดร้านจำเป็นต้องมีการสั่งซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์จากส่วนกลางหรือซัพพลายเออร์อยู่ตลอดเวลา การมีเงินทุนหมุนเวียนช่วยให้สามารถชำระเงินได้ตรงเวลา รักษาเครดิตที่ดี และบางครั้งอาจได้รับสิทธิพิเศษในการขยายเทอมการจ่ายเงิน (Credit Term) ทำให้บริหารจัดการเงินสดในมือได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

สูตรคำนวณ “เงินทุนหมุนเวียน” ควรมีสำรองกี่เดือน?
เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย สมมุติว่าเราเปิดร้านชานมไข่มุกสักแห่ง สิ่งที่เราต้องเตรียมคือ “เงินทุนก้อนแรก” เพื่อเปิดร้าน
- ค่าแฟรนไชส์และสิทธิ์การใช้แบรนด์ 100,000 บาท
- ค่าก่อสร้าง ตกแต่งร้าน 150,000 บาท
- ค่าเครื่องมือ อุปกรณ์และระบบ POS 100,000 บาท
รวมเงินลงทุนตั้งต้น = 350,000 บาท นั่นหมายถึงว่าถ้ามีเงินเท่านี้เราเปิดร้านได้ แต่สิ่งที่ต้องมีต่อจากนี้คือเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการคำนวณไม่ได้มีสูตรซับซ้อน นิยมใช้ 2 วิธีง่ายๆ คือ

1. สูตรสำรองรายจ่ายประจำ
ใช้หลักการว่า ถ้าช่วงแรกยังไม่มีกำไร หรือขายได้น้อยมาก เราต้องมีเงินสดสำรองกี่เดือน?
ทุนหมุนเวียนขั้นต่ำ = รายจ่ายประจำต่อเดือน (Fixed Cost) x จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง
เช่น ถ้ารายจ่ายประจำต่อเดือนรวมค่าเช่าและค่าแรงอยู่ที่ 50,000 บาท และต้องการสำรองไว้ 3 เดือน
ทุนหมุนเวียนที่ต้องเตรียม = 50,000 x 3 = 150,000 บาท
2.สูตรวงจรเงินสด
วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีการซื้อวัตถุดิบเข้ามาสต็อกไว้ โดยคำนวณจากระยะเวลาตั้งแต่จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ จนกระทั่งขายของได้แล้วได้เงินสดกลับคืน
เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ = ต้นทุนการดำเนินงานต่อวัน x จำนวนวันที่เงินจมอยู่กับการวัตถุดิบ
เช่นมีต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด (ค่าของ + ค่าเช่า + ค่าจ้าง) วันละ 5,000 บาท และสต็อกวัตถุดิบใช้ได้ 20 วัน + รอบโอนเงินจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ประมาณ 10 วัน หักลบกับเครดิตเทอมในการจ่ายค่าวัตถุดิบ สมมุมติคิดที่ตัวเลขภายใน 5 วัน นั่นเท่ากับว่าจะมีวงจรเงินสด 20 + 10 – 5 = 25 วัน ** เป็นตัวเลขสมมุติที่ยกตัวอย่าง แต่ละร้านอาจมีตัวเลขที่แตกต่างกันไป ** ดังนั้นร้านจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียน 5,000 x 25 = 125,000 บาท

เคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับ “เงินทุนหมุนเวียน”
สถิติส่วนใหญ่ธุรกิจขนาดเล็ก – กลาง ส่วนใหญ่ใช้เวลาคืนทุนประมาณ 12-18 เดือน ช่วงวิกฤตกระแสเงินสด จะอยู่ระหว่างเดือนที่ 2 – 4 ที่มักจะมีเงินสดเหลือน้อยที่สุด เพราะเงินทุนก้อนแรกเริ่มหมด ขณะที่ยอดขายก็ยังไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก่อนเปิดร้านจึงไม่ใช่แค่การเตรียมเงินก้อนเพื่อลงทุนแต่ควรเช็คลิสต์ดังนี้
- คำนวณรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น แล้วคูณเผื่อไว้ประมาณ 3-6 เดือนเป็นอย่างน้อย นั่นคือตัวเลขเงินสดหมุนเวียนขั้นต่ำที่ต้องมีและห้ามไปแตะต้องหยิบไปใช้อย่างอื่นเด็ดขาด
- ห้ามใช้เงินในร้านเข้ากระเป๋าตัวเอง แม้จะเป็นธุรกิจของเราเองก็ตาม แต่ควรแยกบัญชีร้านออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างเด็ดขาด ต้องคิดเสมอว่ารายรับจากการขายของในร้านไม่ใช่กำไรทั้งหมดแต่ต้องแบ่งมาเป็นทุนสำรองในวันต่อๆไป
- บริหารสต็อกแบบพอดี ถ้าเปิดร้านแรกๆ อย่าสต็อกวัตถุดิบเยอะเกินความจำเป็น แม้จะได้ส่วนลดจากซัพพลายเออร์ แต่ก็ไม่คุ้มในช่วงแรก เพราะถ้าขายไม่ทัน สต็อกก็จะกลายเป็นทุนจมที่เราต้องรับผิดชอบ
- เตรียมแผนสำรองในกรณีฉุกเฉิน การเปิดร้านอย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะขายดีแบบเทน้ำเทท่าให้คิดในกรณีที่แย่สุดเผื่อไว้ด้วยจะได้เตรียมแผนสำรองรับมือ หรือประมาณการยอดขายในช่วง 3 เดือนแรก ให้คิดกลางไว้ที่ 50% ของเป้าหมาย หากเป็นไปตามเป้าเงินทุนสำรองก็จะมีเหลือ แต่ถ้าแย่กว่าที่คิดอย่างน้อยก็ได้เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาก่อนเปิดร้านผู้ประกอบการจึงควรศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจเรื่องธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบันมีคอร์สเรียนมากมายที่พร้อมสร้างความเข้าใจให้ก่อนเปิดร้าน ยกตัวอย่าง คอร์ส Franchise Jump Up ที่สอนทั้งทฤษฏี + ปฏิบัติ สอนทุกแง่มุมที่ควรรู้ก่อนเริ่มธุรกิจ เพื่อให้การเริ่มต้นเป็นไปอย่างถูกต้อง เพิ่มโอกาสในการสร้างธุรกิจที่ต่อยอดต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้เรื่องการนำระบบบริหารจัดการมาใช้ในร้านก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปิดมุมมอง เปิดโอกาสเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวให้ทันตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจที่ห้ามมองข้ามอย่างเด็ดขาด
- เงินที่ใช้ “เปิดร้าน” กับเงินที่ใช้ “ทำให้ร้านอยู่รอดหลังเปิด” จึงเป็นคนละก้อนกัน
- เงินก้อนหลังนี้เรียกว่า เงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital
- เปิดร้านควรมีเงินทุนหมุนเวียนกี่เดือน
เปิดร้านเงินจม! แกะทุกจุดของ Working Capital ร้านอาหาร
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




