สองพี่น้องควักเงินคนละ 1.7 แสนบาท ทำธุรกิจแผ่นปิดจุก ยอดขายโต 3,200 ล้านบาทใน 3 ปี

ถ้ามีคนบอกว่าเงินเก็บคนละ 5,000 ดอลลาร์ หรือรวมกัน 10,000 ดอลลาร์ จะสามารถกลายเป็นธุรกิจที่ทำยอดขายได้ถึง 95 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 3 ปี คุณอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่สำหรับ Taylor Capuano และ Casey Sarai สองพี่น้องฝาแฝด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ Cakes Body ธุรกิจที่เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเธอเอง

ทั้งคู่เริ่มธุรกิจในปี 2022 ขณะที่ยังทำงานประจำ โดย Capuano ทำงานด้านการตลาดที่ Life is Good ส่วน Sarai ทำงานที่ Pernod Ricard จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการมองเห็นตลาดขนาดใหญ่ แต่เกิดจากปัญหาที่ทั้งคู่เจอเหมือนกัน นั่นคือแผ่นปิดจุกซิลิโคนที่มีอยู่ในตลาดทั้งใส่ไม่สวย ไม่สบาย และใช้งานได้ไม่ดีพอ พวกเธอจึงตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าสินค้าที่มีอยู่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ทำไมไม่ลองสร้างสินค้าที่ดีกว่าเอง

เริ่มจากเงินเก็บคนละ 5,000 ดอลลาร์ หรือ 1.7 แสนบาท

สองพี่น้องควักเงินคนละ 1-7 แสนบาท
ภาพจาก https://citly.me/ttqp3b

ทั้งคู่ใช้เงินส่วนตัวคนละ 5,000 ดอลลาร์ รวม 10,000 ดอลลาร์ เพื่อทำต้นแบบ สั่งสินค้าล็อตแรก ซื้อโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย และเปิดเว็บไซต์ผ่าน Shopifyแม้ไม่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาก่อน แต่พวกเธอทำงานร่วมกับผู้ผลิตหลายรอบ

เพื่อปรับรายละเอียดให้แผ่นซิลิโคนครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ติดกับผิวได้โดยไม่ต้องใช้กาว และมีขอบที่บางจนแนบไปกับเสื้อผ้าได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อได้ต้นแบบ ทั้งคู่ทดลองใส่เองทุกวัน และพบว่าสินค้าช่วยแก้ปัญหาที่พวกเธอเจอจริงๆ จึงเริ่มเชื่อว่าปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเธอแค่สองคน

จากธุรกิจเสริม สู่จุดเปลี่ยนจาก TikTok

สองพี่น้องควักเงินคนละ 1-7 แสนบาท
ภาพจาก https://citly.me/ttqp3b

ช่วงแรก Cakes Body ยังเป็นเพียงธุรกิจเสริม ทั้งคู่ยังทำงานประจำและใช้เวลาว่างมาจัดการธุรกิจ โดย Sarai รับผิดชอบแพ็กและจัดส่งสินค้า ขณะที่ Capuano โฟกัสกับการสร้างตัวตนของแบรนด์บนโซเชียลมีเดียCapuano ทำ TikTok มากถึงประมาณ 100 คลิปต่อเดือน

หลังเปิดตัวได้เพียง 5 เดือน คลิปหนึ่งของ Cakes Body กลายเป็นไวรัล มีผู้ชมมากกว่า 1 ล้านครั้ง และทำให้สินค้าล็อตแรกขายหมดเกลี้ยง หลังจากนั้นคลิปไวรัลเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง และเกือบทุกครั้งนำไปสู่ยอดขายที่ทำให้สินค้า Sold Out

ตอนแรกทั้งคู่ยังไม่กล้าลาออกจากงาน เพราะกลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เมื่อเห็นว่ายอดขายไม่ได้มาจากไวรัลเพียงครั้งเดียว ทั้งสองจึงตัดสินใจเดิมพันกับธุรกิจเต็มตัวCapuano ลาออกในเดือนมิถุนายน 2022 และ Sarai ลาออกตามมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขายแพงกว่า แต่ทำให้ลูกค้าเห็นคุณค่า

สองพี่น้องควักเงินคนละ 1-7 แสนบาท
ภาพจาก https://citly.me/ttqp3b

Cakes Body ไม่ได้เลือกแข่งขันด้วยราคาถูก แผ่นปิดจุกของแบรนด์ขายอยู่ที่ประมาณ 33 ดอลลาร์ต่อคู่ ซึ่งแพงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาดถึง 2–3 เท่า กลยุทธ์ของพวกเธอคือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเงินที่จ่ายเพิ่มนั้นแลกกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีกว่า

ตลาดเองก็มีคู่แข่งตั้งแต่สตาร์ตอัพอย่าง Gatherall และ ThirdLove ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ด้านชุดชั้นในอย่าง Victoria’s Secret แต่ Cakes Body เลือกสร้างความแตกต่างด้วยผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และการทำคอนเทนต์จำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย

อีกแรงส่งสำคัญคือรายการ “Shark Tank” ซึ่งทั้งคู่ไปออกรายการในเดือนธันวาคม 2023 และสามารถปิดดีลกับ Emma Grede ผู้ร่วมก่อตั้ง Skims และ Good American ได้ ดีลดังกล่าวให้เงินลงทุน 300,000 ดอลลาร์ แลกกับหุ้น 10% ทำให้ Cakes Body ถูกประเมินมูลค่าที่ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น

จากยอดขาย 1 ล้านดอลลาร์ สู่ 95 ล้านดอลลาร์

สองพี่น้องควักเงินคนละ 1-7 แสนบาท
ภาพจาก https://citly.me/ttqp3b

ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังทำยอดขายทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ในปีแรก Cakes Body สามารถทำยอด Net Sales ได้ประมาณ 95 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ที่น่าสนใจคือบริษัทระบุว่าธุรกิจมีกำไรตั้งแต่ปี 2022 และเงินลงทุนจาก Emma Grede เป็นเงินลงทุนภายนอกเพียงก้อนเดียวจนถึงปัจจุบัน

นั่นหมายความว่า จากเงินตั้งต้นเพียง 10,000 ดอลลาร์ สองพี่น้องสามารถสร้างธุรกิจที่ทำยอดขายระดับ 95 ล้านดอลลาร์ต่อปีได้ โดยไม่ได้ระดมทุนจากนักลงทุนจำนวนมากเหมือนสตาร์ตอัปทั่วไป

ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่สร้าง “กองทัพคนช่วยขาย”

ปัจจุบัน Cakes Body มีผู้ติดตามรวมกันเกือบ 500,000 คนบน TikTok และ Instagram และมีเครือข่าย Affiliate Content Creators มากกว่า 25,000 คนที่ช่วยสร้างคอนเทนต์และพูดถึงผลิตภัณฑ์นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ เพราะแทนที่จะต้องพึ่งโฆษณาจากบริษัทเพียงอย่างเดียว Cakes Body ทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นผู้ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์

ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทก้าวเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกแบบออฟไลน์เป็นครั้งแรก ผ่านความร่วมมือกับ Ulta Beauty ทำให้สินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านประมาณ 1,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ

จากสินค้าแก้ปัญหาเล็กๆ สู่ธุรกิจ 95 ล้านดอลลาร์

สองพี่น้องควักเงินคนละ 1-7 แสนบาท
ภาพจาก https://citly.me/ttqp3b

เรื่องของ Cakes Body น่าสนใจตรงที่สองพี่น้องไม่ได้เริ่มจากการค้นพบตลาดใหม่ หรือสร้างเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนพวกเธอเริ่มจากสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด เพียงแต่เห็นว่าของที่มีอยู่ยังไม่ดีพอ

จากนั้นใช้เงินเก็บเพียง 10,000 ดอลลาร์ ทดลองทำสินค้า สร้างคอนเทนต์บน TikTok และ Instagram จนเจอจุดที่ผู้บริโภคตอบรับ ก่อนค่อยๆ เปลี่ยนธุรกิจเสริมให้กลายเป็นงานเต็มเวลา ภายในเวลาเพียง 3 ปี Cakes Body เติบโตจากธุรกิจที่สองพี่น้องไม่คิดว่าจะไปสู่บริษัทที่ทำยอดขายประมาณ 95 ล้านดอลลาร์ต่อปี

และบทเรียนสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “แผ่นปิดจุกขายดี” แต่อยู่ที่ว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่บางครั้งไม่ได้เริ่มจากไอเดียที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากปัญหาเล็กๆ ที่ผู้ก่อตั้งเจอด้วยตัวเอง แล้วสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนอื่นก็มีปัญหาเดียวกัน

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช