จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร สู่เจ้าของธุรกิจรายได้ปีละ 1,900 ล้านบาท

ใครจะคิดว่า ปัญหาการซื้ออาหารสดที่หลายคนมองเป็นเรื่องธรรมดา จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่สร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ต่อปีได้ นี่คือเรื่องราวของ Ashley Tyrner-Dolce ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FarmboxRx บริษัทที่นำผักผลไม้สดและอาหารเพื่อสุขภาพไปส่งให้กับผู้มีรายได้น้อยในสหรัฐฯ ผ่านสิทธิประโยชน์จากแผนประกันสุขภาพ
จากวันที่เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องพึ่งพาสวัสดิการอาหารและ Medicaid เพื่อเลี้ยงดูลูกสาว วันนี้เธอกลับสร้างธุรกิจที่มีรายได้ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,900 ล้านบาทต่อปีในปี 2023 และทำกำไรได้ตั้งแต่ปี 2022 โดยยังไม่ได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอก

สิ่งที่ทำให้ FarmboxRx แตกต่างจากธุรกิจส่งผักผลไม้ทั่วไป คือ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้ออาหารเอง เพราะบริษัทมีรายได้จากการทำงานร่วมกับแผนประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอาหารให้แก่สมาชิกตามสิทธิประโยชน์ของแต่ละแผนเรื่องราวนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจจากปัญหาส่วนตัว แต่ยังเป็นตัวอย่างของการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากปัญหาที่ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ใช้สวัสดิการ สู่การมองเห็นปัญหาที่ตลาดยังแก้ไม่ตก

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อ Ashley Tyrner-Dolce ตัดสินใจย้ายจากรัฐแอริโซนามายังนิวยอร์กพร้อมลูกสาววัยทารก เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเวลานั้น เธอไม่ได้มีเงินทุนมากมายหรือเครือข่ายทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุน เธอต้องอาศัยอยู่กับเพื่อน ใช้สวัสดิการช่วยเหลือด้านอาหาร และเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินเพื่อนำของชำกลับบ้านด้วยตัวเอง

แม้ต่อมาเธอจะได้งานเป็นผู้จัดการธุรกิจในอุตสาหกรรมแฟชั่น และสามารถเลิกพึ่งพาสวัสดิการอาหารได้เมื่ออายุ 25 ปี แต่ปัญหาหนึ่งยังคงอยู่ นั่นคือการหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพในราคาที่จ่ายไหวไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องขนของชำจำนวนมากกลับบ้านเพียงลำพัง

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเข้าใจปัญหาที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งต้องเผชิญ ทั้งเรื่องราคา การเข้าถึงอาหารสด และความยากลำบากในการซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ในปี 2014 เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเริ่มต้น FarmboxRx โดยนำปัญหาที่เคยเจอด้วยตัวเองมาเปลี่ยนเป็นแนวคิดทางธุรกิจ

ลงทุน 80,000 ดอลลาร์ จากเงินเก็บซื้อบ้าน สู่การสร้างธุรกิจของตัวเอง

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

การเริ่มต้น FarmboxRx ไม่ได้เกิดจากการระดมทุนก้อนใหญ่จากนักลงทุน แต่เริ่มจากเงินเก็บส่วนตัวของ Tyrner-Dolce เธอนำเงินออมประมาณ 80,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.8 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งใจเก็บไว้ซื้อบ้าน มาใช้เป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์และทำการตลาด ค่าเช่าคลังสินค้า ไปจนถึงค่ากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน เธอก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยย้ายไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดหนึ่งห้องนอนกับลูกสาว และหารายได้เสริมจากการนำของเล่นไปขายต่อบน eBay เพื่อช่วยประคองสถานะทางการเงิน

ในช่วงแรก FarmboxRx ดำเนินธุรกิจในรูปแบบสมัครสมาชิกโดยตรงกับผู้บริโภค ลูกค้าสามารถสมัครบริการเพื่อรับผักผลไม้สดส่งถึงบ้าน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยุ่งยากในการซื้ออาหารสดด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมา แต่ Tyrner-Dolce มองว่า หากต้องการทำให้ผู้คนเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้มากขึ้นจริง ๆ ธุรกิจไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่แค่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ

เธอจึงเริ่มมองหาวิธีทำให้แผนประกันสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการจ่ายค่าอาหารให้กับสมาชิก แนวคิดนี้ฟังดูมีเหตุผลในมุมของการดูแลสุขภาพ แต่ในเวลานั้นกลับไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนร่วมทุน หรือ Venture Capital (VC) มากนัก

เธอเล่าว่า นักลงทุนหลายรายต้องการให้บริษัทเปลี่ยนไปทำธุรกิจชุดอาหารพร้อมปรุง หรือ Meal Kit ซึ่งเป็นรูปแบบที่พวกเขาคุ้นเคยมากกว่า แต่ Tyrner-Dolce ไม่ได้เลือกเดินตามสิ่งที่นักลงทุนต้องการ เธอยังคงเดินหน้ากับแนวคิดเดิม โดยเปรียบตัวเองเหมือนแรดที่มุ่งพุ่งไปข้างหน้าและไม่หันกลับไปมองข้างหลัง

จุดเปลี่ยนของธุรกิจ เมื่อประกันสุขภาพกลายเป็นลูกค้ารายสำคัญ

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

ในปี 2019 FarmboxRx สามารถสร้างรายได้ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากบริการส่งผักผลไม้ให้ผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตาม รายได้ส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทำให้เหลือเงินไม่มากสำหรับการจ่ายเงินเดือน รวมถึงเงินเดือนของผู้ก่อตั้งเอง แต่ในปีเดียวกันนั้น เธอได้ค้นพบโอกาสสำคัญ เมื่อพบว่าสมาชิก Medicare และ Medicaid บางกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับอาหารสดและอาหารเพื่อสุขภาพผ่านแผนประกันของตนเองได้

Medicare เป็นโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ขณะที่ Medicaid เป็นโครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่เข้าเกณฑ์ตามข้อกำหนดของแต่ละรัฐ

การค้นพบนี้ทำให้เธอเห็นว่า FarmboxRx ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำงานร่วมกับองค์กรที่มีเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของประชาชนได้ด้วย เธอจึงเริ่มติดต่อแผนประกันสุขภาพประมาณ 80-100 แห่ง เพื่อเสนอแนวคิดให้บริษัทเข้าไปเป็นผู้ให้บริการด้านอาหารเพื่อสุขภาพแก่สมาชิก

ในปี 2020 FarmboxRx สามารถสร้างความร่วมมือกับ Vibra Health Plan ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย Blue Cross Blue Shield ได้สำเร็จ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่ขายบริการให้ผู้บริโภคโดยตรง มาเป็นการให้บริการผ่านองค์กรประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของแผนที่เข้าร่วม

ภายในปี 2022 บริษัทมีพันธมิตรด้านแผนประกันสุขภาพมากเพียงพอที่จะยุติธุรกิจสมัครสมาชิกกับผู้บริโภคโดยตรงได้ทั้งหมด และนั่นคือปีที่ FarmboxRx เริ่มทำกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรมโมเดลธุรกิจที่ลูกค้าไม่ต้องจ่าย แต่บริษัทยังสร้างรายได้

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ FarmboxRx คือวิธีคิดเรื่องลูกค้าและผู้จ่ายเงิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากบริการคือสมาชิกแผนประกันสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่มีข้อจำกัดด้านรายได้หรือการเดินทาง ส่วนผู้ที่จ่ายเงินให้กับบริษัทคือแผนประกันสุขภาพที่ร่วมมือกับ FarmboxRx โดยบริการจะดำเนินการตามสิทธิประโยชน์และข้อตกลงของแต่ละแผน

เหตุผลที่โมเดลนี้มีโอกาสเติบโต คือ การเข้าถึงอาหารที่เหมาะสมอาจช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพและการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการได้ เมื่อแผนประกันสุขภาพมองเห็นประโยชน์ของการลงทุนในบริการลักษณะนี้ ก็อาจมีแรงจูงใจที่จะสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริการไม่ได้หมายความว่าสมาชิก Medicare หรือ Medicaid ทุกคนจะได้รับอาหารฟรีโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับแผนประกัน คุณสมบัติของสมาชิก และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องสำหรับ FarmboxRx การทำงานร่วมกับแผนประกันสุขภาพมากกว่า 80 แห่งตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย ช่วยให้ธุรกิจขยายการเข้าถึงผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งการหาสมาชิกที่ยินดีจ่ายเงินเองทีละรายเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่บริษัทไม่ได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอก ยังสะท้อนให้เห็นว่าเธอเลือกสร้างการเติบโตจากรายได้ของธุรกิจเป็นหลัก แทนที่จะใช้เงินทุนจากนักลงทุนเพื่อเร่งขยายกิจการ

จากรายได้ 1 ล้านดอลลาร์ สู่ธุรกิจที่ทำรายได้ 55 ล้านดอลลาร์ต่อปี

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

เส้นทางของ FarmboxRx แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังจากบริษัทปรับรูปแบบธุรกิจและหันมาทำงานร่วมกับแผนประกันสุขภาพ จากรายได้ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 บริษัทสามารถเติบโตจนมีรายได้ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 หรือคิดเป็นราว 1,900 ล้านบาทต่อปี เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์

บริษัทเริ่มทำกำไรได้ในปี 2022 และในช่วงที่มีการรายงานข่าว FarmboxRx มีพันธมิตรเป็นแผนประกันสุขภาพมากกว่า 80 แห่ง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนจากการขายให้ผู้บริโภคโดยตรงไปสู่การเป็นพันธมิตรกับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถเปลี่ยนขนาดและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน FarmboxRx ก็ไม่ได้อยู่ในตลาดที่ไร้คู่แข่ง บริษัทต้องแข่งขันกับธุรกิจอื่นที่ให้บริการอาหารและชุดอาหารผ่านแผนประกันสุขภาพ เช่น Mom’s Meals และ Performance Kitchen

นอกจากนี้ ผู้ค้าปลีกและแพลตฟอร์มรายใหญ่ยังเริ่มเข้ามามีบทบาทในบริการอาหารเพื่อสุขภาพ โปรแกรมโภชนาการ และสิทธิประโยชน์ด้านอาหารมากขึ้น
นั้นหมายความว่า การเติบโตในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งผักผลไม้ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตร พัฒนาคุณภาพบริการ และแสดงให้เห็นว่าบริการสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของสมาชิกได้จริง

ไม่หยุดแค่การส่งอาหาร แต่ขยายไปสู่ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิต

จากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือค่าอาหาร
ภาพจาก https://citly.me/daaljp

ในเดือนมีนาคม 2025 FarmboxRx ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มด้านความต้องการทางสังคมชื่อ Driver’s Health ซึ่งมีเป้าหมายขยายบริการให้ครอบคลุมความต้องการอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนแนวคิดนี้สะท้อนมุมมองที่กว้างขึ้นของบริษัทว่า การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงที่อยู่อาศัยและการเดินทาง

หากผู้คนไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ ไม่มีอาหารที่เหมาะสม หรือเผชิญกับปัญหาความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง การดูแลสุขภาพก็อาจทำได้ยากขึ้น การขยายบริการไปสู่ความต้องการเหล่านี้จึงเป็นความพยายามที่จะเชื่อมโยงบริการหลายด้านเข้าด้วยกัน โดยอาศัยความร่วมมือกับองค์กรด้านสุขภาพและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจในลักษณะนี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งการบริหารเครือข่ายพันธมิตร การควบคุมคุณภาพ และการพิสูจน์ว่าบริการใหม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้ได้จริง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช