เป็นเจ้าของพื้นที่ เปิด 7-Eleven คืนทุนเมื่อไหร่?

หนึ่งในธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีคนสนใจลงทุน หรือเปิดร้านมากที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เพราะเป็นร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด อีกทั้งยังเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันสาขา 7-Eleven ในประเทศไทย สิ้นไตรมาส 3/2568 มีจำนวน 15,764 สาขา แบ่งเป็นสาขาบริษัท 8,098 สาขา (51%) และ สาขาของ Store Business Partner กับ Sub-Area รับสิทธิ์ช่วงอาณาเขตในต่างหวัด จำนวน 7,666 สาขา (49%)

ในไตรมาส 3 ของปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 113,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาส 3 มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันอยู่ที่ 81,339 บาท

ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิม ปรับลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 86 บาท และมีจำนวนลูกค้าเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันอยู่ที่ 943 คน

ในไตรมาส 3 ปี 2568 รายได้ของ 7-Eleven มาจากการขายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 76.5 และจากสินค้าอุปโภคร้อยละ 23.5 โดยรายได้จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของบริษัท ที่ต้องการให้ร้าน 7-Eleven เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในใจของลูกค้า เมื่อคิดถึงอาหารและเครื่องดื่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ทุกสถานที่ และทุกช่วงเวลา

สำหรับใครสนใจอยากลงทุนเปิดแฟรนไชส์ 7-Eleven โดยเฉพาะคนที่มีพื้นที่หรือเป็นเจ้าของพื้นที่เอง บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนแฟรนไชส์จากนักลงทุนตัวจริงๆ ว่าถ้าเป็นเจ้าของพื้นที่แล้วเปิดแฟรนไชส์ 7-Eleven ในพื้นที่ของตัวเองจะมีรายได้และสามารถคืนทุนได้เมื่อไหร่ ก่อนอื่นมาดูโมเดลการลงทุนเปิดร้าน 7-Eleven มีกี่รูปแบบ

เป็นเจ้าของพื้นที่

การเปิดแฟรนไชส์ร้าน 7-Eleven หรือการเป็น Store Business Partner มีให้เลือก 2 รูปแบบ

#รูปแบบที่1

  • ใช้เงินลงทุนประมาณ 4.8 แสนบาท
  • เงินประกัน 1 ล้านบาท

รวมแล้วต้องมีเงินลงทุนให้กับทาง 7-Eleven ประมาณ 1.48 ล้านบาท อายุสัญญา 6 ปี

โดยผู้ลงทุน หรือ Store Business Partner เข้าไปเป็นผู้จัดการร้าน มีเงินเดือน 29,000 บาท ต้องบริหารค่าใช้จ่ายให้ได้ตามงบ ย้ำว่าค่าใช้จ่ายไม่ใช่ยอดขาย ค่าใช้จ่ายก็มี ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์หลัก และอื่นๆ

ถ้าบริหารร้านได้ตามเป้าของงบค่าใช้จ่าย จะได้รับเงินปันผลกำไรจากการขายประมาณ 20-30% ในส่วนที่มียอดขายเกินเป้า

เป็นเจ้าของพื้นที่

#รูปแบบที่ 2

  • ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.73 ล้านบาท
  • เงินประกัน 9 แสนบาท

รวมแล้วต้องมีเงินให้กับทาง 7-Eleven ประมาณ 2.63 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี

Store Business Partner จะได้ส่วนแบ่งจากกำไร 54% (ยังไม่ได้หักค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน และอื่นๆ ในร้าน)

อย่างไรก็ตาม การเป็น Store Business Partner ทั้ง 2 รูปแบบ ผู้ลงทุนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า วัสดุอุปกรณ์ และการก่อสร้างออกแบบตกแต่งร้าน ทางซีพีออลล์เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด รวมถึงค่าเช่า ภาษีป้าย ภาษีที่ดิน และอื่นๆ

เปิดร้าน 7-Eleven จำนวน 1 สาขา คืนทุนเมื่อไหร่ กรณีเป็นเจ้าของที่ดินเอง

เป็นเจ้าของพื้นที่

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ได้ทำการสอบถามไปยัง Store Business Partner รายหนึ่งที่ลงทุนเปิดร้านแฟรนไชส์ 7-Eleven ในพื้นที่ต่างจังหวัด เขาใช้เงินลงทุนเปิดร้าน 7-Eleven ในรูปแบบที่ 2 รวมแล้วประมาณ 3,900,000 บาท เป็นตัวเลขการลงทุนที่สูงกว่าตัวเลขที่ทางซีพีออลล์ระบุเอาไว้ในเว็บไซต์ที่ประมาณ 2.63 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี

  • ได้ส่วนแบ่งจากกำไร 54% ยังไม่ได้หักค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน และอื่นๆ ในร้าน
  • ได้รับค่าเช่าจากทาง 7-Eleven ประมาณ 60,000 บาท/เดือน (ขนาดพื้นที่ 822.5 ตร.ม.) มีพื้นที่จอดรถหน้าร้าน

ต่อมามาดูสถิติยอดขายร้าน 7-Eleven โดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 81,339 บาท

เมื่อนำมามาคำนวณยอดขายต่อเดือนจะได้ประมาณ 2,440,170 บาท

ประมาณการกำไรของธุรกิจค้าปลีกอยู่ที่ราวๆ 15%

เมื่อนำยอดขายมาหัก 15% ออกก็จะเหลือรายได้ประมาณ 366,025 บาท/เดือน/สาขา (ยังไม่หักค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ)

เป็นเจ้าของพื้นที่

#ค่าใช้จ่ายในร้าน

  • ค่าจ้างพนักงาน 12 คน ค่าจ้างเฉลี่ย 13,000 บาท/คน รวมประมาณ 156,000 บาท/เดือน
  • ค่าน้ำ+ค่าไฟ ประมาณ 50,000 บาท/เดือน
  • ค่าสินค้าหมดอายุ+อุปกรณ์ต่างๆ ชำรุด 20,000 บาท/เดือน

รวมค่าใช้จ่ายในร้านเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 226,000 บาท/เดือน

#เหลือกำไรสุทธิต่อเดือน 366,025 – 226,000 = 140,025 บาท/เดือน

#Store Business Partner มีส่วนแบ่งจากกำไร 54% ประมาณ 75,613 บาท/เดือน (ยังไม่หักเงินเดือนตัวเอง)

Store Business Partner เป็นเจ้าของที่ดิน ได้รับค่าเช่าประมาณ 60,000 บาท/เดือน

#สรุปก็คือ Store Business Partner ที่เป็นเจ้าของที่ดิน จะมีรายได้ต่อเดือน 75,613 + 60,000 = 135,613 บาท/เดือน

Store Business Partner รูปแบบที่ 2 จะมีระยะเวลาสัญญา 10 ปี

#งบลงทุนแฟรนไชส์รูปแบบที่ 2 ประมาณ 3,900,000 บาท หารด้วยรายได้สุทธิต่อเดือน 135,613 = 28.7 เดือน

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการเป็น SBP ร้าน 7-Eleven กว่าจะได้รับสิทธิต้องใช้เวลาเป็นปี เริ่มจากนำเสนอพื้นที่ ถ้าทางซีพีออลล์ประเมินว่าได้ เขาต้องเช็คก่อนว่ามีคนในพื้นที่หรือร้านเดิมทำไหม แต่ถ้าพื้นที่ใหม่เป็นของตัวเองและขอเป็น Store Business Partner ด้วย จึงจะได้รับสิทธิเร็วขึ้น

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมองว่า การเปิดแฟรนไชส์ร้าน 7-Eleven สร้างรายได้ดีขนาดนี้เลยเหรอ จากข้อมูลที่ได้มาเป็นเพียงยอดขายโดยเฉลี่ยของแต่ละสาขาทั่วประเทศ จากข้อมูลจริงพบว่าบางสาขารายได้เมื่อหักค่าใช้จ่าย เหลือกำไรแค่หลักหมื่น

แต่บางสาขาที่อยู่ในทำเลดีๆ ลูกค้าใช้บริการเป็นพันคนต่อวัน อาจจะได้กำไรมากกว่าสาขาอื่นตกอยู่ที่ 1 แสนบาท/เดือน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการเปิดร้าน 7-Eleven ที่หลายคนเจอ คือ ถ้าสาขาไหนมียอดขายดี ลูกค้าเยอะ อาจจะมีร้าน 7-Eleven มาเปิดสาขาใกล้ๆ กับร้านของคุณ

เหตุผลก็เพราะทาง 7-Eleven มองว่าพื้นที่นั้นมีความเจริญ จำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริการของสาขาเดิมไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า จึงทำให้ทางซีพีออลล์ต้องมาเปิดร้าน 7-Eleven ในพื้นเดียวกัน เพื่อให้บริการลูกค้าได้รวดเร็ว

แต่อย่างไรก่อนเปิดสาขาใหม่ใกล้สาขาเดิม บริษัทฯ จะให้สิทธิ Store Business Partner เจ้าเดิมพิจารณาความพร้อมในการเปิดสาขาใหม่ ถ้าพร้อมก็สามารถใช้สิทธิบริหารร้านใหม่ได้เลย แต่ถ้าไม่พร้อม บริษัทฯ จะเปิดร้านรอไว้ เพื่อให้ Store Business Partner เจ้าเดิมมารับโอนไปเมื่อมีความพร้อม ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทฯ อาจจะมีการประกันรายได้ให้สาขาเดิมด้วย

แหล่งข้อมูล

https://citly.me/yPelS

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช