อวสานร้านกล่องสุ่ม หมดกระแส แพ้ทุนจม กำไรไม่เหลือ
จากปรากฏการณ์ของมันต้องมี แต่วันนี้ภาพของร้านกล่องสุ่มที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาไปมาก ร้านค้าที่เคยเห็นมีเยอะแยะตามห้างสรรพสินค้า ตามตลาดนัด ก็ทยอยหายไปอย่างสิ้นเชิง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจนี้เริ่มไม่เป็นที่ต้องการ
ทั้งที่ในช่วงที่บูมสุดขีดก็มีหลายแบรนด์ที่กระโดดเข้ามาสร้างสีสันกันอย่างครึกครื้น
กล่องสุ่ม (Blind Box) ธุรกิจที่เริ่มจาก “กาชาปอง” ในญี่ปุ่น
กล่องสุ่ม (Blind Box) เป็นแนวคิดในการจำหน่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับสินค้าชิ้นใด จนกระทั่งเปิดกล่องออก โดยสิ่งของในกล่องสุ่มมีขนาดและรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาดจิ๋วสำหรับเก็บสะสมจนถึงขนาดใหญ่ที่เป็นฟิกเกอร์โมเดล
แนวคิดเบื้องต้นของกล่อง มาจากตู้ขายของเล่นสุ่มแบบแคปซูลหรือกาชาปอง (Gashapon) ซึ่งแพร่หลายในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อกาชาปองประสบความสำเร็จ
แนวคิดนี้จึงแพร่กระจายไปยังตลาดต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชื่นชอบอนิเมะและเกมญี่ปุ่น ทำให้ตลาดกล่องสุ่มขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น
ตลอดจนธุรกิจต่าง ๆ ก็เริ่มนำเอาแนวคิดของกล่องสุ่มมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการผลิตสินค้าและบรรจุแบบสุ่มไว้ในกล่องอย่างมิดชิด เพื่อสร้างความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นแก่ผู้บริโภค
ทำให้กล่องสุ่มกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ในเมืองไทยกระแสกล่องสุ่มเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายช่วงปี 2564 โดยเริ่มมาจากกลุ่มนักสะสม Art Toy และโมเดลฟิกเกอร์
ปรากฏการณ์กล่องสุ่มพิมรี่พาย จุดกระแสให้ปัง!

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักคำว่า “กล่องสุ่ม” อย่างเป็นทางการ เมื่อพิมรี่พาย ขายกล่องสุ่มราคา 1 แสนบาท และกล่องสุ่มราคาหลักหมื่น ซึ่งภายในมีตั้งแต่เครื่องสำอางไปจนถึงของรางวัลใหญ่อย่างรถยนต์และทองคำ
เหตุการณ์นี้ทำให้คำว่า “กล่องสุ่ม” กลายเป็นคำที่ใช้เรียกการลุ้นโชคในทุกวงการสินค้า คำว่ากล่องสุ่มจึงกลายมาเป็นกลยุทธ์หลักในการตลาดตอนนั้นที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ขนม ฯลฯ หันมาทำกล่องสุ่มกันทั่วประเทศ
ในปี 2565 – 2566 กระแสความแรงของกล่องสุ่มยังมีต่อเนื่องและกระจายไปแทบทุกพื้นที่เราเริ่มเห็นตู้จุ่ม Art Toy วางตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
แม้แต่ร้านอาหารก็เริ่มทำกล่องสุ่มอาหารทะเล ร้านต้นไม้ทำกล่องสุ่มต้นไม้ ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ทำกล่องสุ่มอุปกรณ์ไอที แน่นอนว่าต้องเกิดร้านกล่องสุ่มรายเล็กรายใหญ่อีกจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของกล่องสุ่มในช่วงเวลานั้นจริงๆ
Pop Mart มาเปิดสาขาในเมืองไทย ยิ่งกระตุ้นวงการให้คึกคัก

ก่อนหน้านี้ Pop Mart ไม่มีหน้าร้านในไทย แต่หลังจากที่เข้ามาเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน 2566 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์คนแห่ไปรอคิวข้ามคืนทำสถิติยอดขายวันแรกสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในเครือ Pop Mart ช่วงเวลานั้น
ยิ่งมาพีคมาขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ตอนที่ ลิซ่า BLACKPINK โพสต์ภาพถือ Labubu Macaron ลงใน IG Story เพียงข้ามคืนจากของเล่นที่หาซื้อได้ทั่วไป กลายเป็นของหายากแบบ Rare Item ราคาพุ่งสูงมากบางตัวพุ่งไปแตะหลักหมื่น ทำให้คนที่ไม่เคยเล่นกล่องสุ่มหันมาสนใจและเริ่มหาซื้อตาม ถ้ายิ่งไปดูตัวเลขความฟีเว่อร์ของธุรกิจกล่องสุ่มในตอนนั้นก็จะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นได้แก่
- 1,350 ล้าน Engagement:คือยอดการมีส่วนร่วม Like, Share, Comment บนโลกโซเชียลที่เกี่ยวกับ Art Toy ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
- 83% ของ Engagement ทั้งหมดเกิดขึ้นบน TikTok โดยคอนเทนต์ยอดนิยมอันดับ 1 คือ “การเปิดกล่องสุ่ม”
- 76% ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทันทีหลังจากดูคลิปที่น่าเชื่อถือ
- ปี 2566 ประเทศไทยนำเข้า Art Toy สูงถึง 128.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบ 12%
- ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Art Toy ในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs กว่า 1,000 ราย สามารถสร้างรายได้รวมกันเกือบ 20,000 ล้านบาท
ตอกย้ำความแรงของกลยุทธ์กล่องสุ่มตอนนั้นถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ๆก็หันมาใช้วิธีนี้ดึงลูกค้าอย่าง McDonald’s ที่นำ Happy Meal มาอัปเกรดเป็นกล่องสุ่ม หรือ KFC ร่วมมือกับ Pop Mart เพื่อทำกล่องสุ่ม แม้แต่ Starbucks ยังทำกล่องสุ่มพวงกุญแจ หรือ Bearista (ตุ๊กตาหมี) ซึ่งจะแถมหรือขายคู่กับเครื่องดื่ม ทำให้ยอดใช้จ่ายต่อบิล พุ่งสูงขึ้นทันที
จากดาวรุ่งสู่ดาวร่วง! กล่องสุ่ม เริ่มหมดกระแส

ในแวดวงธุรกิจที่เป็นกระแสย่อมมีพุ่งขึ้นและดิ่งลง ธุรกิจกล่องสุ่มก็เช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปความตื่นเต้นกลายเป็นความน่าเบื่อและมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้กล่องสุ่ม เริ่มไม่คุ้มกับการลงทุน
- 60% ของสินค้าในกล่องสุ่ม เป็นของที่คนสุ่มไม่อยากได้สุดท้ายก็วางทิ้งไว้กลายเป็นของไร้ค่า
- เกิดสงครามราคาในช่วงที่เฟื่องฟู ขายตัดราคากันเอง จากที่เคยมีกำไรกล่องละ 100-200 เหลือเพียงกำไรกล่องละ 10-20 บาท ซึ่งไม่คุ้มต่อค่าเช่าและค่าดำเนินกิจการ
- สต็อกจมปล่อยสินค้าไม่ทัน โดยเฉพาะพ่อค้าที่รับสินค้าในช่วงพีค เช่น Labubu มาสต็อกไว้เพื่อหวังขายต่อในราคาสูง เมื่อกระแสเปลี่ยนรวดเร็วกลายเป็น สต็อกจม (Dead Stock) ที่ปล่อยไม่ออกแม้จะขายเท่าทุนก็ตาม
- อัตราเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนจากการซื้อตามอารมณ์มาเป็นการซื้อตามความจำเป็นมากขึ้น
- คนไทยเริ่มจัดลำดับความสำคัญในการซื้อ โดยไม่อยากใช้เงินกับของที่ไม่สำคัญเพื่อให้มีกระแสเงินหมุนเวียนในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลน่าสนใจว่าร้านขนาดเล็กที่เน้นขายกล่องสุ่มตามกระแสหายไปมากกว่า 60-70% ในระยะเวลาไม่ถึงปี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดที่เน้นการจับเสือมือเปล่า
ไปรับของจากสำเพ็ง หรือร้านส่งมาขายบวกกำไร เมื่อคนเลิกสนใจยอดขายก็ไม่คุ้ม แม้แต่ร้านออนไลน์ที่เคยใช้กลยุทธ์นี้กันมาก ก็เปลี่ยนวิธีการและหันไปใช้กลยุทธ์อื่น แต่ก็อาจจะยังพอมีบางรายที่ยังทำธุรกิจนี้ต่อแต่ก็ต้องมีฐานลูกค้าประจำที่หนาแน่นมากๆ
เหตุผลที่ร้านขนาดเล็กไปไม่รอดกับกระแสกล่องสุ่มเนื่องจากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและไร้อำนาจการต่อรองกับร้านใหญ่ รับสินค้ามาแพงแต่ขายในราคาถูกก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำต่อ หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าร้านกล่องสุ่มที่เคยมีเยอะแยะถูกแทนที่ด้วยร้านอื่นๆ เช่นร้านกาแฟ , ร้านโมเดลประกอบ ที่มีกลุ่มลูกค้ามากกว่า

ทั้งนี้การอวสานของกล่องสุ่มไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดทางธุรกิจ ถ้าดู Pop Mart ในตอนนี้ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องมีการเปิด Flagship Store ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ ICONSIAM หรือการเปิด Pop Mart Cafe ให้ลูกค้ามานั่งทานขนมและเครื่องดื่มพร้อมชม Art Toy ที่มีในร้าน
สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องนี้คือธุรกิจที่เป็นกระแสมักมาเร็วไปเร็วสำคัญคือการวางแผนรับมือและเปลี่ยนตัวเองให้ทัน จะได้ไม่ต้องเหนื่อย จะได้ไม่ต้องท้อ ที่สำคัญจะได้ไม่ต้องขาดทุนและเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิง
- https://citly.me/3ozqP
- https://citly.me/W89K1
- https://citly.me/mjyfr
- https://citly.me/onMHX
- https://citly.me/9Rf2Z
- https://citly.me/F1LBZ
- https://citly.me/OiQTc
- https://citly.me/oYFiZ
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




